เปิดตำนานเมืองสงขลา
เล่าเรื่องเมืองหาดใหญ่ >> ทั่วไป (บทความ)
เปิดตำนานเมืองสงขลา (ภาค3 ตำนานมีชีวิต เมืองสงขลา ถนนนครใน)

ผ่านมา ๑๖๒ ปี ถึงปี พ.ศ.๒๕๔๖ จุดที่เคยเจริญรุ่งเรืองสูงสุดกลับกลายเป็นย่านเก่าของสงขลาในวันนี้ ท้องฟ้ามือสนิทแล้ว งิ้วแสดงมาถึงครึ่งเรื่อง เสียงร้องแหลมๆของตัวละครฝ่ายหญิงฟังดูไพเราะแม้ว่าฉันจะฟังดูไม่รู้เรื่อง หน้าเวที มีเด็กๆ อออยู่กลุ่มใหญ่ ถัดมาด้านหลังมีเก้าอี้ตั้งเรียงเป็นแถว ผู้สูงวัยต่างนั่งดูและฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ ที่ศาลเจ้า พ่อหลักเมืองผู้คนแน่นขนัดยิ่งขึ้น เสียงของงิ้วแล้ผู้คนดังผสมผสานกันดุงดังงานเฉลิมฉลองเมื่อปี พ.ศ.๒๓๘๕ ในสมัยรัชกาลที่ ๓ ซึ่งพระองค์โปรดเกล้าฯ ให้จัดการฝังหลักชัยเมืองสงขลา โดยได้พระราชทานไม้ชัยพฤกษ์ หลักชัยต้นหนึ่งกับเทียนชัยเล่มหนึ่ง พร้อมด้วยเครื่องไทยทานต่างๆ พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาคนที่ ๔ ได้จัดขบวนแห่หลักไม้ชัยพฤกษ์กับเทียนชัยเป็นการใหญ่ มีชาวจีนและชาวไทยมาร่วมครึกครื้น เอิกเกริก

การสมโภชหลักเมืองนั้นกินเวลา ๕วัน ๕ คืน มีทั้งโขนร้อง หุ่นโรง ละครชาตรี และงิ้ว ๑ โรง พระยาสงขลา(เถี้ยนเส้ง) ได้ให้ช่างก่อตึกคร่อมหลักเมืองไว้ ๓ หลัง เป็นตึกจีนกับศาลเจ้าเสื้อเมืองไว้หลังหนึ่งด้วย

เราเดินต่อถึงร้านขนมไทยกุลประคอง โต๊ะข้างหน้ามีขนมไทยๆ เช่น สำปันนี ข้าวฟ่างกวน และทองเอก วางอยู่เต็ม ส่วนร้านฝั่งตรงข้ามซึ่งขายขนมอย่างเดียวกันก็มีป้ายการันตีจากสื่อทีวีแทบ ทุกช่อง ดูเหมือนว่าขนมไทยย่านนี้จะเป็นที่รู้จักโดยทั่วไปแล้ว ฉันเลือกซื้อข้าวฟ่างกวนเพราะมันเป็นขนมเฉพาะถิ่น "ทำยากนะหนู ป้าต้องกวนตั้งแต่เที่ยงถึงห้าโมงเย็นโน่นกว่าจะเสร็จ" ป้าคนขายบอกอย่างใจดี ฉันซื้อมา ๑ กล่อง รสชาติคล้ายกับข้าวเหนียวแก้ว แต่ละเอียด หวานมัน และนุ่มกว่า รวมความว่า อร่อยทีเดียวละ

