รักษ์คลองอู่ตะเภา ฟื้นชีวิตให้สายน้ำ
หน้าแรก ข้อมูลทั่วไป สารคดี ฟอรั่ม มีอะไรใหม่
Forum homepage Home What's new What's hot Archives
ข่าวสาร (315)
บทความ (244)
งานวิจัย (10)
กระทู้ (86)
เล่าเรื่องเมืองหาดใหญ่ (118)
เล่าเรื่องเมืองหาดใหญ่ โดย อ.พิชัย ศรีใส (50)
ตำบลรอบคลอง (20)
หลักสูตรท้องถิ่น คลองอู่ตะเภา (22)
นโยบายสาธารณะ (812)
สถานการณ์น้ำท่วม (20)
คืนมะโรงน้ำแดง (17)
เรื่องสั้นและบทกวี (75)
คุยกับทีมงาน (180)
Total 2089694 hits.
Last on 31-10-57 16:38

ประวัติความเป็นมาของอำเภอต่างๆ ในจังหวัดสงขลา
เล่าเรื่องเมืองหาดใหญ่ >> ทั่วไป (บทความ)
ประวัติความเป็นมาของอำเภอต่างๆ ในจังหวัดสงขลา

เมืองสงขลา
อำเภอเมืองสงขลา

ประวัติความเป็นมา : คำว่า "สงขลา" ที่ค้นพบตรงกันหลายข้อ เช่น พระราชวินิจฉัยของรัชกาลที่ ๕ ว่าสงขลาเดิมชื่อ สิงหนคร (อ่านว่า สิง-หะ-ระ-คะ-ระ)ชาวมลายูเขาลิ้นรัวออกเสียงอาไม่ได้ตัด หะ และ นะ ออก เหลือแต่ สิงคะรา ส่วนอีกเรื่องหนึ่งว่า เมื่อกษัตริย์มัชปาหิตองค์หนึ่งมีอาณาจักรบนแหลมมลายู นับถือพุทธศาสนาลัทธิหินยาน เมื่อภายหลังอาณาจักรศรีวิชัยบนเกาะสุมาตราล่มแล้วนำชื่อสิงห์ของพระโพธิสัตว์มัชชุศรีปางหนึ่งมาเป็นชื่อเมืองที่สร้างใหม่ครั้งกระโน้น เช่น สิงปุระ (สิงคโปร์) สิงหรัชยา (บนเกาะบาหลี) สิงหสารี (บนเกาะชวา) สิงโครา เพี้ยนมาเป็น สงขลา (ศาสตร์จารย์ C.CBerg ที่สอนประวัติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยมลายู เมื่อ ๒๖ มกราคม ๒๔๙๘) บางท่านว่าคำนี้มาจาก สิงหลา (สิงหะลา) เป็นภาษาเปอร์เซีย เพราะพวกนี้มาค้าขายมลายูและสุมาตรา สมัยอาณาจักรศรีวิชัย มาถึงสงขลา เห็นเกาะหนู-เกาะแมว ในทะเลหน้าเมือง รูปเหมือนสิงห์สองตัวเฝ้าอยู่จึงเรียกว่า สิงหลา แปลว่า เมืองสิงห์ แต่อินเดียเรียกเป็น สิงหลา (สิงหะลา) ส่วนไทยเราเรียก สทิง ครั้นมลายูค้าขายบ้างก็เรียกเป็น เซงกอร่า (Senggora) ต่อมาเป็นซิงกอรา (Singora)ไทยเราเรียกตามเสียงมลายู เพี้ยนมาเป็นสงขลา
พ.ศ.๒๓๑๒ พระเจ้าตากสินได้ยกกองทัพมาตีนครศรีธรรมราชแล้วเสด็จเลยมาถึงเมืองสงขลา
ถึงสมัยรัตนโกสินทร์ พ.ศ.๒๓๒๕ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล โปรดเกล้าฯให้สงขลาขึ้นกับเมืองนครศรีธรรมราช
พ.ศ.๒๓๓๓ ตวนกูเดน บุตรพระยาไทรบุรีเป็นกบฏหนีไปอยู่ที่ปีนัง ส่งคนมายุให้เมืองยะลา เมืองยะหลิง เมืองปัตตานี ยกทัพมาตีเมืองสงขลา
พ.ศ.๒๓๓๔ เจ้าพระยาตรัง ยกทัพกรุงมาปราบแล้วมาพักที่สงขลา สร้างเจดีย์ไว้บนเขาแดงองค์หนึ่ง
พ.ศ.๒๓๘๑ ตวนกูอาหะหมัดสะบัด หลานเจ้าพระยาไทรบุรีกบฏอีก ชวนปัตตานี ไทรบุรี และหัวเมืองในมลายู ยกทัพเข้ามาตีเมืองสงขลา ทัพจากเมืองมีพระยาศรีพิพัฒน์กับทัพนครศรีธรรมราชปราบได้ สร้างเจดีย์บนยอดเขาแดงอีกองค์หนึ่ง
พ.ศ.๒๓๗๙ รัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้าให้ย้ายเมืองที่แหลมสนมาอยู่ที่ปัจจุบัน (ต.บ่อยาง อ.เมือง จ.สงขลา)
พ.ศ.๒๓๘๕ รัชกาลที่ ๓ โปรดพระราชทานส่งหลักชัยเมืองสงขลา จัดพิธีวางหลักเมืองพุ่ม เมื่อขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๔ ปีขาล (วางหลักชัยเมืองสงขลาที่บริเวณถนนนางงามในปัจจุบัน)
พ.ศ.๒๔๐๕ รัชกาลที่ ๔ โปรดเกล้าให้สร้างถนนสงขลาถึงสะเดา เพื่อเชื่อมกับไทรบุรีและยกสงขลาขึ้นเป็นที่ทำการมณฑลเทศาภิบาลนครศรีธรรมราช
พ.ศ.๒๔๗๕ รัชกาลที่ ๗ โปรดเกล้าให้ยุบมณฑลภิบาลทั้งหมด สงขลาจึงเป็นจังหวัด
ลักษณะสภาพทางภูมิศาสตร์ : ที่ตั้งและอาณาเขตอำเภอเมืองสงขลาเป็นอำเภอหนึ่งในจำนวนทั้งหมด ๑๖ อำเภอของจังหวัดสงขลา มีอาณาเขตติดต่อดังต่อไปนี้
ทิศเหนือ จดอำเภอสิงหนคร
ทิศใต้ จดอำเภอจะนะและอำเภอหาดใหญ่
ทิศตะวันตก จดอำเภอรัตภูมิและอำเภอปากพยูน จังหวัดพัทลุง
ทิศตะวันออก จดอ่าวไทย
อำเภอเมืองมีลักษณะภูมิประเทศเป็นแหลมยื่นลงสู่อ่าวไทย ตั้งอยู่ตรงปากน้ำทะเลสาบสงขลา อำเภอเมืองสงขลา ทางทิศใต้ของปากน้ำนั้นมีลักษณะเป็นที่ราบสูงมีภูเขา เช่น ภูเขาสำโรง เขาเทวดา เขาเกาะแต้ว เขาตังกวน และเขาน้อย นอกจากนี้อำเภอเมืองประกอบด้วยเกาะ ๓ เกาะ คือ เกาะยอ เกาะหนู และเกาะแมว ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำไร่ ทำสวน ทำนา และทำประมงตามริมฝั่งทะเล
อำเภอเมืองสงขลาประกอบด้วย ๖ ตำบล
๑. ตำบลเขารูปช้าง
๒. ตำบลพะวง
๓. ตำบลเกาะแต้ว
๔. ตำบลทุ่งหวัง
๕. ตำบลเกาะยอ
๖. ตำบลบ่อยาง ซึ่งเป็นเขตเทศบาลเมืองสงขลา
อำเภอเมืองสงขลาปัจจุบันไม่มีเขตสุขาภิบาล ยกเว้นตำบลบ่อยางซึ่งยกฐานะเป็นเทศบาลเมืองสงขลาซึ่งเป็นที่ตั้งของศาลากลางจังหวัด ศาลจังหวัด และเป็นศูนย์รวมการบริหารราชการต่างๆ ในจังหวัดสงขลา
ลักษณะภูมิอากาศ : อำเภอเมืองสงขลามี ๒ ฤดูกาล คือ ฤดูร้อน และฤดูฝน แต่มีฝนตกชุกตลอดปีทำให้อำเภอเมืองสงขลาสามารถปลูกพื้นไร่สวนได้ตลอดปี อำเภอเมืองสงขลาเป็นที่ตั้งของศูนย์พยากรณ์อากาศและศูนย์วัดแผ่นดินไหวของจังหวัดสงขลา ลักษณะของฤดูฝนในจังหวัดสงขลาอยู่ในระหว่างตุลาคม-มกราคม ซึ่งจะแตกต่างกับลักษณะฤดูฝนของภาคอื่นๆในประเทศไทย
ขนบธรรมเนียมประเพณี : ประเพณีที่สำคัญประจำอำเภอเมืองสงขลา คือ ประเพณีชักพระ ประเพณีวันสารท (ชิงเปรตเดือนสิบ) นอกจากนี้ก็ยังมีประเพณีวันสงกรานต์ วันขึ้นปีใหม่ วันวิสาขะ วันมาฆะบูชา ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ได้รักษาประเพณีอันดีงามไว้ด้วยดีตลอดมา
ประชาชนในอำเภอเมืองสงขลาบางส่วนของอำเภอเมืองสงขลายังมีความเชื่อเกี่ยวกับโชคลางอยู่มาก เช่น การเล่นมโนราห์โรงครู การพิธีสะเดาะเคราะห์ การเชื่อในเทวดา ศาลพระภูมิ
กีฬาพื้นบ้าน : ในอำเภอเมืองสงขลามีการเล่นกีฬาชนโค ชนไก่ กัดปลา มวยไทย หนังตะลุง โนราห์ฯ ฯลฯ

