รักษ์คลองอู่ตะเภา ฟื้นชีวิตให้สายน้ำ
หน้าแรก ข้อมูลทั่วไป สารคดี ฟอรั่ม มีอะไรใหม่
ข้อมูลทั่วไป
ข้อมูลพื้นฐานทั่วไป download pdf file size 341 kb.
การใช้ทรัพยากรน้ำ download pdf file size 538 kb.
ปัญหาที่ดิน download pdf file size 191 kb.

Total 269775 hits.
Last on 31-3-60 05:32

ข้อมูลพื้นฐานทั่วไป

1.ข้อมูลพื้นฐานทั่วไป

1.1 ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา

ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา ถือได้ว่าเป็นลุ่มน้ำย่อยที่ 7 ในลุ่มน้ำที่ 21(ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา) ที่ใหญ่ที่สุดในบรรดา 5 ลุ่มน้ำของจังหวัดสงขลา ตั้งอยู่ในพิกัดเส้นรุ้ง 7 องศา 14 ลิบดา เหนือ และเส้นแวง 100 องศา 28 ลิบดา ตะวันออก มีพื้นที่วัดได้ประมาณ 2,840 ตารางกิโลเมตร คลอบคลุมอาณาเขตพื้นที่ 7 อำเภอ 35 ตำบล 252 หมู่บ้าน อันได้แก่ อำเภอสะเดา อำเภอนาหม่อม อำเภอหาดใหญ่ อำเภอคลองหอยโข่ง อำเภอบางกล่ำ อำเภอรัตภูมิ และอำเภอควนเนียง โดยมีเทศบาล 7 เทศบาล คือ เทศบาลนครหาดใหญ่ เทศบาลเมืองบ้านพรุ เทศบาลตำบลสะเดา เทศบาลตำบลปาดังเบซาร์ เทศบาลตำบลพังลา เทศบาลตำบลพะตง และเทศบาลตำบลปริก โดยที่มีสายน้ำสำคัญคือคลองอู่ตะเภา ซึ่งเป็นสายน้ำที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสงขลา หากมองดูในเชิงกายภาพแล้วจะมีความกว้างของผิวน้ำในหน้าแล้งโดยเฉลี่ย บริเวณต้นน้ำ 6-15 เมตร กลางน้ำ 15-30 เมตร และปลายน้ำ 30-50 เมตร มีความลึก 2-5 เมตร พื้นที่รับน้ำ 1600 ลูกบาศก์กิโลเมตร

คลองอู่ตะเภานี้ไหลจากทิศใต้ไปสู่ทิศเหนือ โดยมีจุดเริ่มจากชายแดนไทย-มาเลเซีย ไปสิ้นสุดที่ทะเลสาบสงขลาตอนล่าง บริเวณบ้านท่าเมรุ อำเภอบางกล่ำ และบ้านแหลมโพธิ์ อำเภอหาดใหญ่ รวมความยาวทั้งสิ้น(เฉพาะส่วนที่เรียกว่าคลองอู่ตะเภา) ประมาณ 130 กิโลเมตร (กรมพัฒนาที่ดิน, 2532 ระบุว่ายาวประมาณ 90 กม.)

ทั้งนี้คลองอู่ตะเภาได้รับน้ำจากสันปันน้ำที่สำคัญสามแหล่งคือ

  1. เทือกเขาน้ำค้าง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาสันกาลาคีรี เขาน้ำค้างอยู่ในพื้นที่รอยต่อของอำเภอสะเดา อำเภอนาทวี และประเทศมาเลเซีย(ในอดีตประมาณ พ.ศ.2500-2530 เขาน้ำค้างเป็นฐานบัญชาการใหญ่แห่งหนึ่งของพรรคคอมนิวนิสต์มาลายา) ต้นน้ำจากเขาน้ำค้าง เริ่มจากลำธารเล็กๆจำนวนมากรวมกันเป็นคลองที่ชื่อ "คลองใหญ่" ไหลจากทิศตะวันออกเฉียงใต้ไปทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เริ่มต้นจากชายแดนมาเลเซียมาในพื้นที่อำเภอสะเดา จนมาบรรจบกับคลองรำที่บ้านท่าโพธิ์ ตำบลท่าโพธิ์ อำเภอสะเดา กลายเป็นคลองอู่ตะเภา
  2. เทือกเขาแก้ว เป็นเทือกเขารอยต่อระหว่างอำเภอสะเดา อำเภอคลองหอยโข่ง กับพื้นที่จังหวัดสตูล และประเทศมาเลเซียยางส่วน(ในอดีตเป็นฐานบัญชาการใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์ไทยในสงขลา เรียกกันว่า "กองทัพผาดำ") ต้นน้ำจากเทือกเขาแก้วนี้สายหลักๆเริ่มจากจุดที่เรียกว่าเขารูปช้างในเขตอำเภอสะเดา และสายน้ำจากน้ำตกผาดำ ในเขตอำเภอคลองหอยโข่ง สายน้ำทั้งสองมารวมกันที่บ้านคลองรำ(หรือคลองหรำ) อำเภอสะเดา เรียกว่า คลองรำ ซึ่งไหลจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ไปทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ไปรวมกับคลองใหญ่ที่บ้านท่าโพธิ์ อำเภอสะเดา กลายเป็นคลองอู่ตะเภา
  3. เทือกเขาย่อยๆ ซึ่งเพิ่มปริมาณน้ำให้กับคลองอู่ตะเภาในตอนกลางน้ำ ตั้งแต่บ้านม่วงก็อง ตำบลพังลา อำเภอสะเดา ถึงเขตเมืองหาดใหญ่ ทั้งด้านตะวันออกและตกของคลอง เช่น เขาวังชิงเขามีเกียรติ เขาคอหงส์ เขาคันหลาว และภูเขาในเขตอำเภอนาหม่อม และอำเภอจะนะบางส่วน รวมทั้งน้ำจากเทือกเขาแก้วตอนปลาย เช่นน้ำจากน้ำตกโตนงาช้างอีกด้วย ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าต้นน้ำทั้งสามแหล่งเป็นแม่ผู้ให้กำเนิดแก่คลองอู่ตะเภา

สภาพตลิ่งของคลองอู่ตะเภาจะมีความสูงเฉลี่ย 3-5 เมตร ในตอนต้นน้ำ และค่อยๆลดต่ำลงเหลือ 1-2 เมตร ในตอนปลายน้ำ ลักษณะตลิ่งจะเป็นตลิ่งลดระดับจากกว้างลงไปแคบ ในลักษณะ "บันไดสามขั้น" ทำให้รองรับน้ำได้มากในฤดูฝน (ปัจจุบันการขุดลอกของโครงการพัฒนาต่างๆ ได้ทำลายลักษณะบันไดสามขั้นของคลองอู่ตะเภาไป ทำให้รองรับน้ำได้น้อยในฤดูฝน น้ำจึงท่วมง่ายขึ้น) นอกจากนั้น ยังมีพื้นที่รองรับน้ำในลักษณะ ป่าพรุ หนองน้ำ และทุ่งรับน้ำ อีกหลายจุด

คลองอู่ตะเภาเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติ จัดอยู่ในทะเลสาบสงขลาตอนล่าง มีคลองเล็กหลายสาขาไหลมารวมกัน ได้แก่ คลองวาด ซึ่งมีต้นน้ำจากเทือกเขาบรรทัด คลองหลา คลองต่ำ คลองจำไหร คลองหอยโข่ง คลองสะเดา ซึ่งมีต้นน้ำจากเทือกเขาสันกาลาคีรี ทางตอนใต้ของจังหวัดสงขลา คลองอู่ตะเภาจะไหลผ่านอำเภอสะเดา อำเภอหาดใหญ่ และไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลาตอนล่าง มีคลองอีกหลายสายที่ไหลเข้ามารวมกันกับคลองอู่ตะเภา ได้แก่

- ด้านตะวันออกของคลองอู่ตะเภา ได้แก่ คลองหินเหล็กไฟ คลองปอม คลองอ่าวเรียน คลองโป๊ะหมอ คลองยา ซึ่งคลองดังกล่าวอยู่ในพื้นที่ตำบลบ้านพรุ ในอดีตทางชาวบ้านจะใช้ประโยชน์ในด้านเกษตรกรรมและการเลี้ยงสัตว์ ต่อมามีกลุ่มนายทุนได้มาสร้างโรงงานอยู่ใกล้แหล่งน้ำ และมีการปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำต่างๆทำให้คุณภาพน้ำเปลี่ยนไป ซึ่งมีผลต่อพืชและสัตว์เลี้ยงของชาวบ้าน อีกทั้งชาวบ้านส่วนใหญ่ได้ขายที่ดินให้นายทุนเพื่อสร้างบ้านจัดสรรและอาคารพาณิชย์เป็นส่วนใหญ่