ฉันกับช่างภาพมองหน้ากัน นี่ยังไม่ทันถึงร้านกาแฟเราก็เริ่มจะอิ่มกันแล้ว ร้านฟุเจาเป็นร้านกาแฟที่เราเลือกนั่งในวันนี้ จริงๆแล้ว ร้านกาแฟบนถนนนางงามมีหลายร้าน แต่ละร้านก็มีบุคลิกแตกต่างกันไป ร้านฟุเจาขายมานาน ๓๐ กว่าปี ในร้านดูทึมๆ อบอวลไปด้วยความกันเอง มีเอะอะมะเทิ่งบ้างตามประสาลูกค้าประจำ ที่เห็นหน้ากันทุกวัน หลี่ ชัง เหอ เจ้าของร้านวัย ๖๔ ปี ตั้งชื่อร้านตามชื่อเมือง อันเป็นบ้านเกิดพ่อของเขาที่เมืองจีน บรรยากาศก็คล้ายกับร้านกาแฟทางภาคใต้ทั่วๆไป หัวข้อสนทนามักจะหนีไม่พ้นเรื่องการเมืองและพาดข่าวหัวหนังสือพิมพ์ "เหมือนเดิมใช่ไหม" ลุงเจ้าของร้านเงยหน้าถามช่างภาพเมือเห็นเราเดินเข้ามา เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของร้านกาแฟแบบนี้ก็คือ เมื่อลูกค้าเดินเข้ามา เจ้าของร้านจะจำได้เสมอว่าคนไหนดื่มกาแฟอย่างไร ช่างภาพพยักหน้าตอบ ทำท่าราวกับเป็นคนสำคัญ

แต่ร้านกาแฟฝั่งตรงข้ามดูจะต่างออกไป เพราะเป็นร้านของคนรุ่นใหม่ที่มาปรับปรุงตึกเก่าจนเก๋ไก๋ตามแบบฉบับของคนเมือง
"ร้านโน้นคนแน่นตอนกลางวัน คนทำงานสำนักงานเขาจะมากินกัน ไม่เหมือนร้านนี้หรอก พวกเราส่วนใหญ่อยู่แถวนี้ คุยกันมาหลายสิบปีจนชักจะเบื่อหน้ากันแล้วละ" ตาเหม่งวัย ๘๔ ปี ยังแข็งแรงพอที่จะมีอาชีพถีบสามล้อ พูดกับฉัน

ปู่ของตาเหม่งเป็นจีนแต้จิ๋ว เดินทางจากเมืองจีนมากับเรือบรรทุกโอ่ง เรือมาเสียอยู่ที่นี่ จึงต้องอยู่เรื่อยมา

"แรกทีเดียวน่ะ ที่นี่เขาเรียกเก้าห้อง เพราะมันมีห้องแถวอยู่แค่เก้าห้อง จากนั้นก็เจริญมาเรื่อยๆ ห้องแถวสร้างใหม่ๆเลยมีรูปทรงแบบฝรั่งอย่างที่หนูเห็น" ตาเหม่งรำลึกความหลัง พลางซดกาแฟอึกใหญ่

"กาแฟสมัยนี้สู้สมัยก่อนไม่ได้จริงๆ แต่ก่อนมันหอม" ถึงตอนนี้ตาเหม่งลดเสียงลง "บางทีพวกเจ้าของร้านมันก็ใส่ฝิ่นลงไปด้วย แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว" ตาเหม่งพูดเสียงดังขึ้นในตอนท้ายเมื่อเห็นลุงหลี่มองหน้า "คนสงขลาที่มีฐานะเขามักจะไม่แสดงออก นี่เป็นนิสัยของคนที่นี่ พวกผู้หญิงจะอยู่แต่ในบ้าน พ่อแม่ไม่ให้ออกมาข้างนอกหรอก กลัวว่าจะโดนผู้ชายหลอก" ตาเหม่งหันไปยิ้มกับบโต๊ะข้างๆ เป็นเชิงขอความเห็น "เขาจะรวยแบบเงียบๆ ผิดกับคนหาดใหญ่"ลุงอีกคนตั้งข้อสังเกต และฉันก็ได้รับการยืนยันในวลีติดตลกที่ว่า "คนหาดใหญ่ขับเบนซ์มากู้เงินคนนครใน ขณะที่คนนครในนั่งรถไฟไปเก็บดอกเบี้ย" นั้นเป็นความจริง

หาดใหญ่เป็นส่วนหนึ่งของสงขลา แต่ก็ดูเหมือนว่ามันจะเจริญก้าวหน้าไปอย่างกู่ไม่กลับ บรรยากาศต่างกับที่นี่โดยสิ้นเชิง