อำเภอหาดใหญ่
ประวัติความเป็นมาของอำเภอหาดใหญ่ : ที่มาของชื่อหาดใหญ่ มีการเล่าสู่กันฟังเป็น ๒ นัย คือ มีหมู่บ้านตั้งอยู่ริมหาดทรายคลองอู่ตะเภาซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของที่ว่าการอำเภอหาดใหญ่ในปัจจุบัน เป็นหาดทรายที่ค่อนข้างใหญ่ และมีแห่งเดียวที่ริมคลองนี้ประชาชนนิยมขุดขนทรายไปก่อสร้างบ้านเรือนแต่ทรายที่หาดแห่งนี้ไม่มีวันหมด หมู่บ้านนี้จึงเรียกกันว่า "หาดใหญ่" ตามหาดทรายใหญ่แห่งนี้
ส่วนอีกนัยหนึ่งกล่าวว่าหมู่บ้านหาดใหญ่ที่เรียกกันปัจจุบันนี้ว่า "หาดใหญ่ใน" มีต้นมะหาดขนาดใหญ่ชาวบ้านจึงเรียกหมูบ้านบริเวณนี้ตามต้นมะหาดใหญ่ว่า "หาดใหญ่" (ชาวปักษ์ใต้นี้ลดคำพูดหลายพยางค์ เหลือน้อยพยางค์ที่สุด) และต้นมะหาดดังกล่าวในปัจจุบันไม่มีแล้วเพราะได้ล้มตายไปตามเวลา
ประวัติอำเภอหาดใหญ่ : เป็นชื่อรวมของบ้านหาดใหญ่และหมู่บ้านโคกเสม็ดชุน ซึ่งหมู่บ้านโคกเสม็ดชุนนี้เดิมเป็นเนินสูงมีผู้อาศัยอยู่เบาบางการคมนาคมไม่สะดวกและมีป่าต้นเสม็ดชุนอยู่มากมาย เมื่อทางราชการได้ตัดทางรถไฟมาถึงหมู่บ้านซึ่งมีประชาชนอพยพมาตั้งหลักแหล่งทำมาหากินอยู่มากขึ้น สมัยนั้นสถานีรถไฟตั้งอยู่ที่สถานีอู่ตะเภา (อยู่ด้านเหนือของสถานีชุมทางหาดใหญ่ ปัจจุบันเป็นเพียงที่หยุดรถไฟ) เนื่องจากสถานีอู่ตะเภาเป็นที่ลุ่มน้ำท่วมบ่อย ทางการรถไฟจึงได้ย้ายสถานีเสียใหม่ไปอยู่ที่สถานีชุมทางหาดใหญ่ในปัจจุบัน เพราะเป็นที่เหมาะสมกว่าและเป็นเนินสูงน้ำท่วมไม่ถึง ประชาชนได้ทยอยติดตามกันไปสร้างบ้านเรือนอยู่บริเวณนั้นเอง ฉะนั้นอาจกล่าวได้ว่ากิจการรถไฟมีผลต่อการขยับขยายและความเจริญก้าวหน้าของอำเภอหาดใหญ่ตลอดมา
ต่อมาได้มีผู้เห็นการณ์ไกลว่าบริเวณสถานีรถไฟหาดใหญ่แห่งนี้ต่อไปภายหน้าจะต้องเจริญก้าวหน้าอย่างแน่นอน จึงได้มีการจับจองซื้อที่ดินแปลงใหญ่จากราษฎรเป็นจำนวนมาก บุคคลที่ได้ครอบครองที่ดินป่าเสม็ดชุนนี้ เช่น นายเจียซีกี (ต่อมาได้รับพระราชทินนามเป็นขุนนิพัทธจีนนคร) คุณพระเสน่หามนตรี นายซีกิมหยง พระยาอรรถกระวีสุนทร ซึ่งได้เสียชีวิตไปแล้วทั้งหมด นับว่าทั้ง ๔ ท่านนี้เป็นบุคคลที่มีส่วนร่วมสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าให้แก่หาดใหญ่อย่างแท้จริง คือได้ตัดถนนสร้างอาคารบ้านเรือนให้ราษฎร เช่น ตัดที่ดินแบ่งขาย ตัดถนนสายใหม่ ฯลฯ
ชุมชนหาดใหญ่เติบโตอย่างรวดเร็ว จนทางราชการต้องยกฐานะจาก "บ้านหาดใหญ่" เป็นอำเภอ มีชื่อว่า "อำเภอหาดใหญ่" มีนายอำเภอของอำเภอเหนือคนแรกคือ หลวงภูวนารถบุรานุรักษ์ (อ่อน เศวตนันทน์) ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๖๐ ได้เปลี่ยนชื่อจาก "อำเภอเหนือ" เป็น "อำเภอหาดใหญ่" นายอำเภอคนแรกของอำเภอหาดใหญ่คือ คุณพระเสน่หามนตรี (ชื่น สุคนธหงส์) และในปี พ.ศ.๒๔๙๐ อำเภอนี้ก็ได้ยกฐานะเป็นอำเภอชั้นเอก
สภาพทางภูมิศาสตร์ : ที่ตั้ง อำเภอหาดใหญ่ ตั้งอยู่ระหว่างเส้นรุ้งที่ ๗ เหนือ เส้นแวงที่ ๑๐๐° ๒๕´ ตะวันออก
อาณาเขต : อาณาเขตของอำเภอหาดใหญ่มีดังนี้ คือ
ทิศเหนือ ติดต่อกับทะเลสาบสงขลา เขตอำเภอเมืองสงขลาและอำเภอรัตภูมิ
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ เขตอำเภอเมืองสงขลา และอำเภอจะนะ
ทิศตะวันตก ติดต่อกับ เขตอำเภอรัตภูมิ และเขตกิ่งอำเภอคลองหอยโข่ง
ทิศใต้ ติดต่อกับ เขตอำเภอสะเดา และอำเภอนาหม่อม จังหวัดสงขลา
ลักษณะภูมิอากาศ : หาดใหญ่ตั้งอยู่ทางภาคใต้ของประเทศไทยเป็นเมืองที่อยู่ใกล้ทะเล อากาศจึงไม่ร้อนจัดไม่หนาวจัด พื้นที่โดยทั่วไปเป็นที่ราบสูง มีภูเขา ป่าไม้ พื้นที่ค่อยๆลาดต่ำลงทางทิศเหนือที่จดกับทะเลสาบสงขลา ส่วนในบริเวณตัวเมืองและรอบๆพื้นที่เป็นที่ราบลุ่มกว้างใหญ่ ปกติฝนตกน้ำไม่ท่วม นอกจากฝนตกติดต่อกันหลายวันเป็นเหตุให้น้ำจากอำเภอสะเดา ซึ่งไหลผ่านคลองอู่ตะเภา ทำให้เกิดน้ำท่วมในที่ลุ่มทั่วๆไป
ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม : ส่วนใหญ่เป็นประเพณีพื้นเมืองที่เกี่ยวกับศาสนาและกีฬาพื้นเมือง ได้แก่ ประเพณีทำบุญวันสารทเดือนสิบ ซึ่งเป็นกิจกรรมทางพุทธศาสนาที่จัดขึ้นที่วัด มีปีละ ๒ ครั้ง ครั้งแรกในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ซึ่งเรียกว่าพิธีรับเปรต ส่วนครั้งที่ ๒ นั้นทำกันในวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ เรียกว่าพิธีส่งเปรต (ทำบุญอุทิศให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว) เป็นความเชื่อถือที่ว่าเป็นการทำบุญที่บรรพบุรุษของเรามาร่วมรับเอาส่วนบุญกุศลได้มาก
สำหรับประเพณีที่ได้รับการส่งเสริมขึ้นในปัจจุบัน ประเพณีวันไหว้พระจันทร์และวันตรุษจีนของประชาชนชาวเชื้อสายจีน
ประเพณีชักพระ : ปัจจุบันนี้เห็นว่ามีรถสะดวกก็ได้มีการประดับตกแต่งรถยนต์ให้เป็นรูปเรือ มีการประกวดความสวยงามและความคิดกันด้วย โดยเฉพาะที่จังหวัดสงขลามีการชุมชนเรือพระและประกวดกันเป็นประจำทุกปี
ประเพณีลอยกระทง : จัดขึ้นในวันเพ็ญเดือน ๑๒ เป็นประเพณีที่ทำเช่นเดียวกับการลอยกระทงในภาคต่างๆ ของประเทศไทย ที่หาดใหญ่จัดทำขึ้นที่สวนสาธารณะเทศบาลเมืองหาดใหญ่ และที่วัดหาดใหญ่ ซึ่งอยู่ใกล้คลองอู่ตะเภา
โนรา : เป็นการแสดงของภาคใต้ที่มีแบบฉบับบทกลอน การร่ายรำ ตลอดจนลักษณะเครื่องแต่งกาย ดนตรี เป็นเอกลักษณ์ และมีการถ่ายทอดกันมานับหลายชั่วคน
หนังตะลุง : เป็นมหรสพพื้นเมืองที่ประกอบด้วยความสามารถในการใช้รูปหนังตะลุง ซึ่งทำมาจากหนังโคแห้ง มาดำเนินเรื่องราวบนจอผ้าขาว โดยใช้โวหารปราชญ์ เข้ามาประกอบในการเชิดและเสียงดนตรีเป็นสำคัญ และหนังบางคณะสามารถแทรกเรื่องราวสะท้อนสภาพสังคมได้อย่างน่าชมเชยยิ่ง ซึ่งผู้มาหาดใหญ่ก็สามารถชมได้ในฤดูกาลรื่นเริง หรืองานเทศกาลทางศาสนา
การชนโค : สัญลักษณ์ของการต่อสู้ที่เข้มข้น มุทะลุดุดัน ถึงเลือดถึงเนื้อของชาวปักษ์ใต้ก็ไม่เห็นจะมีอะไรเกินไปเสียยิ่งกว่าการชนโค โดยการนำโคที่เจ้าขิงนำมาเปรียบเทียบขนาดกันนำมาทำการชนกันเพื่อการพนันและสนุกสนานนับเป็นกีฬาที่อาคันตุกะของหาดใหญ่ ทั้งชาวไทยและต่างประเทศนิยมกันมาก
สถานที่ท่องเที่ยวและพักผ่อนหย่อนใจ
๑. น้ำตกโตนงาช้าง เป็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงของจังหวัดสงขลา อยู่ในเขตท้องที่อำเภอหาดใหญ่ ตำบลทุ่งตำเสา มีน้ำตกหลายชั้นไหลลงมาตามหน้าผาที่เขียวชอุ่มด้วยหมู่แมกไม้วันสุดสัปดาห์ชาวเมือง มักจะชวนกันเดินทางไปเที่ยวที่นี่มาก
๒. สวนสาธารณะของเทศบาลเมืองหาดใหญ่ ตั้งอยู่ใกล้สนามกอล์ฟคอหงส์ คายเสนาณรงค์ มีบริเวณกว้างขวาง มีภูเขา มีสระน้ำหรืออ่างเก็บน้ำ ทำให้ทางน้ำตกในฤดูมีน้ำมาก มีสัตว์เลี้ยง อากาศดี เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจในยามว่าง
๓. สนามกอล์ฟ อยู่ริมถนนสายกาญจนวนิช ห่างจากหาดใหญ่ประมาณ ๕ กิโลเมตร ในบริเวณค่ายเสนาณรงค์ เปิดตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๐๗
๔. โรงแรมและศูนย์การค้า โรงแรมเป็นส่วนสำคัญสำหรับการส่งเสริมการท่องเที่ยวในฐานะที่เมืองชุมทาง หาดใหญ่เป็นเมืองที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดของภาคใต้
บุคคลสำคัญในอดีต
อำเภอหาดใหญ่ตั้งแต่อดีต ชื่อว่าอำเภอเหนือ บุคคลแรกที่ดำรงตำแหน่งเป็นนายอำเภอเหนือ คือ "หลวงภูวนาถบุราณุรักษ์" (อ่อน เศวตนันท์) ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๔๗-๒๔๕๐ นายอำเภอแต่ละท่านได้ปฏิบัติราชการในตำแหน่งและได้กระทำคุณงามความดีมีประโยชน์แก่ท้องถิ่นและประเทศชาติทั้งสิ้น แต่ที่จะกล่าวเป็นพิเศษถึงบุคคลสำคัญในอดีตของอำเภอหาดใหญ่ ผู้รวบรวมขอกล่าวถึงประวัติบุคคลไว้เพียง ๒ ท่าน คือ พระเสน่หามนตรี (ชื่น สุคนธหงส์) และเจียกีซี (ขุนนิพัทธ์จีนนคร)