- ด้านทิศตะวันตกของคลองอู่ตะเภา ได้แก่ คลองจำไหร คลองหอยโข่ง คลองจำหลา ซึ่งคลองดังกล่าวไหลมารวมแล้วไหลลงสู่คลองอู่ตะเภาที่ตำบลบ้านพรุคลองเหล่านี้ ชาวบ้านสามารถนำมาใช้ในการเกษตรกรรมและการเลี้ยงสัตว์ได้เต็มที่เนื่องจากคุณภาพน้ำยังดีอยู่

คลองที่แยกจากคลองอู่ตะเภา คือ คลองเตย ไหลอ้อมผ่านเข้าสู่ตัวเขตเมืองหาดใหญ่ คลองวาดและคลองต่ำไหลรวมกับคลองอู่ตะเภาที่บ้านควนลังและบ้านหัวพาน และคลองอู่ตะเภาจะไหลรวมกับคลองเตยอีกครั้งที่บ้านรังนก ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของเมืองหาดใหญ่ประมาณ 7 กิโลเมตร จากนั้นก่อนจะไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลา เป็น 2 สาย ที่บ้านควนใน

ปัจจุบันคลองอู่ตะเภาเป็นแหล่งทิ้งของเสีย น้ำเสีย ของโรงงานอุตสาหกรรม ตลอดแนวสองฝั่งคลอง รวมถึงแหล่งน้ำเสียจากชุมชน ครัวเรือน โดยเฉพาะเทศบาลหาดใหญ่

นอกจากนี้อู่ตะเภายังเป็นแหล่งน้ำดิบของการประปาภูมิภาค ที่ผลิตน้ำประปาจำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไป ทั้งเทศบาลนครหาดใหญ่และเมืองสงขลา

ตาราง 1 การแบ่งพื้นที่ลุ่มน้ำย่อยในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา
ลุ่มน้ำย่อยคลอบคลุมพื้นที่ (ตำบล / อำเภอ)พื้นที่รับน้ำฝน (ตร.กม.)
คลองตง / คลองประตู พะตง เขามีเกียรติ พังลา / สะเดา 171.30
คลองบางกล่ำ บางเหรียง บางเกล่ำ / บางกล่ำ
กำแพงเพชร / รัตภูมิ
ท่าช้าง บ้านหาร แม่ทอม / หาดใหญ่
191.86
คลองปอม พะตง บ้านพรุ / หาดใหญ่ 104.78
คลองพังลา / คลองแงะ นาหม่อม ทุ่งขมิ้น / นาหม่อม 185.37
คลองรำ ปริก พังลา เขามีเกียรติ สะเดา / สะเดา
ปาดังเบซาร์ ปริก ทุ่งหมอ ท่าโพธิ์ / สะเดา
คลองหอยโข่ง / คลองหอยโข่ง
327.24
คลองหวะ คูเต่า น้ำน้อย คลองแห หาดใหญ่ คอหงส์
ทุ่งใหญ่ บ้านพรุ / หาดใหญ่
277.90
คลองเล พิจิตร นาหม่อม คลองหรัง ทุ่งขมิ้น / นาหม่อม
สำนักขาม สะเดา ปริก ปาดังเบซาร์ / สะเดา
173.23
คลองวาด / คลองต่ำ ทุ่งตำเสา ควนลัง ฉลุง ท่าช้าง อู่ตะเภา / หาดใหญ่
กำแพงเพชร / รัตภูมิ
340.17
คลองสะเดา สำนักแต้ว สะเดา ปาดังเบซาร์ สำนักขาม / สะเดา 260.66
คลองหลา / คลองจำไหร คลองหอยโข่ง โคกม่วง คลองหลา ทุ่งลาน / คลองหอยโข่ง
ควนลัง / หาดใหญ่
ทุ่งหมอ / สะเดา
350.05

1.2 ลักษณะภูมิประเทศและการระบายน้ำ

ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา ลักษณะพื้นที่แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะหลัก คือ พื้นที่ภูเขา พื้นที่ราบลูกคลื่น และพื้นที่ราบ

  1. พื้นที่ภูเขาทางด้านทิศตะวันตกของพื้นที่ลุ่มน้ำฯ เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาบรรทัด ส่วนทางทิศตะวันออกเฉียงใต้และทิศใต้เป็นส่วนหนึ่งของแนวเทือกเขาสันกาลาคีรี พื้นที่ส่วนที่เป็นภูเขานี้มีความสูงลดหลั่นกันไปจากระดับน้ำทะเลปานกลาง พื้นที่บริเวณนี้เป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธารหลายสายที่ไหลลงสู่คลองอู่ตะเภา
  2. พื้นที่ราบลูกคลื่น อยู่ถัดจากพื้นที่ภูเขาลงมา มีลักษณะเป็นเนินเขาลูกคลื่นลอนลาดและลอนชันสลับกันไป กระจายอยู่ทั่วไปตั้งแต่ตอนกลางถึงตอนใต้ของพื้นที่ลุ่มน้ำฯ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ปลูกยางพารา
  3. พื้นที่ราบทางทิศเหนือของพื้นที่ลุ่มน้ำฯ ส่วนใหญ่เกิดจากการทับถมของตะกอนลำน้ำอู่ตะเภาและลำน้ำสาขา เป็นที่ตั้งของชุมชนขนาดใหญ่ และพื้นที่ทำนาข้าว ทางทิศตะวันตก ทิศตะวันออก และทิศใต้ มีลักษณะพื้นที่เป็นที่สูง ลาดเอียงลงสู่ที่ราบลุ่มตอนกลางและทางทิศเหนือ ดังนั้นโดยทั่วไปไม่มีปัญหาการระบายน้ำจะแต่จะมีปัญหาเฉพาะพื้นที่ราบลุ่มตอนกลางซึ่งเป็นที่ตั้งของอำเภอหาดใหญ่ เนื่องจากเป็นทางน้ำไหลผ่าน ประกอบกับมีการพัฒนาที่ดิน การถมที่เพื่อก่อสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้างกีดขวางการระบายน้ำ เช่น ถนนเลี่ยงเมือง ทำให้ตัวเมืองหาดใหญ่มีลักษณะเป็นแอ่ง เมื่อเกิดฝนตกหนักน้ำจึงระบายไม่ทัน ส่งผลทำให้เกิดสภาวะน้ำท่วมฉับพลันได้

1.3 ธรณีสันฐาน

ลักษณะทางธรณีสันฐานในพื้นที่ลุ่มน้ำฯ แบ่งออกเป็น 8 ประเภท ได้แก่ สันหาดเก่า (Old beach ridge) ที่ราบลุ่มน้ำทะเลท่วมถึงและที่ลุ่มที่อยู่ระหว่างสันทราย (Tidal flats and depression between beach ridge) ที่ราบลุ่มน้ำทะเลเคยท่วมถึง (Former tidal flats) สันดินริมน้ำและที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึง (Levee and flood plain) ลานตะพักลำน้ำระดับต่ำ (Low terrace) ลานตะพักลำน้ำขั้นกลาง-สูง (Marginal terrace and partial peneplain) ที่ลาดเชิงเขาและเนินเขาที่มีการกัดกร่อน (Eroded hills and footslope) และบริเวณเทือกเขาหรือภูเขา (Hills) (กรมพัฒนาที่ดิน, 2524)

1.4 ธรณีวิทยา

ลักษณะทางธรณีวิทยาบริเวณลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา จำแนกลักษณะของหิน 3 ประเภท (กรมทรัพยากรธรณี, 2523) คือ หินชั้น (Sedimentary rocks) หินแปร (Metamorphic rocks) และหินแกรนิต (Igneous rocks) พบว่าส่วนใหญ่เป็นหินชั้นหินแปรในยุคควาเทอร์นารี (Quaternary : Qa, Qt) ประกอบด้วยตะกอนน้ำพา และตะกอนตะพักลุ่มน้ำ พบในบริเวณตั้งแต่ที่ราบลุ่ม ที่ราบ ไปจนถึงที่ลูกคลื่นลอนลาด ทำให้มีลักษณะเป็นพื้นที่กว้างในแนวยาวทิศเหนือ-ใต้ ซึ่งเกิดจากตะกอน กรวด ทราย ที่ถูกพัดพาทับถมมากับลำน้ำในคลองอู่ตะเภา และลำคลองสาขา หินที่พบเป็นประเภท กรวด ทราย ทรายแป้ง และดินแลง นอกจากนี้ยังพบหินในยุคคาร์บอนิ-เฟอรัส (Carboniferous : C, Cb, Cy) ซึ่งประกอบไปด้วยหินดินดาน หินทราย หินชนวน หินฮอร์นเฟล และหินควอร์ตไซต์ เป็นต้น พบมากบริเวณพื้นที่ด้านทิศตะวันออกและตะวันตกถัดจากพื้นที่ตะกอนตะพักลุ่มน้ำ ส่วนบริเวณที่เป็นหินในยุคไทรแอสสิก (Triassic : Tr) พบบริเวณเทือกเขาน้ำค้าง ประกอบด้วยหินทราย หินดินดาน และหินกรวดมน