เราออกจากร้านฟุเจาเมื่อวงกาแฟเริ่มแยกย้าย ตาเหม่งลุกขึ้นไปส่งคุณป้าลูกค้าประจำ ลุงหลี่ง่วนอยู่กับการเก็บแก้ว ร้านโจ๊กหมูเกาะไทย เยื้องๆกันนั้น คนแน่นเช่นเคย ติดกันเป็นร้านกาแฟเจ๊บ่วย ผู้สืบทอดอาชีพนี้มาจากพ่อเช่นเดียวกับลุงหลี่ร้านฟุเจา เพียงแต่กาแฟของเจ๊บ่วยชงด้วยเครื่องชงอันทันสมัย ขณะที่ลุงหลี่ยังต้มน้ำในหม้อทองเหลืองแบบเดิมอยู่ บรรยากาศในร้านเจ๊บ่วยดูเป็นทางการขึ้นมาอีกนิด เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนทำงานในแวดวงราชการ

ร้านไอศกรีมยิวยังไม่เปิด สูตรไอศกรีมที่นายหยิ่ว ซึ่งภายหลังถูกเรียกเพี้ยนกลายเป็นยิว จำมาจากสิงค์โปร์ก่อนที่จะเดินทางมาถึงสงขลา ทำให้ร้านนี้เป็นที่รู้จักของชาวเมือง วัยรุ่นมักจะมาขี่มอเตอร์ไซค์มากินกันตอนบ่ายๆ

เกือบสุดถนนนางงามมีโรตีน้ำแกงซึ่งคาดว่าคงอร่อยมาก เราไม่เคยมาทันได้กินเลยเพราะมันหมดตั้งแต่เช้า ติดๆกัน ร้านหัวมุมจะขายขนมบอกในตอนเย็น เป็นขนมดั้งเดิมของคนอิสลาม วิธีทำคือเอาข้าวเหนียวปรุงรสหวานหยอดลงในกระบอกทองเหลืองเล็กๆ นึ่งพอสุกก็นำออกมาใส่กล่องขาย หากินได้ที่นี่ที่เดียว ฉันอยู่มาหลายวันก็เห็นว่ามีที่เดียวจริงๆ ที่ขายขนมชนิดนี้ สุดถนนฉันกับช่างภาพเดินเลี้ยวขวาไปบนถนนพัทลุง แถวนี้เรียกกันว่าบ้านบน เป็นย่านของคนอิสลาม อันเป็นต้นถนนของนครใน

เราเดินเลียบถนนมาเรื่อยๆ มองดูอาคารที่ถูกปรับปรุงทาสีใหม่จนดูสดใส บางหลังเราต้องแหงนดูจนคอตั้งบ่าเพื่อดูบานประตูยาวๆ ที่เรียกกันว่าเฟรนช์วินโดว์ บ้านหลายหลังถูกปิดตาย บ้างก็ติดประกาศขายหรือให้เช่า

"บางหลังที่เราเห็นว่าปิดนั้นน่ะ มีคนอยู่ข้างในทั้งนั้น" คุณป้าขายกล้วยปิ้งพูดขณะชวนเราให้นั่งพักหน้าร้าน "ส่วนมากเป็นคนมีฐานะ เขาไม่ค่อยสุงสิงกับใครหรอก" นี่ดูเหมือนจะเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของคนนครในที่ฉันมักจะได้ยินเสมอ อย่างเช่นที่ตาเหม่งเล่าให้ฟังกล้วยทับของป้าส่งกลิ่นหอมฟุ้ง โดยเฉพาะเมื่อราดด้วยน้ำหวานๆจนฉ่ำ เรานั่งมองสิ่งปลูกสร้างในยุคที่นักล่าอาณานิคมแผ่อิทธิพลเข้ามาด้วยความ รู้สึกแปลกๆ ความเป็นฝรั่งถูกความเป็นจีนครอบคลุมผสมผสานเสียจนกลายเป็นตึกเก่าที่มี เสน่ห์และน่าตื่นตา