๑. คุณพระเสน่หามนตรี
คุณพระเสน่หามนตรี มารับราชการอยู่ที่อำเภอหาดใหญ่ ในตำแหน่งนายอำเภอคนที่ ๔ ระหว่าง พ.ศ.๒๔๕๗-๒๔๖๔ ซึ่งอำเภอหาดใหญ่เดิมเรียกว่า "นายอำเภอเหนือ" หมายถึงอำเภอที่กันดาร คนในจังหวัดมักพูดดูหมื่นบุคคลว่า "ชาวเหนือ" คู่กับใช้คำพูดกับคนที่อยู่ระหว่างทะเลสาบกับทะเลหลวง คือ ท้องถิ่นระโนด สทิงพระ เป็นต้นว่า "ชาวบก" ซึ่งความหมายของคำทั้งสองนี้คือ คนที่อยู่ห่างไกลความเจริญนั้นเอง เมื่อคุณพระเสน่หามนตรี (สมัยที่เป็นหลวงทิพย์กำแหงสงคราม) ได้รับราชการเป็นนายอำเภอก็เปลี่ยนชื่ออำเภอเหนือนี้เป็น อำเภอหาดใหญ่ และคุณพระก็ได้เลื่อนตำแหน่งจากหลวงขึ้นเป็นพระ ถ้าจะมีคำถามว่าใครเป็นนายอำเภอเหนือคนสุดท้ายก็ต้องตอบว่า คุณพระเสน่หามนตรี หรือจะถามว่าใครเป็นนายอำเภอหาดใหญ่คนแรก ก็ต้องตอบว่า คุณพระเสน่หามนตรีเหมือนกัน
ความเจริญจากอำเภอเหนือมาเป็นอำเภอหาดใหญ่ ก็ในสมัยพระเสน่หามนตรีเป็นนายอำเภอ สมัยนั้นถนนจากอำเภอหาดใหญ่มี ๒ สาย สายหนึ่งจากอำเภอไปสถานีรถไฟชุมทางอู่ตะเภา (ปัจจุบันเป็นป้ายที่จอดรถหยุด) อีกสายหนึ่งจากอำเภอหาดใหญ่ไปถนนใหญ่ ซึ่งสมัยนั้นเรียกว่า ถนนไทรบุรี ปัจจุบันคือถนนกาญจนวนิช (สี่แยกโรงเรียนบ้านคลองหวะปัจจุบัน) สายที่ออกไปถนนใหญ่สายนี้มีทางแยกตรงบ้านท่าเตียนไปถึงวัดคลองเรียน ซึ่งเป็นทางที่ข้าราชการและประชาชนไปทำบุญที่วัด นับเป็นทางที่ใกล้อำเภอมากที่สุด
ความเจริญจุดใหญ่ที่ปรากฏอยู่ปัจจุบันนี้หรือขยายในอนาคตต่อไปนั้น ขอให้เข้าใจว่าจุดแรกที่เป็นจุดบุกเบิกจากที่ดินจำนวน ๕๐ ไร่ ซึ่งคุณพระซื้อไว้ในราคาประมาณ ๒๐๐-๓๐๐ บาท ในสมัย ๓๐-๕๐ ปีก่อนนั้น ได้เจริญเติบโตกลายเป็นศูนย์กลางค้าของเมืองหาดใหญ่ที่หนาแน่นไปด้วยอาคารร้านค้า ศูนย์การค้า และโรงแรมหลายแห่ง
๒. เจียกีซี หรือ ขุนนิพัทธ์จีนนคร
เจียกีซี เดินทางมาจากประเทศจีนและได้โอกาสเดินทางมาภาคใต้ เมื่อสมัยของรัชกาลที่ ๕ เมื่อรัชกาลที่ ๕ มีพระบรมราชโองการเหนือเกล้าฯ ให้สร้างทางรถไฟสายเพชรบุรีจนสุดชายแดนภาคใต้ เจียกีซี ซึ่งมีนิสัยชอบการผจญภัยอยู่แล้วก็สมัครเข้าทำงานกับบริษัทเหมาสร้างทางรถไฟ ลักษณะเป็นผู้ตรวจการ คนงานสร้างทางรถไฟส่วนมากเป็นชาวจีนแคะและชาวแต้จิ๋วจากกวางตุ้ง
เจียกีซีไปมาหาดใหญ่บ่อยครั้งและพิจารณาเห็นว่าหาดทรายที่เกิดขึ้นนี้เพราะเป็นที่รวมของแม่น้ำสายเล็กๆ สามสายรวมกันกว้างใหญ่ทุกๆ ปี ชาวบ้านเรียกว่าท้องที่หมู่บ้านหาดทราย เมื่อยังไม่มีชื่อตำบลหาดใหญ่ รถไฟสายผ่านหาดทรายนี้ก็เกิดปัญหาว่าตำบลนี้ควรจะตั้งสถานีนี้ว่าอย่างไร ปลัดเทศาภิบาลได้เชิญเจียกีซี นายไปรษณีย์และข้าราชการหลายท่านมาปรึกษากันว่าควรจะให้ชื่อสถานีนี้ว่าอย่างไร เจียกีซีเสนอขอให้ตั้งชื่อ "สถานีหาดใหญ่" ที่ประชุมก็เห็นด้วย เป็นอันว่าด้วยนี้เป็นชื่อที่เจียกีซี หรือขุนพิทักษ์จีนนครเป็นผู้เสนอให้ตั้งชื่อนี้ด้วย
เจียกีซีได้พิจารณาเห็นหลักการณ์ไกลจึงได้ซื้อที่ดินรอบๆ สถานีจำนวน ๕๐ ไร่ ซึ่งในครั้งนั้นเป็นจำนวนเงินเพียง ๑๗๕ บาท ที่จริงก็ไม่มีค่าสำหรับเวลานั้นเลย เพราะอำเภอหาดใหญ่ก็มีเพียงหาดทรายเปล่าๆ นายอำเภอหาดใหญ่ก็มีความคิดเห็นเช่นเดียวกับเจียกีซี ก็ซื้อที่ดิน ๕๐ ไร่ ในราคา ๒๐๐ บาท แล้วเจียกีซีก็สร้างห้องแถวขึ้น ๕ ห้อง นอกจากนี้ยังซื้อที่ดินออกไปอีกหลายร้อยไร่ เป็นบริเวณกว้างขวางรอบเมืองหาดใหญ่ เมื่อความเจริญได้เริ่มต้นท่านก็ได้ตัดถนนในพื้นที่อุทิศให้แก่รัฐบาลไป ปัจจุบันคือถนนนิพัทธ์อุทิศ ๑-๒-๓ อันเป็นถนนหลักของเมืองหาดใหญ่ แต่มิใช่ว่าพื้นที่ทั้งหมดของหาดใหญ่เป็นของขุนนิพัทธจีนนครแต่เพียงผู้เดียว เพราะท่านขุนได้แบ่งขายที่ดินให้แก่ผู้มาตั้งรกรากอีกมากมายให้ได้ช่วยกันลงทุนปรับปรุงที่ดินให้เจริญขึ้น
นี่เป็นเคล็ดลับแห่งความสำเร็จในชีวิตของขุนนิพัทธจีนนคร ผู้สร้างเมืองหาดใหญ่อีกท่านหนึ่ง