หินอัคนีที่พบในยุคจูแรสสิก-ไทรแอสซิก (Jurassic-Triassic: TRJgr) และครีเตเซียส (Cretaceous:Kgr) ประกอบด้วย หินไบโอไทต์แกรนิต หินทัวร์มาลีนแกรนิต และหินมัสโคไวต์ทัวร์มาลีนแกรนิต พบบริเวณเทือกเขาบรรทัดและเทือกเขาในเขตอำเภอนาหม่อมตามลำดับ นอกจากนี้ยังพบแนวรอยเลื่อนและรอยแตก (Fault and Joint) ในพื้นที่ดังกล่าว

ตาราง 2 ลักษณะทางธรณีสัณฐานในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา
ลักษณะพื้นที่ ขบวนการทางธรณีวิทยา / ลักษณะดิน บริเวณที่พบ ความลาดชัน (เปอร์เซ็นต์) พื้นที่
ไร่ เปอร์เซ็นต์
สันหาดเก่า (Old beach ridge) เกิดจากเนินทรายเก่า หรือสันหาดเก่า / ดินทราย พบปะปนบริเวณ ลานตะพักลำน้ำระดับต่ำ 2-4 2,906.25 0.20
ที่ราบลุ่มน้ำทะเลท่วมถึง และที่ลุ่มที่อยู่ระหว่างสันทราย (Tidal flats and depression between beach ridges ) เกิดจากการทับถมของตะกอนน้ำทะเล และตะกอนลำน้ำบริเวณปากน้ำ เป็นบริเวณที่ได้รับอิทธิพล จากการขึ้นของน้ำทะเล / ดินเหนียว ดินเหนียวปนทราย ที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเลสาบสงขลา ทางตอนล่าง บริเวณ อ.บางกล่ำ อ.หาดใหญ่ 0-1 21,412.50 1.44
ที่ราบลุ่มน้ำทะเลเคยท่วมถึง (Former tidal flats) เกิดจากการทับถมของตะกอนน้ำทะเล ซึ่งเคยท่วมถึงในอดีต / ดินเหนียว ดินเหนียวปนทรายแป้งสีเทา ที่ราบลุ่มที่อยู่ถัดจากที่ราบลุ่มน้ำทะเลท่วมถึง 0-1 20,456.25 1.37
สันดินริมน้ำและที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึง (Levee and flood plain) เกิดจากการทับถมของตะกอนลำน้ำ บนริมฝั่งแม่น้ำลำธาร / ดินทราย ดินร่วนละเอียด ดินทรายปนดินร่วน ดินร่วนปนดินเหนียว บริเวณเนินดินสองฝั่งลำน้ำ ยาวขนานไปกับลำน้ำคลองอู่ตะเภา ถัดจากสันดินริมน้ำ เป็นบริเวณที่ราบน้ำท่วมถึง มักจะมีน้ำท่วมเป็นคราว ๆ 1-3 157,900.00 10.60
ลานตะพักลำน้ำระดับต่ำ (Low terrace) เกิดจากการพัดพา ทับถมของตะกอนลำน้ำ / ดินร่วนเหนียว ดินร่วน ดินร่วนเหนียวปนทรายแป้ง บริเวณที่อยู่ถัดจากสันดินริมน้ำ และที่ราบน้ำท่วมถึง ปัจจุบันใช้เป็นที่ทำนา และที่ตั้งชุมชน 1-2 218,543.75 14.68
ลานตะพักลำน้ำขั้นกลาง-สูง (Marginal terrace and partial peneplain) อดีตเคยเป็นลานตะพัก ลำน้ำระดับต่ำมาก่อน ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงทางธรณี เกิดการกัดเซาะ ของลำน้ำสายหลักในอดีต และลำธารเล็ก ๆ จึงทำให้พื้นที่ราบเดิม ถูกกัดเซาะและถูกตัดออกเป็นช่วง ๆ กลายเป็นพื้นที่ลูกคลื่นลอนลาดหรือลอนชัน / ดินลูกรัง บริเวณที่อยู่สูงกว่า และถัดออกมาจาก ลานตะพักลำน้ำระดับต่ำได้แก่ อำเภอสะเดา และทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ของอำเภอหาดใหญ่ 3-16 487,050.00 32.71
ที่ลาดเชิงเขาหรือเนินเขาที่มีการกัดกร่อน (Eroded hills and and footslope) เกิดจากก้อนหินและเศษหินแตก กระจัดกระจายลงจากภูเขา มาทับถมอยู่บริเวณเชิงเขา มีความลาดชันระหว่าง 16-30 % / ดินตื้นปนเศษหินก้อน และเศษหินที่ผุพังมาจากภูเขา บริเวณที่ลาดเชิงเขา ของเทือกเขาต่าง ๆ และเนินเขาเตี้ยทั่ว ๆ ไป 16-30 186,268.75 12.51
ที่ลาดเชิงซ้อน เทือกเขาหรือภูเขา (Hill and mountain) เกิดจากการคดโคังของเปลือกโลก มีลักษณะเป็นสันเขา เทือกเขาเป็นแนวยาว วางตัวในแนวเหนือใต้ ของพื้นที่ลุ่มน้ำ / หินทราย หินดินดาน หินกรวดมน หินฟิลไลต์ หินควอร์ตไซต์ หินกระดานชะนวน ปัจจุบันเป็นพื้นที่ป่าไม้ และเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารสายต่าง ๆ ที่ไหลลงสู่คลองอู่ตะเภา > 30 388,712.50 26.10
พื้นที่อื่น ๆ (เหมืองแร่ เมือง) - - - 5,825.00 0.39
ที่มา : กรมพัฒนาที่ดิน (2524)

1.5 ทรัพยากรดิน

จากการสำรวจดินของกองสำรวจดิน กรมพัฒนาที่ดิน (2516) พบว่าพื้นที่บริเวณลุ่มน้ำฯ ประกอบด้วยดินชุดต่าง ๆ รวม 44 ชุดดิน ชุดดินที่ลาดเชิงซ้อน (slope complex) เป็นชุดดินที่พบมากที่สุด ครอบคลุมพื้นที่ถึง 621 ตร.กม. หรือคิดเป็น 26% ของพื้นที่ลุ่มน้ำฯ พื้นที่บริเวณนี้มีความลาดชันมากกว่า 35% ชุดดินที่พบรองลงมา ได้แก่ ชุดดินหาดใหญ่ ชุดดินยะลา และหน่วยสัมพันธ์ของชุดดินระนอง/ชุดดินพะโต๊ะ มีพื้นที่ 295, 220 และ 194 ตร.กม. หรือคิดเป็น 12, 9 และ 8% ของพื้นที่ลุ่มน้ำฯ ตามลำดับ ส่วนชุดดินอื่น ๆ พบกระจายอยู่ทั่วไป ลักษณะของเนื้อดินส่วนใหญ่นอกเหนือจากดินบริเวณพื้นที่ภูเขา จะเป็นดินร่วน ดินร่วนปนทราย ดินร่วนปนดินเหนียว ดินร่วนปนทรายแป้ง และดินเหนียว ซึ่งมีระดับการระบายน้ำของดินมีตั้งแต่ ดีมากเกินไป ถึงเลวมาก

1.6 ทรัพยากรแหล่งแร่และแหล่งเชื้อเพลิงธรรมชาติ

  • แร่ธาตุ

    จังหวัดสงขลา มีการผลิตแร่ธาตุที่สำคัญได้แก่ ดีบุก วุลแฟรม หินปูน เป็นต้น ซึ่งจะพบในพื้นที่อำเภอเทพา จะนะ นาทวี และหาดใหญ่

    พื้นที่ศักยภาพแหล่งแร่ของพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา และพื้นที่ใกล้เคียงที่ต่อเนื่องประกอบด้วยทรัพยากรแร่ 7 ชนิด ที่ส่วนใหญ่กระจายตัวอยู่ในเขตจังหวัดสงขลา และเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพแร่ที่ได้รับประทานบัตร จำนวน 22 แปลง สรุปได้ดังนี้