บ้านเรือนในย่านเก่าโดยมากเป็นอาคารพาณิชย์กึ่งบ้านพักอาศัย(Shop-House) มีทั้งบ้านจีนแท้ๆ เป็นบ้านชั้นเดียวที่ไม่มีคานไม่มีเสา รับน้ำหนักด้วยกำแพง หน้าต่างจึงเล็ก โครงหลังคาถูกออกแบบมาให้ต้องแข็งแรงมาก หลังคาปูด้วยกระเบื้องดินเผา สันหลังคาประดับลวดลายไม้มงคลตามความเชื่อของคนจีน

ส่วนตึกแถวสไตล์ชิโน-โปรตุกีสนั้นมีมากกว่า ภายใต้เค้าโครงของอาคารแบบตะวันตกดูโอ่อ่า หน้าบันกับหน้าต่างวงโค้งเกือกม้า แต่กลับประดับประดาด้วยลวดลายปูนปั้นไม้เถาอ่อนช้อย ก็เพราะช่างส่วนใหญ่เป็นคนจีน อาคารลูกผสมฝรั่งกับจีนเหล่านี้จึงมีลีลาเฉพาะตัว

บางหลังยังหลงเหลืออาณาเขต หรือช่องทางเท้าใต้ชายคาสำหรับคนเดินให้เห็น หน้าบ้านทำเป็นร้านค้า ตรงกลางบ้านมีบ่อน้ำ เป็นส่วนที่เปิดโล่งให้แสงส่องมา ส่วนบ้านหลังนี้เองที่ใช้อยู่อาศัย กั้นเป็นห้องๆ สำหรับคนในครอบครัว โดยเฉพาะห้องของลูกสาวจะต้องมิดชิดที่สุด มองจากหน้าบ้านอาจจะดูว่าหน้าแคบ แต่เมื่อเข้าไปข้างในจะพบว่าพื้นที่ใช้สอยลึกและยาวไปจนจดอีกถนนหนึ่งเลยที เดียว ช่องแสงตรงกลางทำให้ลมถ่ายเทเข้ามาและไม่ทึบอย่างที่คิด สภาพโดยรวมของถนนสายนี้สวยงาม แต่รถยนต์คับคั่ง หน้าห้องแถวบางหลังที่สีสันสดใสมีจักรยานเก่าๆจอดอยู่ มันดูลงตัวราวกับภาพในโปสการ์ด

ฉันใช้เวลาเกือบ ๑ ชั่วโมงเดินมาจนสุดถนน เลี้ยวซ้ายก็ถึงถนนนครนอก ชื่อของหับโห้หิ้นอันเป็นป้ายหน้าโรงสีใหญ่ที่ทาสีแดงนั้นเด่นสะดุดตา

โรงสีข้าวหยุดดำเนินการไปตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๙๐ คนทั่วไปเรียกที่นี่ว่าโรงสีแดง เพราะสร้างด้วยสังกะสีทาสีแดงมองเห็นได้แต่ไกล โรงสีที่มีอายุกว่า ๘๐ ปี เริ่มต้นจากขุนราชกิจการี คุณทวดของป้านพนภา รัตนปราการ ซึ่งเป็นหลานรุ่นที่ ๗ "สมัยนั้นเขาต้องขนข้าวใส่เรือเอี๊ยมจุ๊นมาจากระโนด แต่ในระยะหลังไม่มีใครมาใช้โรงสีใหญ่ๆ เพราะช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองมีเครื่องสีเล็กๆมาขายตามบ้าน ข้าวเปลือกก็เลยมาไม่ถึงโรงสีใหญ่ๆ เราเลยต้องหยุด" ป้านพนภาเล่า โรงสีปิดไปแล้ว แต่หญิงสูงวัยก็ไม่เคยคิดที่จะบอกรื้อหรือบอกขาย ยังคงใช้บริเวณท่าน้ำขายน้ำแข็งและน้ำประปามาให้กับเรือประมง กิจการหลักส่วนใหญ่คือธุรกิจเกี่ยวกับการขนส่ง การสัญจรเปลี่ยนจากการมาใช้ทางน้ำมาเป็นทางบก ผู้คนที่เคยมีหลังบ้านติดท่าน้ำ มีเรือ ต่างก็หันไปใช้ถนนหน้าบ้านแทน