อำเภอสะบ้าย้อย
ประวัติความเป็นมา : ปรากฏตามเอกสารทางราชการว่า เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๐ (ร.ศ.๑๑๖) เนื้อที่ของอำเภอสะบ้าย้อยทั้งหมดขึ้นกับอำเภอเทพา ซึ่งขณะนั้นก็มีการแบ่งการปกครองตามพระราชบัญญัติ ลักษณะการปกดรองท้องที่ พ.ศ.๒๔๔๐ ออกเป็น ๕ ตำบล คือ
ตำบลโมง คือ ตำบลสะบ้าย้อยปัจจุบันนี้และมีอาณาเขตการปกครองคลุมถึงตำบลทุ่งพออีกด้วย
ตำบลเปียน มีการปกครองคลุมถึงตำบลบ้านโหนด
ตำบลเขาแดง มีเขตการปกครองคลุมถึงตำบลคูหา
ตำบลจะแหน
ตำบลบาโหย
พ.ศ.๒๔๖๗ ได้แบ่งการปกครองอำเภอเทพาส่วนที่เป็นอำเภอสะบ้าย้อยเดี๋ยวนี้ ตั้งเป็นกิ่งอำเภอ เรียกว่า "กิ่งอำเภอบาโหย" สถานที่ทำการของอำเภอเทพาโดยมีรองอำมาตย์ตรี คง ถาวรสุวรรณ เป็นปลัดอำเภอประจำกิ่งอำเภอบาโหยเป็นคนแรกการตรวจท้องที่ของปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้ากิ่งอำเภอทำไม่ได้ทั่วถึง เพราะเขตการปกครองกว้างขวางมาก การคมนาคมไม่สะดวก ขาดยานพาหนะในการเดินทาง จึงให้ทำการก่อสร้างอาคารที่ทำการกิ่งอำเภอชั่วคราวขึ้นที่บ้านสะบ้าย้อย หมู่ที่ ๑ ตำบลโมง (ตำบลสะบ้าย้อยในปัจจุบัน) เขตการปกครองท้องถิ่นที่แน่นอนขณะนั้นมี ๕ ตำบล ดังกล่าวข้างต้น และเปลี่ยนชื่อจากอำเภอบาโหยเป็นกิ่งอำเภอสะบ้าย้อย
พ.ศ.๒๔๘๖ ทางราชการได้แบ่งแยกตำบลซึ่งเดิมมี ๕ ตำบล เป็น ๘ ตำบล ตำบลโมงเป็นตำบลทุ่งพอ และเปลี่ยนชื่อตำบลโมงเป็นตำบลสะบ้าย้อย แบ่งตำบลเขาแดงออกเป็นตำบลคูหาและตำบลเปียนเป็นตำบลบ้านโหนดปัจจุบัน
คำว่า "สะบ้าย้อย" เข้าใจว่าตั้งตามเชื่อต้นสะบ้า ซึ่งเป็นเถาวัลย์ชนิดหนึ่ง มีลูกเป็นฝักคล้ายสตอ เมื่อเปลือกนอกสุกข้างในมีเมล็ดหุ้มด้วยเปลือกหนาแข็งมาก ประชาชนนำเมล็ดนี้ไปเล่นการพนันกันเรียกว่า "เล่นสะบ้า" เถาวัลย์นี้มีมากในบึงแม่สะบ้าย้อย ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของที่ว่าการอำเภอสะบ้าย้อยบึงนี้กว้าง ยาว และลึกมาก มีน้ำขังตลอดทั้งปีมีต้นใหญ่ๆ ปกคลุมเถาวัลย์ สะบ้านี้ขึ้นจากฝั่งหนึ่งเลื้อยไปอีกฝั่งหนึ่ง บางเถาอ่อนย้อยเกือบถึงพื้นน้ำราษฎรจึงให้ชื่อว่า "แม่สะบ้าย้อย" และเป็นชื่ออำเภอจนมาถึงทุกวันนี้
ที่ตั้ง : อำเภอสะบ้าย้อยตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของจังหวัดสงขลา ห่างจากศาลากลางจังหวัดสงขลาประมาณ ๑๐๕ กิโลเมตร และห่างจากกรุงเทพฯ ระยะทางรถไฟ ๑๑๒๕ กิโลเมตร มีอาณาเขตโดยรอบดังนี้
ทิศเหนือ ติดต่อกับ อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา
ทิศใต้ ติดต่อกับ อำเภอยะหา จังหวัดยะลา
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อำเภอยะหา จังหวัดยะลา และอำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี
ทิศตะวันตก ติดต่อกับ อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา และประเทศมาเลเซีย
ลักษณะภูมิประเทศ : สภาพลักษณะภูมิประเทศส่วนมากเป็นเนินเขาเตี้ยๆ ที่ราบระหว่างหุบเป็นบริเวณแคบๆ สลับด้วยแม่น้ำสายสั้นๆ เช่น แม่น้ำเทพา ซึ่งต้นกำเนิดจากแม่น้ำสายนี้อยู่ในเขตอำเภอสะบ้าย้อย โดยเกิดจากเทือกเขาที่กั้นระหว่างไทยกับมาเลเซีย สภาพลักษณะเป็นเนินเขาจะใช้เป็นที่ประกอบอาชีพในการเกษตรทำสวนกาแฟ สวนยาง สวนผลไม้ ต่างๆ
ลักษณะภูมิอากาศ : ระหว่างปลายเดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์ ได้รับลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือทำให้ในเขตอำเภอสะบ้าย้อยฝนตกชุก และถือว่าเป็นฤดูฝนและบางปีจะได้รับภัยธรรมชาติจากพายุ ทำให้ฝนตกน้ำท่วม
นอกจากนี้พายุโซนร้อนพัดผ่านระหว่างเดือนพฤศจิกายน-กลางเดือนมกราคม ระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม จัดว่าเป็นฤดูร้อนเหมือนภาคอื่นของประเทศ
ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม : ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมมีอยู่ ๒ อย่าง คือ ไทยพุทธ และไทยอิสลาม
ไทยอิสลาม : นิยมเล่นลิเกฮูลู มะโหยง สิละ ส่วนทางศาสนา มีพิธีถือบวช
ไทยพุทธ : ทางศาสนาทำบุญวันสารทเดือนสิบ การชักพระ ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า การละเล่นพื้นเมืองการแสดงมโนราห์ แสดงหนังตะลุง กีฬาพื้นเมือง ชนโค ชนไก่
โบราณสถานและโบราณวัตถุ : โบราณสถานและโบราณวัตถุของอำเภอสะบ้าย้อยที่สำคัญมีพระพุทธรูปหลายองค์ด้วยกันที่ประดิษฐานอยู่ตามถ้ำ ตามวัดที่เก่าแก่ ของอำเภอ และเจดีย์ยอดเขา ควนเจดีย์ ตำบลคูหา โบราณวัตถุที่สำคัญมีดังนี้
- พระพุทธรูปไสยาสน์ ๒ องค์ ประดิษฐานอยู่ในถ้ำตลอด ตำบลเขาแดง
- พระพุทธรูปที่สำคัญของวัดคูหา เจดีย์เป็นโบราณสถานของชาวคูหาซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาควนเจดีย์ ผู้คนอยู่ในอำเภอคูหาและตำบลใกล้เคียงไปนมัสการ ในเดือนเมษายนของทุกๆ ปี มีการสรงน้ำพระบริเวณใกล้เคียงกับเจดีย์มีถ้ำเก ซึ่งภายในมีความสวยงามมากประชาชนจะไปเที่ยวชมประจำ ถ้ำเกิง เป็นถ้ำที่มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่หลายองค์ด้วยกัน และอีกถ้ำหนึ่งคือ ถ้ำครก เป็นถ้ำที่มีพระพุทธรูปโบราณเก่าแก่ของอำเภอ พระพุทธรูปที่ประดิษฐานที่วัดเกาะอภินิหาร นอกจากนี้มีโบราณวัตถุสร้างมานานเป็นเวลาร้อยปี พระพุทธรูปที่ประดิษฐานตามถ้ำต่างๆ ของอำเภอนั้นมีเรื่องเล่ากันว่า ในสมัยอาณาจักรศรีวิชัยมีการสร้างพระธาตุที่นครศรีธรรมราช และมีการบรรจุพระธาตุ ประชาชนในอำเภอสะบ้าย้อยก็จะนำพระพุทธรูปเหล่านี้ไปไว้ในพระธาตุนครศรีธรรมราช แต่เมื่อรู้ข่าวว่าเขาปิด พระธาตุที่นครเสียแล้ว ประชาชนก็เลยนำพระพุทธรูปเหล่านั้น ไปประดิษฐานตามวัดหรือตามถ้ำต่างๆ ที่ได้กล่าวมาแล้ว
สถานที่ท่องเที่ยว
๑. ถ้ำตลอด : ในเขตอำเภอสะบ้าย้อย เดินทางจากจังหวัดสงขลาไปประมาณ ๑๐๕ กิโลเมตร จะไปพบกับดินแดนที่มีความสวยงามตามธรรมชาติหลายแห่งด้วยกันของอำเภอ โดยเฉพาะถ้ำต่างๆ ของอำเภอซึ่งอยู่ห่างไกลจากอำเภอไม่มากนัก ถ้ำที่สวยงามพิสดาร มีหินงอกหินย้อย ไม่แพ้สถานที่ท่องเที่ยวแห่งอื่นๆ ของจังหวัด จะพบกับถ้ำตลอด ซึ่งอยู่จากอำเภอประมาณ ๒๒ กิโลเมตร เป็นถนนซึ่งติดต่อกับประเทศมาเลเซียอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งห่างจากอำเภอสะบ้าย้อยประมาณ ๕๐ กิโลเมตร เป็นถ้ำที่มีบริเวณกว้างขวางมาก มีความสวยงาม น่าทัศนศึกษาเป็นอย่างมาก ภายในถ้ำมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ ๒ องค์ มีก้อนหิน ทราย กรวด ที่สวยงามตามธรรมชาติ ภายในจังหวัดของเราจะหาดูได้ยากมากทีเดียว
๒. ถ้ำครก : ถ้ำครกไปทางเดียวกันกับถ้ำตลอดก่อนที่จะไปถึงก็จะพบกับถ้ำต่างๆ มากมาย เช่น ถ้ำเพิง ที่สูงตระหง่านจากพื้นดินพอสมควร และเป็นถ้ำที่สวยงามอีกถ้ำหนึ่งด้วย นั่นคือถ้ำครกในบริเวณถ้ำที่สวยงามอีกถ้ำหนึ่งด้วย นั่นคือถ้ำครกในบริเวณถ้ำครกจะพบกับสิ่งธรรมชาติหลายอย่างด้วยกัน จะเจอกับค้างคาวเที่ยวบินอยู่ภายในถ้ำ และมีจำนวนมากที่เกาะอยู่ตามผนังถ้ำ ประชาชนในเขต ๒ ตำบล จะประกอบอาชีพเก็บมูลค้างคาวขาย ถ้ำครก ซึ่งอยู่ในเขตตำบลคูหา ห่างจากอำเภอสะบ้าย้อย ๑๓ กิโลเมตร เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งด้วย
๓. น้ำตกไม้ไผ่ : น้ำตกไม้ไผ่ อยู่ห่างจากอำเภอไปประมาณ ๑๕ กิโลเมตร ซึ่งเป็นน้ำตกที่สวยงามไม่แพ้น้ำตกแห่งอื่นของจังหวัดสงขลา แต่ทางราชการยังไม่มีการปรับปรุง ถ้าหากมีการปรับปรุงคงจะเป็นวนอุทยานได้อีกแห่งหนึ่ง ของจังหวัดสงขลาก็ว่าได้ เพราะมีป่าไม้ที่สวยงาม มีสัตว์ป่าที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เราจะไปเที่ยวน้ำตกนี้ได้ถึง ๒ ทางด้วยกัน คือ ทางอำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา และทางอำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ระยะทางประมาณ ๑๐ กิโลเมตร แต่ไม่สะดวกนักในการเดินทาง