    • แร่ดีบุก(Tin : Sn) : เป็นแหล่งแร่ดีบุก "แบบทุติยภูมิ" (Secondary Deposit) ที่เกิดจากการผุพังหลุดจากแหล่งแร่เดิมและถูกพัดพาไปโดยกระแสน้ำ เป็นแร่ดีบุกชนิด "แคสซเตอร์ไรต์"(SnO2 ) พบในเขตอำเภอหาดใหญ่, อำเภอนาหม่อมและอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ที่ได้รับประทานบัตรจำนวน 7 แปลงเหมืองแร่

      ในอดีต แหล่งแร่ในจังหวัดสงขลาแบ่งได้ 3 เขต ตาม ธงชัย และคณะ (2527) คือ

      1. แหล่งแร่ดีบุกบริเวณด้านตะวันออก ได้แก่ บริเวณควนเส้ง ควนกรด เขาขาด ลิวง วังใหญ่ และเกาะสะบ้าในอำเภอจะนะ นาทวี และเทพา
      2. แหล่งแร่ดีบุกตอนกลาง ได้แก่บริเวณน้ำน้อย ควนจง บ้านนา ทุ่งโพธิ์ ทุ้งขมิ้น บ้านไร่ คลองบ่อม ปาไผ่ ป่ายาง ควนขี้แรด และสำนักแต้ว ในอำเภอหาดใหญ่ จะนะ และสะเดา
      3. แหล่งแร่ดีบุก-ทังสเตนบริเวณด้านตะวันตก ได้แก่ บริเวณบ้านฉลุง เขาแก้ว วังพา และทุ่งหมอ ในอำเภอหาดใหญ่ และสะเดา

      จากข้อมูลของฝ่ายทรัพยากรธรณี สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสงขลา (สุกิตติ และคณะ, ม.ป.ป.) ไม่พบว่าพื้นที่ในลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภามีแร่สำคัญที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ

    • แร่ทังสเตน(Tungsten : W) มีแหล่งกำเนิดที่เป็นเพื่อนแร่ของแร่ดีบุก เป็นแร่ทังสแตน ชนิด "เฟอเบอไรต์" (FeWO4) และ "ซีไลต์" (CaWO4) พบในเขตอำเภอหาดใหญ่, อำเภอสะเดาและอำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา ที่ได้รับอนุญาตสัมปทานบัตร จำนวน 6 แปลง และกำลังขอประทานบัตรจำนวน 4 แปลง
    • แร่แบไรต์ - ฟูโอไรต์(Barite-Fluorite : Brt-Fl ) "แร่แบไรต์"(BaSO4) หรือ "Heavy Spar" เป็นแร่ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจสูงที่นำมาใช้ในอุตสาหกรรมหลายประเภท มีแหล่งกำเนิดในชั้นหิน, หินแปรและหินอัคนีที่มีลักษณะเป็นสายแร่และกะเปาะแร่, แหล่งแร่ตกค้างที่เดิมและแหล่งแร่แบบชั้น ในขณะที่"แร่ฟูโอไรต์ (CaF2)" ที่เกิดเป็นเพื่อนแร่กับแร่แบไรต์ พบในเขตอำเภอรัตภูมิจังหวัดสงขลา ที่ได้รับอนุญาตประทานบัตร จำนวน 1 แปลง
    • ทรายแก้ว(Silica : Sisd) : แร่ที่ทำให้เกิดทรายแก้วหรือทรายซิลิก้า ประกอบไปด้วยแร่ 6 ชนิด คือ Quartz, Chalcedony,Opal,Cristobalite และ Lechatelierite ที่มีองค์ประกอบทางเคมีคือ (SiO2) ที่เป็นแร่ที่มีความสำคัญในอุตสาหกรรม เครื่องแก้วและเครื่องกระจก พบในเขตอำเภอเมืองสงขลา ที่ได้รับอนุญาตประทานบัตร จำนวน 8 แปลง
  • ป่าไม้

    สภาพป่าไม้ริมคลองอู่ตะเภาแตกต่างกันตามระยะทางจากปากคลอง โดยบริเวณปากคลองมีพันธ์ไม้ป่าชายเลนจำพวก ลำภู สลับกับทุ่งหญ้า มีพันธ์ป่าไม่บกและป่าชายเลนปะปนกัน 22 ชนิด พันธุ์ไม้ที่สําคัญ คือ สมอทะเล และลําพู ป่าชายเลนบริเวณนี้เกิดขึ้นเป็นแนวแคบ ๆ ประมาณ 10 ม. เท่านั้น

    ความหนาแน่นของสังคมพืชป่าริมคลองประกอบด้วย ไม้ใหญ่ ลูกไม้และกล้าไม้ของป่าริมคลองอู่ตะเภาโดยเฉลี่ย 400,373 และ 4,666 ต้น/เฮกตาร์ ตามลำดับ มีปริมาตรไม้เฉลี่ย 97.73 ลูกบาศก์เมตร./ เฮกตาร์

    ตารางที่ 3 พื้นที่ป่าชายเลน (ไร่)
     2504252925362539
    จังหวัดสงขลา 8,125 6,031 3,425 3,896
    ที่มา : กรมป่าไม้ 2544 (สํานักวิชาการป่าไม้)

    จะเห็นได้ว่าในระยะ 35 ปี ป่าชายเลนในบริเวณจังหวัดสงขลาได้ลดลงกว่าครึ่ง จังหวัดสงขลา มีพื้นที่ป่าไม้ทั้งหมด 594.12 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 8.03 ของเนื้อที่ทั้งจังหวัด พื้นที่ดังกล่าวประกอบไปด้วย ป่าสงวน เขตอนุรักษ์ เขตห้ามล่าสัตว์ป่า ศูนย์ศึกษาธรรมชาติป่าและสัตว์ วนอุทยานและอุทยาน ด่านกักสัตว์ สวนป่า สวนรุกขชาติ และสวนพฤกศาสตร์วรรณคดีภาคใต้

    ตารางที่ 4 พื้นที่การใช้ประโยชน์พื้นที่ประเภทต่าง ๆ ในป่า 2545 ในลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา หน่วย : ไร่
    ลุ่มน้ำย่อยของลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา นาดํา นาหว่าน นาร้าง ยางพารา ไม้ผลผสม นากุ้ง ตัวเมือง หมู่บ้าน
    1. ลุ่มน้ำย่อยคลองอู่ตะเภา 18,769 11,810 54,847 1,057,510 26,812 1,987 13,116 1,265

    พื้นที่ป่าไม้ปัจจุบันจากภาพถ่ายดาวเทียม ปี 2543 มีพื้นที่ป่าที่ยังอุดมสมบูรณ์ซึ่งประกอบด้วยป่าดิบชื้นป่าชายเลน และป่าพรุที่อยู่ในเขตลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาทั้ง 3 จังหวัด (สงขลา พัทลุง และนครศรีธรรมราช) รวมทั้งสิ้นประมาณ 727,426 ไร? (1,164 ตร.กม.) หรือประมาณ 13.70% ของพื้นที่ลุ่มน้ำทั้งหมด (กรมป่าไม้, 2544) ในจํานวนนี้มีเป็นพื้นที่ป่าชายเลนที่เหลืออยู่ 31,952 ไร่ และป่าพรุ 87,540 ไร่ รวมกันประมาณ 2.25% ของพื้นที่ลุ่มน้ำเท่านั้น

    เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินระหว่างปี 2528 และ 2543 ของกรมพัฒนาที่ดิน พบว่าพื้นที่ป่าไม้ในเขตลุ่มน้ำย่อยคลองอู่ตะเภา (ลุ่มน้ำย่อยที่ 8 ในเขต อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา) ลดลงมากกว่า 60% ของพื้นที่

    จากการวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศข้อมูลป 2545 พบว่าพื้นที่อนุรักษ์ตามกฎหมายประมาณ 763,708 ไร่เหลืออยู่ประมาณ 658,410 ไร่ หรือประมาณ 14.13% ของพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาเฉพาะส่วนพื้นดิน คือลดลงประมาณ 105,298 ไร่ หรือประมาณ 2.26% ของพื้นที่ลุ่มน้ำเฉพาะส่วนพื้นดิน อนุรักษ์ที่ได้จากการแปลภาพถ่ายทางอากาศปี 2544 แบ่งพื้นที่ตามเขตอําเภอ และจังหวัด โดยมีพื้นที่รวมกันประมาณ 598,842 ไร่ กระจายตามอําเภอต่างๆ ในเขตจังหวัดพัทลุงและสงขลา พบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ถูกบุกรุกเพื่อปลูกยางพาราเป็นหลัก