ท่าเรือหลายแห่งยังใช้เป็นท่าขึ้นสินค้า รถบรรทุกวิ่งขวั่กไขว่โดยเฉพาะในตอนเช้า คนงานนั่งจับกลุ่มส่งภาษาที่ฉันไม่เข้าใจ ลักษณะของถนนนครนอกเป็นเช่นนี้ แม้การเดินบนนถนนจะมองเห็นทะเลสาบเป็นช่วงๆ บางช่วงก็สวยงามจนต้องหยุดยืนดู แต่บรรยากาศมันก็ชวนให้สับสนวุ่นวายจากทั้งสิบล้อและผู้คน

ฉันชวนช่างภาพกลับที่พัก ใช้เวลาเดินไม่นาน แวะที่ร้านขายเบเกอรีและอาหารตรงหัวมุมนครใน ตัวร้านทาสีเหลืองอ่อน กรุกระจกใสเสียจนอดเข้าไปนั่งรับแอร์เย็นๆไม่ได้ เนื่องจากทำเลร้านนี้อยู่ตรงสี่แยก ทำให้เราใช้เวลาเพลิดเพลินในการมองผู้คนและรถผ่านไปมาที่พักอยู่ไม่ไกล เจ้าโด้ถลันเข้ามาเห่ารับทันทีที่เราเดินมาถึง

สายวันนี้ฉันอยู่ในร้านฟุเจา บรรยากาศเหมือนทุกวัน ทุกคนนั่งอยู่โต๊ะเดิม มันเป็นภาพซ้ำๆเหมือนภาพขาวดำเก่าซีดที่ฉันเคยเห็นในบ้านปู่ เพียงแต่ภาพเหล่านี้เคลื่อนไหวได้ มีเสียงหัวเราะ มีการพูดคุย มีชีวิต และไม่ใช่ฉากในละครพีเรียดหรือภาพยนตร์ย้อนยุคฉันกับช่างภาพนั่งโต๊ะตัวเดิม เช่นกัน คราวนี้ลุงหลี่ไม่ถาม ช่างภาพมีมาดคนแถวนี้มากยิ่งขึ้น แค่เพียงพยักหน้าสักครู่ก็ได้กาแฟรสชาติเดิมตรงหน้า

วันนี้เราต้องนั่งรถตู้ไปหาดใหญ่ที่อยู่ห่างออกไป ๒๔ กิโลเมตร เพื่อนั่งรถไฟกลับกรุงเทพฯ แน่นอน บรรยากาศมันคงแตกต่างไปจากนี้หลายวันที่อยู่ที่นี่เราเริ่มคุ้นกับความเก่า เราไม่ได้ใช้พาหนะใดๆเลยนอกจากสองเท้า การเดินช้าๆทำให้ฉันเห็นความเป็นไปที่ยังมีชีวิตของย่านเก่าแห่งนี้อย่าง ละเอียด แม้ว่าตึกหลายหลังจะดูทรุดโทรมไปตามกาลเวลา แต่ก็ได้รับการทาสีให้สดใสโดยคงรูปลักษณ์เดิมไว้