อำเภอนาทวี
ประวัติความเป็นมา : อำเภอนาทวี เดิมเป็นที่ตั้งของอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา มีประวัติโดยสังเขปว่า อำเภอจะนะสมัยก่อนรียกว่าเมืองจะนะ ที่ตั้งเมืองอยู่ที่ตำบลจะโหนงท้องที่อำเภอจะนะเดี๋ยวนี้ ต่อมาได้ย้ายที่ตั้งเมืองจะนะมาตั้งอยู่ที่ตำบลนาทวี ทางด้านทิศตะวันออก ของที่ตั้งที่ว่าการอำเภอนาทวีเดี๋ยวนี้ เมืองจะนะสมัยนั้นเป็นเมืองชั้นตรี มีผู้ปกครองคือขุนศรีสรรพกรรม (นายซ้อน) และต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สั่งให้ย้ายเมืองจะนะปัจจุบันนี้ เนื่องจากในขณะนั้นที่ตำบลนาทวีการคมนาคมไม่สะดวก
ครั้นเมื่อได้มีประกาศใช้ พ.ร.บ.ปกครองท้องที่ พ.ศ.๒๔๗๕ แล้ว จึงได้เปลี่ยนเมืองจะนะเป็น "อำเภอจะนะ" และยกฐานะท้องที่ตำบลนาทวีซึ่งเป็นที่ตั้งเมืองจะนะเดิมรวมท้องที่ตำบลใกล้เคียงเป็น "กิ่งอำเภอนาทวี" ขึ้นอยู่กับอำเภอจะนะและประกาศเป็นอำเภอในเวลาต่อมา
สภาพภูมิศาสตร์
สถานที่ตั้ง : อำเภอนาทวี ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของจังหวัดสงขลา มีพื้นที่ปกครองประมาณ ๖๑๙ กิโลเมตร ห่างจากที่ตั้งศาลากลางจังหวัด ๕๖ กิโลเมตร มีเขตติดต่อดังนี้
ทิศเหนือ จดอำเภอจะนะ
ทิศใต้ จดเขตรัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย
ทิศตะวันออก จดเขตอำเภอเทพา และอำเภอสะบ้าย้อย
ทิศตะวันตก จดเขตอำเภอสะเดา
ลักษณะภูมิประเทศ : พื้นที่เป็นที่ราบและเชิงเขาประกอบด้วยป่าไม้ พื้นที่ราบส่วนใหญ่อยู่ที่ห้องที่ตำบลนาทวี ตำบลฉาง ตำบลนาหมอศรี ตำบลท่าประดู่ และตำบลสะท้อน ส่วนพื้นที่ที่เป็นควนเขาและป่าไม้อยู่ในท้องที่ตำบลทับช้าง ปลักหนู คลองทราย และประกอบ
ฤดูกาลดินฟ้าอากาศ :
ฤดูฝนมี ๒ ระยะ เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน ตอนหนึ่ง และตกชุกเริ่มตั้งแต่เดือนกันยายน ถึงเดือนธันวาคม ตอนหนึ่ง
ฤดูร้อนมี ๒ ระยะ คือ เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน ระยะหนึ่ง ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม อีกระยะหนึ่ง
โบราณสถาน โบราณวัตถุ :
โบราณสถาน มีกำแพงดินที่ใช้เป็นกำแพงเมืองสมัยก่อน ขณะนี้มีเพียงบางช่วงอยู่ใกล้ๆ ที่ว่าการอำเภอ นอกนั้นได้พังทลายไปตามสภาพ เพราะมิได้สร้างด้วยวัตถุถาวร
โบราณวัตถุ มีภาพเขียนบนเพดาน โบสถ์ วัดนาหว้า ตำบลฉาง เพียงแห่งเดียว
สถานที่ท่องเที่ยว : มีน้ำตกที่สวยงาม ๓ แห่ง คือ
๑. น้ำตกโตนลาด ที่บ้านนาปรัง หมู่ที่ ๗ ตำบลปลักหนู ห่างจากอำเภอประมาณ ๒๕ กิโลเมตร
๒. น้ำตกโตนดาดฟ้า มีบ้านนาปรัง หมู่ที่ ๗ ตำบลปลักหนู ห่างจากอำเภอประมาณ ๓๐ กิโลเมตร
๓. น้ำตกโตนน้ำร้อน ที่บ้านประกอบ หมู่ที่ ๒ ตำบลประกอบ ห่างจากที่ว่าการอำเภอประมาณ ๓๐ กิโลเมตร อดีตเคยเป็นเขตแทรกซึมของผู้ก่อการร้ายหลายกลุ่ม นอกจากนั้นยังมีฝายกั้นน้ำที่ตำบลนาทวี คือ ฝายชลประทานปลักปลิง มีสถานที่ร่มรื่นน่าพักผ่อนห่างจากที่ว่าการอำเภอประมาณ ๔๐ กิโลเมตร
๔. อุทยานแห่งชาติเขาน้ำค้าง ซึ่งได้รับการพัฒนามาจากค่ายผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ขนาดใหญ่ ซึ่งทางราชการยึดมาได้และพัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยว
ประชากร : ประชากรส่วนใหญ่เป็นคนเชื้อชาติไทย มีคนต่างด้าวประมาณ ๐.๕% ประชากรนับถือศาสนาพุทธประมาณ ๗๐% ศาสนาอิสลาม ประมาณ ๓๐%