    ตารางที่ 5 พื้นที่ป่าอนุรักษ์วิเคราะห์จากการแปลภาพถ่ายทางอากาศปี 2544
    จังหวัดอําเภอพื้นที่ (ไร่)
    จ.สงขลาคลองหอยโข่ง19,100.88
    นาหม่อม7,120.08
    รัตภูมิ82,021.79
    สะเดา16,440.15
    หาดใหญ่60,766.41
    ผลรวม285,449.31

    การใช้พื้นที่เพื่อปลูกยางพาราในลุ้มน้ำทะเลสาบสงขลาในปี 2543 มีทั้งสิ้นประมาณ 2,388,249 ไร่ เทียบกับปี 2539 ซึ่งมีทั้งสิ้นประมาณ 1,760,524 ไร่ หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 36% ในช่วง 4 ปี พื้นที่ยางที่เพิ่มขึ้นจากเดิม 40-50% จะเกิดขึ้นในลุ่มน้ำย่อยที่ 2, 5, 10 และ 12 และในลุ่มน้ำย่อยที่ 9 ซึ่งไม่พบการปลูกยางพาราในปี 2528 แต่ต่อมาในปี 2543 พบว่ามีการปลูกยางประมาณ 600 ไร่

    ยางพารายังเป็นพืชเศรษฐกิจที่นิยมปลูกกันมาก มาตั้งแต่อดีตแม่ราคาจะขึ้นลงไม่แน่นอน ก็ตามในบางช่วงปีที่ยางราคาดีจะมีการปลูกยางเพิ่มขึ้นจํานวนมาก พื้นที่ยางพาราที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบันไม่ได้เกิดขึ้นจากการบุกเบิกพื้นที่ป่าอย่างเช่นเคย หรือถ้าจะมีก็เป็นจํานวนน้อย ส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในปีจจุบันจะมีการปลูกยางพาราในพื้นที่นาที่ดอน อาจจะมีสาเหตุมาจากการที่พื้นที่เหล่านั้น มีน้ำไม่เพียงพอสําหรับการทํานา เหมือนแต่ก่อนซึ่งทําให้เสี่ยงต่อการปลูก และการทําสวนยางมีรายได้ต่อไร่สูงกว่า แม้แต่ในพื้นที่ลุ่มจะพบว่าเกษตรกรจํานวนไม่น้อย ที่พยายามปลูกยางพารา โดยการยกร่องพื้นที่นาพื้นที่เหล่านั้น มีระดับน้ำใต้ดินค่อนข้างสูงในช่วงฤดูฝน ทําให้เกิดสภาพน้ำขัง ต้นยางจะมีลักษณะแคระแกรนเจริญเติบโตช้า และยืนตายในที่สุด เป็นลักษณะการใช้ที่ดินที่ผิดประเภท และเป็นสาเหตุที่สําคัญประการหนึ่ง ของการลดลงของพื้นที่การทํานา

    ในปัจจุบัน (ปี2546) ราคายางค่อนข้างจะดีและมีเสถียรภาพมากกว่าอดีต ทําให้สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะมีการปลูกยางเพิ่มขึ้นในอัตราสูง และพื้นที่ที่จะมีการขยายการปลูกยางคงจะเป็นพื้นที่นาเดิม จะมีผลทําให้พื้นที่นาลดลงอีก การสูญเสียพื้นที่นาที่อุดมสมบูรณ์จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงด้านอาหาร ระบบนิเวศ และสภาพแวดล้อมจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ดังนั้นการศึกษาและกําหนดมาตรการให้เหมาะสม ในการบริหารจัดการเรื่องที่ดิน จึงไม่ควรที่จะละเลยจนเกิดขึ้นเป็นปัญหาขึ้นในอนาคต

1.7 พื้นที่ศักยภาพแหล่งเชื้อเพลิงธรรมชาติพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาและพื้นที่ใกล้เคียงที่ต่อเนื่อง

พื้นที่ศักยภาพแหล่งเชื้อเพลิงธรรมชาติของพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาและพื้นที่ใกล้เคียงที่ต่อเนื่อง ทั้งที่เป็นพื้นที่บนบกและในทะเล สรุปได้ดังนี้

  1. ลุ่มแอ่งเทอร์เชียรีที่มีถ่านหินลิกไนต์( Coal Potential Area in Tertiary Basin : T2) : เป็นพื้นที่ศักยภาพแหล่งพลังงานถ่านหินลิกไนต์ (Lignite) พบในเขตอำเภอสะเดา มีพื้นที่ประมาณ 12 ตารางกิโลเมตร
  2. ก๊าซธรรมชาติในทะเล : ทะเลในอ่าวไทยประมาณเส้นรุ้งที่ 7- 10 องศาเหนือ และประมาณเส้นแวงที่ 100 -102 องศาตะวันออก เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพแหล่งก๊าซธรรมชาติ (Natural Gas) ทั้งที่ขุดเจาะนำมาใช้และยังไม่ได้ขุดเจาะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณในทะเลใกล้ฝั่งของคาบสมุทรสทิงพระ มีแหล่งก๊าซธรรมชาติ 2 แหล่งได้แก่ "แอ่งสงขลา" และ"แอ่งบัวบาน" ในขณะที่พื้นที่ในทะเลใกล้ฝั่งของจังหวัดสงขลา มีแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่คือ "แอ่ง JDA" ที่กำลังจะขุดเจาะนำมาใช้ภายใต้การลงทุนร่วมของไทย-มาเลเซีย

1.8 ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต

  1. สัตว์น้ำในคลองอู่ตะเภา

    สัตว์หน้าดิน 52 ชนิด ปลา 62 ชนิด กุ้ง 9 ชนิด ปู 2 ชนิด กั้งตั๊กแตน 1 ชนิด หอยน้ำจืด 1 ชนิด (สนิท และคณะ, 2536) ปูน้ำจืด 2 วงศ์ 4 สกุล โดยปู 4 ชนิดวางไข่ตลอดปี และวางไข่มากที่สุดในเดือนมีนาคม (ยุพิน, 2544) สัตว์เหล่านี้มีโลหะปนเปื้อนในระดับสูงกว่าในคลองพะวง (สนิท และคณะ, 2536)

    นาวี (2540) และ อรรถสิทธิ์ (2540) ได้ศึกษาความหลากหลายของพรรณปลาน้ำจืดในลุ่มน้ำคลองลํา คลองสะเดา คลองอู่ตะเภา และคลองวาด ในลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาพบปลาน้ำจืดทั้งหมด 57 และ 61 ชนิดตามลําดับ และนงลักษณ์ (2545) ได้ศึกษาเพิ่มเติมในลุ่มน้ำคลองรัตภูมิ พบปลาน้ำจืดทั้งหมด 51 ชนิด จากการศึกษาทั้งหมดนี้พบว่าปลาในวงศ์ปลาตะเพียน (Cyprinidae) เป็นพรรณปลาที่มีความหลากหลายมากที่สุดคิดเป็น 34-42% ของพรรณปลาน้ำจืดทั้งหมดที่สํารวจพบ

    ความหลากหลายทางชีวภาพในอนาคต จากการสอบถามชุมชนที่อาศัยอยู่บริเวณลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา ทําให้ทราบว่ามีปลาบางชนิดที่ได้หายไปจากลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาแล้ว เช่น ปลาเค้าดํา (Wallago leerii) (Bleeker, 1851) ปลาพรมหัวเหม็น Osteochilus melanopleura (Bleeker, 1852) เป็นต้น

  2. สาหร่ายน้ำจืด

    ในคลองขุด ซึ่งเป็นแหล่งรองรับน้ำทิ้งจากโรงบำบัดน้ำเสียรวมหาดใหญ่ มีพืชน้ำ 14 วงศ์ 25 ชนิด (นิติญา, 2540) ส่วนสาหร่ายน้ำจืดจากแหล่งน้ำอื่นๆ ในเขตอำเภอหาดใหญ่ อำเภอสะเดา และอำเภอเมือง จังหวัดสงขลามีทั้งหมด 6 กลุ่ม 32 สกุล ไดอะตอม 7 สกุล สาหร่ายสีเขียว 14 สกุล ยูกลีนอยด์ 4 สกุล สาหร่ายสีน้ำตาลทอง 2 สกุล และไดโนแฟลหเจลเลต 1 สกุล สาหร่ายสกุลที่พบมากคือ Trachelomonas, Oscillatoria, Botryococcus, Coelastrum และ Microcystis (พิมพรรณ, 2528)