วันหนึ่งฉันเข้าไปคุยกับผู้อำนวยการสำนักการช่างของเทศบาลเมืองสงขลา เพราะอยากรู้ว่าทางเทศบาลมีแนวทางในการรักษาย่านเก่าไว้อย่างไร "จริงๆแล้ว ตามกฏหมายมันไม่ได้กำหนดไว้หรอกครับ ว่าการซ่อมแซมตึกเก่าเช่นนี้จะต้องให้คงรูปแบบเดิมไว้ มันก็แล้วแต่เจ้าของเขาละ" เป็นคำตอบที่ได้รับจากทางเทศบาล อีกวันฉันได้คุยกับสถาปนิกและนักออกแบบชุมชนเมืองคนหนึ่ง เขาให้ความเห็นว่า "ที่จริงเราควรมีแกนหลักในการทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ย่านเก่านี้คงอยู่ตลอด ไป ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นไปโดยไร้แนวทาง ในความเป็นจริง เราน่าจะมีกฏหมายบังคับให้หน้าตาของสิ่งก่อสร้างคงรูปแบบเดิมไว้เมื่อมีการ ซ่อมแซม ไม่เช่นนั้นย่านเก่าของที่นี่ที่ยังสมบูรณ์แบบก็จะสาบสูญไปเหมือนย่านเก่า เมืองอื่นๆ"ก่อนจะแยกย้ายกันไป ฉันมองรอบร้านๆที่เริ่มมีเค้าลางแห่งความทรุดโทรม อดไม่ได้ที่จะถามลุงหลี่ว่าจะซ่อมแซมให้มันทันสมัยมากขึ้นหรือไม่ "ของเก่ามันก็อย่างนี้" ลุงหลี่ตอบเสียงดัง "พวกเราอยู่กันมานาน เราเกิดมาอย่างนี้ ก็ขออยู่อย่างนี้ไปจนตาย ส่วนรุ่นลูกมันจะมาเปลี่ยนอย่างไรเราก็ไม่รู้หรอก" ตาเหม่งกับคนอื่นๆ พยักหน้าเห็นด้วย ถึงเวลาที่ทุกคนต้องแยกย้ายกันไปประกอบหน้าที่ ขาประจำของตาเหม่งรออยู่ ร้านกาแฟจะร้างผู้คนไปจนพรุ่งนี้เช้ามืดจึงจะคึกคักอีกครั้ง ฉันกับช่างภาพลุกออกมาจากร้าน ถนนนางงามเป็นเช่นทุกวัน หน้าร้านขนมมีผู้คนมุงหนาแน่น เราเดินย้อนกลับมาถึงศาลเจ้าพ่อหลักเมือง อันเป็นจุดเริ่มต้นของย่านเก่าแก่แห่งนี้เมื่อ ๑๖๒ ปีก่อน กลิ่นธูปยังคงลอยอบอวล บนโรงงิ้วเงียบ บรรดานักแสดงคงกำลังพักผ่อน

รถตู้พาฉันออกมาจากย่านเก่า ความเจริญของเมืองหาดใหญ่ ตึกสูงๆที่รายรอบ ถนนเต็มไปด้วยแสงสี ทำให้ฉันแทบไม่เชื่อว่า ห่างออกไปแค่ ๒๐ กว่ากิโลเมตร มันจะมีบรรยากาศที่ตรงกันข้ามรออยู่

ดึกมากแล้ว เสียงล้อรถไฟดังกึงๆ ฉันคิดถึงถนนนางงาม งิ้วคงยังแสดงไม่เสร็จ หน้าร้านอาหารตามสั่งที่เรากินทุกวันก็คงยังมีเสียงเคาะกระทะและไฟลุกท่วม จากการผัดผักบุ้งไฟแดง

รถไฟพาฉันห่างย่านเก่าแห่งเมืองสงขลามาเรื่อยๆ แต่ฉันก็เชื่อว่า หากได้ย้อนกลับไปอีกครั้ง ไม่ว่าจะนานเพียงใด ย่านเก่านั้นก็ยังคงอยู่

เพราะมันเป็นย่านเก่าที่ยังมีลมหายใจ

ที่มา บทความ “ในย่านเก่าเมืองสงขลา ที่ที่ลมหายใจยังไม่ขาดช่วง...” โดย กุลธิดา สืบหล้า

โดย kai   เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2552 13:41:21 น.

 ความคิดเห็น
ลำดับที่ 1
ควรมีรูปภาพและข้อความให้มีโจความสำคัญ

จาก รัชนิดา ทองอ่อน  เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2552 21:35:42 น.


ลำดับที่ 2
ขอบคุณครับ

จาก คนใต้  เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2553 19:50:05 น.


ลำดับที่ 3
ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ คิดถึงสงขลาจังเลย อยู่ที่ไหนก็ไม่เหมือนบ้านเรา ความเป็นอยู่เรียบง่าย ๆสบาย ๆ ผู้คนจิตใจดี

จาก คนสงขลา  เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2553 11:35:19 น.


ลำดับที่ 4

จาก oph  เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2555 11:34:06 น.