อำเภอสะเดา
ประวัติความเป็นมา : อำเภอสะเดาเดิมเป็นตำบลสะเดา ขึ้นอยู่กับกิ่งอำเภอจังโหลน จังหวัดไทรบุรี ซึ่งขณะนั้นไทรบุรียังเป็นของไทย ต่อมารัฐบาลไทยได้โอนเมืองกลันตัน ตรังกานู ปะลิส และไทรบุรี ตลอดจนเกาะใกล้เคียงให้กับรัฐบาลอังกฤษตามสัญญาลงวันที่ ๑๐ มีนาคม ร.ศ.๑๒๓ คริตศักราช ๑๙๐๙ (พุทธสักราช ๒๔๕๒) ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์โดยไทยได้สิ่งแลกเปลี่ยนคือ เงินกู้จากอังกฤษจำนวน ๔ ล้านปอนด์สเตอร์ลิงก์ เพื่อสร้างทางรถไฟสายใต้และได้คืนสิทธิสภาพนอกอาณาเขตให้กับไทย
แต่รัฐบาลไทยไม่ได้โอนตำบลสะเดายังคงอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลไทยต่อไป โดยรวมตำบลสะเดาเข้ากับตำบลปริก ตำบลทุ่งหมอ ขึ้นกับอำเภอเหนือ (หาดใหญ่) จังหวัดสงขลา ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๔๖๐ ได้ยกฐานะตำบลสะเดาขึ้นเป็นอำเภอ ขึ้นกับจังหวัดสงขลา ให้พระภั