  3. แบคทีเรีย

    น้ำในคลองอู่ตะเภามีค่า M.P.N. (Most Probable Number) ที่วัดแทบทุกจุดสูงกว่า 2,400 โคโลนีต่อมิลลิลิตร หมายความว่าน้ำในคลองมีความสกปรกมาก โดยมีความสกปรกเช่นนี้มาตลอดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2506 จนถึง ปี พ.ศ. 2525 ก็ยังสกปรกอยู่ จึงประเมินได้ว่า น้ำคลองถูกปนเปื้อนโดยอุจจาระคน เนื่องจากมีค่า M.P.N. สูงเกิน 10 โคโลนีต่อ 100 มิลลิลิตร (ณรงค์ และ กรรณิการ์, 2525) เมื่ออิงตามปริมาณโคลิฟอร์ม น้ำคลองอู่ตะเภาจัดอยู่ในประเภท 4 หากต้องการนำน้ำคลองมาบริโภค ต้องต้มหรือกรองก่อน (นิตยา, 2539) เพื่อป้องกันโรคระบาดที่เกิดจากน้ำเป็นสื่อ

    ในปี พ.ศ. 2544 มีรายงานว่า เด็กส่วนใหญ่ โดยเฉพาะเด็กทารกอายุต่ำกว่า 1 ปี ติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ โดยร้อยละ 80.7 มี E. coli เป็น causative organism (Jirawatanaworakul et al., 1998)

1.9 ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ

ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำฯ มีครบทุกประเภท ตั้งแต่ลุ่มน้ำชั้น 1 ถึง ชั้น 5 แต่ส่วนใหญ่จะเป็นที่ราบ (ลุ่มน้ำชั้น 5) ครอบคลุมพื้นที่ 1,127 ตร.กม. หรือ 47% ของพื้นที่ลุ่มน้ำฯ ทั้งหมด

1.10 พื้นที่ลุ่มน้ำ, อุทกวิทยาและทรัพยากรแหล่งน้ำ

แหล่งน้ำผิวดินของลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา
  • คลองอู่ตะเภา : ต้นกำเนิดจากเทือกเขาบรรทัดและเทือกเขาสันกาลาคีรี ระบบลำน้ำไหลผ่านอำเภอรัตภูมิ,อำเภอคลองหอยโข่ง,อำเภอบางกล่ำ, อำเภอหาดใหญ่, อำเภอสะเดา, และอำเภอเมืองสงขลา สงสู่ทะเลสาบสงขลาตอนใต้ มีความยาวประมาณ 68 กิโลเมตร โดยมีคลองชัน, คลองสะเดา,คลองลำ, คลองลำน้อย, คลองลำใหญ่, คลองตง, คลองจำไหร, คลองบอม, คลองหลา,คลองหวะและคลองโตนงาช้างเป็นแหล่งลำน้ำสาขาหลัก
  • แหล่งน้ำใต้ดิน แหล่งน้ำใต้ดินของพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาที่พบเป็น (1)แหล่งน้ำใต้ดินในรูพรุนของหิน(Groundwater in Pourous Rocks) (2)แหล่งน้ำใต้ดินในบริเวณรอยต่อของหินแข็ง(GroundWater in Jointed Massive Rocks ) และ(3)แหล่งน้ำใต้ดินเฉพาะแห่ง(Local Groundwater)
  • แหล่งน้ำใต้ดินในรูพรุนของหิน
    1. แหล่งน้ำใต้ดินที่มีน้ำมากและพบกระจายทั่วไป ที่พบได้แก่ แหล่งน้ำเจ้าพระยายุคควอเวอร์นารีประกอบไปด้วยชั้นหินกรวดมน ทราย และชั้นดินเหนียวที่เกิดจากตะกอนน้ำที่พัดพามาทับถมกันในพื้นที่ราบลุ่มและอาจจะพบชั้นน้ำใต้ดินอย่างน้อย 2 ชั้น แหล่งน้ำที่พบนี้ละลึกไม่ต่ำกว่า 500 ฟุต ปริมาณน้ำมากกว่า 500 แกลอนต่อนาที คุณภาพน้ำโดยทั่วไปดี ยกเว้นบริเวณที่อยู่ใกล้ทะเล น้ำค่อนข้างเค็มและมีเหล็กปนอยู่สูง ได้แก่บริเวณลำน้ำของคลองอู่ตะเภาและและบริเวณที่ราบของอำเภอระโนด
    2. แหล่งน้ำใต้ดินที่มีน้ำน้อยและพบกระจายอยู่ทั่วไป ที่พบได้แก่ แหล่งน้ำใต้ดินเจ้าพระยายุคควอเทอร์นารี ซึ่งประกอบด้วยชั้นบาง ๆ ของชั้นหินกรวดมน และชั้นดินเหนียวตามแนวแคบ ๆ ของที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึง ถัดจากบริเวณแหล่งน้ำใต้ดินที่มีน้ำมากออกไป จากบริเวณที่ราบคลองอู่ตะเภา ที่ราบอำเภอกระแสสินธุ์ และบริเวณที่ราบตอนเหนือของอำเภอระโนด ชั้นน้ำใต้ดินนี้สามารถพบได้ในระดับไม่เกิน 200 ฟุต โดยทั่วไปมีปริมาณน้ำระหว่าง 100 - 500 แกลลอนต่อนาที และมีคุณภาพน้ำค่อนข้างดี
    3. แหล่งน้ำใต้ดินที่มีน้ำน้อยและพบเฉพาะแห่ง แหล่งน้ำใต้ดินเจ้าพระยาควอเทอร์นารี ซึ่งประกอบด้วยชั้นของดินเหนียว ชั้นของดินทราย และชั้นหินกรวดมน พบเป็นบริเวณกว้างทางตอนบนและทางด้านตะวันตกของทะเลหลวงของจังหวัดพัทลุง นอกจากนั้นยังพบทางตอนใต้ของอำเภอสทิงพระทางตะวันตกของอำเภอหาดใหญ่ ทางตอนเหนือของอำเภอควนเนียง และทางตอนเหนือของอำเภอสะเดาชั้นน้ำใต้ดินนี้พบได้ในระยะไม่เกิน 200 ฟุต มีปริมาณ 20- 100 แกลลอนต่อนาที
    4. แหล่งน้ำใต้ดินคอลลูเวียล ที่เกิดจากการทับถมกันของหินผุพังจากภูเขา เช่น หินแกรนิต ฯลฯ แล้วสะสมกันอยู่ในเชิงเขาไม่เป็นระเบียบ โดยทั่วไปชั้นน้ำใต้ดินนี้ พบได้ในระยะไม่เกิน 300 ฟุต ปริมาณน้ำที่พบมีน้อยกว่า 50 แกลลอนต่อนาที โดยทั่วไปคุณภาพน้ำดี แต่มีบางบริเวณที่มีเหล็กปนอยู่สูง พบบริเวณต้นคลองอู่ตะเภาติดกับคลองลำของอำเภอสะเดา
  • แหล่งน้ำใต้ดินบริเวณรอยต่อของหินแข็ง แหล่งน้ำใต้ดินที่เกิดจากการทับถมของตะกอนน้ำทะเลยุคไตรแอสสิก : ซึ่งเป็นชั้นน้ำใต้ดินที่ประกอบไปด้วย ชั้นดินดานของตะกอนน้ำทะเล กับชั้นดินบาง ๆ ของชั้นดินทรายทับอยู่บนหินกรวดมน โดยทั่วไปพบว่ามีปริมาณน้ำประมาณ 30 แกลลอนต่อนาที และมีคุณภาพน้ำดี พบมากบริเวณพื้นที่ตะวันออกของอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา แหล่งน้ำใต้ดินที่เกิดจากชั้นหินแปรของหินตะกอน ยุคเพอร์เมียนถึงโบนิเพอร์รัส : ซึ่งประกอบไปด้วย หินกลุ่มราชบุรีและแก่งกระจาน ส่วนใหญ่เป็นหินทรายที่มีควอร์ตและเฟลสปาร์สูง หรือหินแปรของหินดินดานและหินเกรเวค จะพบชั้นของน้ำใต้ดินบริเวณรอยแตกและรอยต่อของชั้นหิน ซึ่งมีความลึกไม่แน่นอน โดยทั่วไปพบว่ามีปริมาณน้ำประมาณ 30 - 50 แกลลอนต่อนาที่ปละมีคุณภาพน้ำดี พบมากทางตะวันตกและตอนใต้ของทะเลสาบสงขลา ตั้งแต่อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง ถึงอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา

1.11 เขตการปกครองและประชากร

ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาครอบคลุม 7 อำเภอ ประกอบไปด้วย 35 ตำบล 252 หมู่บ้าน โดยมีเทศบาล 7 เทศบาล คือ เทศบาลนครหาดใหญ่ เทศบาลเมืองบ้านพรุ เทศบาลตำบลสะเดา เทศบาลตำบลปาดังเบซาร์ เทศบาลตำบลพังลา เทศบาลตำบลพะตง และเทศบาลตำบลปริก ประชากร ในปี พ.ศ. 2545 มีประมาณ 324,450 คน

ประชากร
  • ประชากรรวมและการเปลี่ยนแปลงของประชากรในอดีตและปัจจุบัน
    เขตจังหวัดสงขลามีประชากรรวม 997,460 คน(2545) เป็นประชากรชาย จำนวน 487,496 คน และประชากรหญิง จำนวน 509,964 คน,มีอัตรส่วนระหว่างเพศ 95.59,มีจำนวนบ้านรวมทั้งสิ้น 256,183 หลังคาเรือน, มีขนาดของครัวเรือนเฉลี่ย 3.92 คนต่อหลังคาเรือน และมีความหนาแน่นของประชากรเฉลี่ย 234 คนต่อตารางกิโลเมตร

  • สรุปการกระจายตัวของประชากรในเขตลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาในปัจจุบัน
    - อำเภอที่มีประชากรตั้งแต่ 100,000 คนขึ้นไป ประกอบด้วย
    อำเภอหาดใหญ่มีประชากรรวม332,547คน
    อำเภอเมืองสงขลามีประชากรรวม163,052คน
    อำเภอสะเดามีประชากรรวม111,671คน
    - อำเภอที่มีประชากรตั้งแต่ 100,000 คนลงมา ประกอบด้วย
    อำเภอรัตภูมิมีประชากรรวม66,628คน
    อำเภอบางกล่ำ มีประชากรรวม26,253คน
    อำเภอคลองหอยโข่งมีประชากรรวม22,431คน
    อำเภอนาหม่อมมีประชากรรวม20,499คน
    - การกระจายตัวของประชากรในชุมชนเมือง ไล่เรียงตามลำดับดังนี้
    อำเภอหาดใหญ่ประชากรในเขตชุมชนเมืองรวม181,986คน
    อำเภอเมืองสงขลาประชากรในเขตชุมชนเมืองรวม82,156คน
    อำเภอสะเดาประชากรในเขตชุมชนเมืองรวม50,054คน
    อำเภอรัตภูมิประชากรในเขตชุมชนเมืองรวม7,314คน
    - การกระจายตัวของประชากรในเขตชนบท ไล่เรียงตามลำดับได้ดังนี้
    อำเภอหาดใหญ่ประชากรในเขตชนบทรวม150,561คน
    อำเภอเมืองสงขลาประชากรในเขตชนบทรวม80,896คน
    อำเภอสะเดาประชากรในเขตชนบทรวม61,617คน
    อำเภอรัตภูมิประชากรในเขตชนบทรวม59,314คน
    อำเภอบางกล่ำประชากรในเขตชนบทรวม26,253คน
    อำเภอคลองหอยโข่งประชากรในเขตชนบทรวม22,431คน
    อำเภอนาหม่อมประชากรในเขตชนบทรวม20,499คน

  • ตารางที่ 6 ภาพรวมของประชากรของพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาและพื้นที่ใกล้เคียงที่ต่อเนื่องในปัจจุบัน
    อำเภอ พื้นที่ (ตร.กม.) ประชากรในปี พ.ศ. 2545 จำนวนบ้าน (หลังคาเรือน) ขนาดของครัวเรือน (หลังคาเรือน) ความหนาแน่น (คน/ตร.กม.)
    ประชากรชาย ประชากรหญิง ประชากรรวม
    อำเภอเมืองสงขลา 171.880 78,645 84,407 163,052 46,781 3.5 949
    อำเภอรัตภูมิ 665.000 32,952 33,676 66,628 16,657 4.0 100
    อำเภอบางกล่ำ 162.000 13,041 13,212 26,253 6,992 3.8 162
    อำเภอหาดใหญ่ 875.540 160,340 172,207 332,547 101,652 3.3 380
    อำเภอนาหม่อม 92.500 10,033 10,466 20,499 5,715 3.6 222
    อำเภอคลองหอยโข่ง 275.200 11,347 11,084 22,431 5,566 4.0 81
    อำเภอสะเดา 1,029.000 55,934 55,737 111,671 12,907 8.7 109

  • ตารางที่ 7 รายละเอียดโครงสร้างประชากรของจังหวัดสงขลา
    ช่วงอายุ (ปี) จังหวัดสงขลา
    ประชากรชาย ประชากรหญิง ประชากรรวม
    0-449,70046,72896,428
    5-954,31551,283105,598
    10-1452,95750,200103,157
    15-1956,18554,651110,836
    20-2457,54558,731116,276
    25-2953,74856,001109,749
    30-3452,19555,016107,211
    35-3947,76551,94499,709
    40-4442,07746,09688,173
    45-4933,80337,56071,363
    50-5427,41130,01657,427
    55-5918,80920,96539,774
    60-6418,02419,49537,519
    65-6914,23216,79331,025
    70-7410,54712,74223,289
    75-796,3898,15414,543
    80-843,3074,5747,881
    85-891,6792,5364,212
    90-946951,1071,802
    95-99371592963
    >1004396981,137

    หมายเหตุ : จังหวัดสงขลาโดยภาพรวมของจังหวัด มีประชากรรวมทั้งสิ้น 1227072 คน มีประชากรวัยพึ่งพิงอายุ 0 - 14 ปี จำนวน 304,183 คน คิดเป็นสัดส่วนประชากร 24.85 และคิดเป็นอัตราพึ่งพิง 38.00 ประชากรวัยแรงงานอายุ 15 - 60 ปี จำนวน 800,518 คน คิดเป็นวัดส่วนประชากร 65.19 และประชากรวัยพึ่งพิงอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 122,371 คน คิดเป็นสัดส่วนประชากร 9.96 และคิดเป็นอัตราพึ่งพิง 15.29 โดยภาพรวมโครงสร้างของประชากรมีประชากรวัยพึ่งพิงช่วงอายุ 0 -14 ปี และอายุ 60 ปีขึ้นไป รวมทั้งสิ้น 426,554 คน คิดเป็นสัดส่วนประชากร 34.73 และคิดเป็นอัตราพึ่งพิง 53.29

  • ตารางที่ 8 โครงสร้างประชากรของจังหวัดสงขลา
    จังหวัดและโครงสร้างอายุของประชากร จำนวนประชากรรวม สัดส่วนประชากร (%) อัตราพึ่งพิง (%)
    จังหวัดสงขลา 1,227,072    
    ประชากรวัยพึ่งพิงอายุ 0 -14 ปี 304,183 24.85 38.00
    ประชากรวัยแรงงาน 15 - 60 ปี 800,518 65.19 0.00
    ประชากรวัยพึ่งพิงอายุ 60 ขึ้นไป 122,371 9.96 15.29
    ประชากรวัยพึ่งพิงอายุ 0 -14 ปี และ 60 ปีขึ้นไป 426,554 34.73 53.29

1.12 ระบบชุมชนและระบบเมือง

  • การตั้งถิ่นฐานของชุมชนในปัจจุบัน

    การตั้งถิ่นฐานของชุมชนในพื้นที่ทะเลสาบสงขลาและพื้นที่ใกล้เคียงที่ต่อเนื่องในปัจจุบันมี 2 รูปแบบ คือ การตั้งถิ่นฐานของชุมชนเมือง และ 2.การตั้งถิ่นฐานของชุมชนชนบท สรุปการตั้งถิ่นฐานของชุมชนในแต่ละรูปแบบได้ดังนี้

    1. ระบบชุมชนเมือง : โดยภาพรวมของพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา และพื้นที่ใกล้เคียงที่ต่อเนื่อง ระบบชุมชนเมืองที่เป็นเทศบาลตำบล เทศบาลเมือง และเทศบาลนคร รวมทั้งสิ้น 30 ชุมชนเมือง มีพื้นที่ชุมชนเมืองรวม 270.636 ตารางกิโลเมตร มีประชากรในเขตเมือง จำนวน 476,745 คน และมีความหนาแน่นของประชากรเมือง 1,762 คนต่อตารางกิโลเมตร จำแนกระบบชุมชนเมืองในแต่ละจังหวัดได้ดังนี้