โดย kai (ip:58...231)  เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2549 20:28:01 น.

 print friendly version 
 จำนวนคนดู 6115 ครั้ง ความคิดเห็น 5 รายการ ล่าสุดเมื่อ 24 สิงหาคม 54 20:39:22
 ความคิดเห็น
  ลำดับที่ 1
  ขอประวัติอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ด้วยครับ ขอบคุณ

จาก พี่หลวง(ip:49...40)  เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2554 01:29:05 น.


  ลำดับที่ 2
  ใน16อำเภอมีคลองอะไรบ้าง ตอบด้วย

จาก จันทร์ธรัตณ์(ip:110...122)  เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2554 11:39:24 น.


  ลำดับที่ 3
  ขอบคุฯมากๆ ๆ นะค่ะ^^

จาก Sallyna(ip:223...94)  เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2554 12:17:24 น.


  ลำดับที่ 4
  อยากได้แหล่งน้ำต่างในจังหวัดสงขลา เข้าใจ้

จาก khwan(ip:110...109)  เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2554 18:46:31 น.


  ลำดับที่ 5
 

จาก -(ip:183...87)  เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2554 20:39:22 น.


 แสดงความคิดเห็น

กรณีที่ท่านไม่ได้เป็นสมาชิก กรณีที่ท่านเป็นสมาชิก
ชื่อผู้ตั้งหัวข้อ  ! username
อี-เมล์ password
ข้อความ :: !
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Text Color Background Color Hyperlink Image Horizontal Rule
งง ยิ้มยิงฟัน หน้าบึ้ง โกรธ ง่วง กรอกตา ยิ้ม แลบลิ้น ขยิบตา เยี่ยม มาดเท่ห์
รูปภาพ : Options
ป้อนเลข 0 ในช่อง - > เพื่อเป็นการตรวจสอบและป้องกัน spam message
 Member username  password remember me  สมัครสมาชิก  Go to top.
 Web Statistics : online 0 member(s) of 0 user(s) from all 203 member(s). SoftGanz Group. My Sql Database Server. PHP. The Apache. Mozilla. Nedstat Basic - Free web site statistics
Personal homepage website counter
User count is 6093348 person(s) and 16464447 hit(s) since Apr,27 2004 , current hit 1 time(s).
The Coca-Cola Foundation