      จังหวัดสงขลา : โดยภาพรวมของจังหวัดสงขลา มีระบบชุมชนเมืองรวมทั้งสิ้น 15 ชุมชนเมือง มีพื้นที่ชุมชนเมืองรวม 182.486 ตารางกิโลเมตร มีประชากรในเขตเมืองจำนวน 374,188 คน และมีความหนาแน่นของประชากรเมือง 2,051 คนต่อตารางกิโลเมตร

    2. ระบบชุมชน : โดยภาพรวมของลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาและพื้นที่ใกล้เคียงที่ต่อเนื่อง มีระบบบชุมชนชนบทที่เป็นศูนย์กลางชุมชนชนบทในระบบตำบล รวมทั้งสิ้น 156 ชุมชนชนบท และมีประชากรในเขตการปกครองและการให้บริการ รวมทั้งสิ้น 1,064,095 คน จำแนกระบบชุมชนในแต่ละได้ดังนี้

      จังหวัดสงขลา : โดยภาพรวมของจังหวัดสงขลา มีระบบชุมชนชนบท รวมทั้งสิ้น 70 ชุมชนชนบท ชุมชนชนบท และมีประชากรในเขตการปกครองและการให้บริการ รวมทั้งสิ้น 477,076 คน

  • ตารางที่ 9 สรุประบบชุมชนเมืองของพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา
    จังหวัด อำเภอ - กิ่งอำเภอ ชุมชนเมือง ขนาดของชุมชนเมือง
    พื้นที่ (ตร.กม.) ประชากรรวม ความหนาแน่นของประชากร (คน/ตารางกิโลเมตร)
    จังหวัดสงขลา 182.486 374,188 2,051
    - อำเภอเมืองสงขลา เทศบาลนครสงขลา 9.270 82,156 8,863
    - อำเภอรัตภูมิ เทศบาลตำบลกำแพงเพชร 4.800 4,650 969
    - อำเภอหาดใหญ่ เทศบาลตำบลนาสีทอง 8.000 2,664 333
    เทศบาลนครหาดใหญ่ 21.00 157,316 7,491
    เทศบาลตำบลบ้านพรุ 17.970 17,492 9,730
    - อำเภอสะเดา เทศบาลตำบลพะตง 0.68 7,178 10,556
    เทศบาลตำบลพังลา 5.300 7,917 1,494
    เทศบาลตำบลปริก 4.800 5,799 1,208
    เทศบาลตำบลสะเดา 47.000 17,843 380
    เทศบาลตำบลปาดังเบซาร์ 11.220 11,317 1,009
  • ตารางที่ 10 สรุประบบชุมชนชนบท ในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา และพื้นที่ใกล้เคียงที่ต่อเนื่อง
    จังหวัด - อำเภอ ชุมชนชนบท ประชากรรวม ในเขตการปกครอง (คน)
    จังหวัดสงขลา 70 ชุมชนเมือง 477,076
    อำเภอเมืองสงขลา - ชุมชนชนบทตำบลเกาะแต้ว
    - ชุมชนชนบทตำบลพะวง
    - ชุมชนชนบทตำบลทุ่งหวัง
    - ชุมชนชนบทตำบลเกาะยอ
    9,950
    20,193
    10,181
    4,217
    อำเภอรัตภูมิ - ชุมชนชนบทตำบลท่าชะมวง
    - ชุมชนชนบทตำบลคูหาใต้
    - ชุมชนชนบทตำบลควนรู
    - ชุมชนชนบทตำบลเขาพระ
    15,222
    11,460
    6,163
    12,096
    อำเภอบางกล่ำ - ชุมชนชนบทตำบลบางกล่ำ
    - ชุมชนชนบทตำบลท่าช้าง
    - ชุมชนชนบทตำบลแม่ทอม
    - ชุมชนชนบทตำบลบ้านหาร
    3,703
    16,957
    2,242
    3,351
    อำเภอหาดใหญ่ - ชุมชนชนบทตำบลควนลัง
    - ชุมชนชนบทตำบลคูเต่า
    - ชุมชนชนบทตำบลคลองแห
    - ชุมชนชนบทตำบลคลองอู่ตะเภา
    - ชุมชนชนบทตำบลฉลุง
    - ชุมชนชนบทตำบลทุ่งใหญ่
    - ขุมชนชนบทตำบลทุ่งตำเสา
    - ชุมชนชนบทตำบลท่าข้าม
    - ชุมชนชนบทตำบลน้ำน้อย
    31,760
    10,178
    21,011
    2,183
    6,172
    4,276
    14,129
    7,606
    12,290
    อำเภอนาหม่อม - ชุมชนชนบทตำบลนาหม่อม
    - ชุมชนชนบทตำบลพิจิตร
    - ชุชนชนบทตำบลทุ่งขมิ้น
    - ชุมชนชนบทตำบลคลองหรัง
    - ชุมชนชนบทตำบลคลองหอยโข่ง
    7,479
    4,256
    4,876
    3,886
    5,336
    อำเภอคลองหอยโข่ง - ชุมชนชนบทตำบลทุ่งลาน
    - ชุมชนชนบทตำบลโคกม่วง
    - ชุมชนชนบทตำบทตำบลคลองหลา
    - ชุมชนชนบทตำบลสำนักแต้ว
    5,837
    6,813
    4,445
    10,723
    อำเภอสะเดา - ชุมชนชนบทตำบลสำนักแต้ว
    - ชุมชนชนบทตำบลทุ่งหมอ
    - ชุมชนชนบทตำบลท่าโพธิ์
    - ชุมชนชนบทตำบลสำนักขาม
    - ชุมชนชนบทตำบลเขามีเกียรติ
    10,723
    6,845
    6,171
    7,901
    4,640

  • ตารางที่ 11 สรุปการจัดลำดับศักย์ของขนาด และการกระจายตัวของชุมชนเมือง ของพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา และพื้นที่ใกล้เคียงที่ต่อเนื่อง
    การจัดลำดับศักย์ของของขนาดของประชาการของชุมชนเมือง
    ชุมชนเมืองที่มีขนาดประชากรต่ำกว่า 5,000 คน ชุมชนเมืองที่มีขนาดประชาการ 5,000 - 10,000 คน ชุมชนเมืองที่มีขนาดประชากร 10,000 - 20,000 คน ชุมชนเมืองที่มีขนาดประชาการ 5,000 คนขึ้นไป
    เทศบาลตำบลแพงเพชร เทศบาลตำบลพะตง เทศบาลตำบลบ้านพรุ เทศบาลนครสงขลา
    เทศบาลตำบลนาสีทอง เทศบาลตำบลพังลา
    เทศบาลตำบลปริก
    เทศบาลตำบลสะเดา เทศบาลนครหาดใหญ่

1.13 การคมนาคมและการขนส่งทางบก

โครงข่ายระบบการคมนาคมและขนส่งโดยระบบทางหลวงแผ่นดิน :

มีโครงข่ายระบบทางหลวงแผ่นดินที่เชื่อมโยงระหว่างประเทศ, จังหวัดและอำเภอ ในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาและพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อขนส่งผู้โดยสารและขนส่งสินค้า ประกอบด้วย

  • ทางหลวงแผ่นดินประกอบด้วย
    • ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 : เป็นทางหลวงแผ่นดินชนิดทางคู่ เชื่อมโยงจังหวัดพัทลุงและจังหวัดตรัง ทอดผ่านเขตอำเภอของจังหวัดสงขลา ไปสิ้นสุดที่อำเภอสะเดาชายแดนไทยและมาเลเซีย
    • ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 43 : เป็นทางหลวงแผ่นดินชนิดทางคู่ ที่เชื่อมโยงอำเภอหาดใหญ่บริเวณจุดตัดกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 ผ่านอำเภอนาหม่อม อำเภอจะนะ และลัดเลาะไปตามชายฝั่งทะเลเข้าสู่จังหวัดปัตตานี
    • ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 406 : เป็นทางหลวงแผ่นดินชนิดทางคู่ เชื่อมโยงอำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา กับจังหวัดสตูลและไปสิ้นสุดที่อำเภอเมือง จังหวัดสตูล
    • ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 407 : เป็นทางหลวงแผ่นดินชนิดทางคู่ เชื่อมโยงระหว่างอำเภอหาดใหญ่และอำเภอเมืองสงขลา
    • ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 414 : เป็นทางหลวงแผ่นดินชนิดทางคู่ เชื่อมโยงอำเภอหาดใหญ่อำเภอเมืองสงขลา โดยมีจุดบรรจบกับทางหลวงแผ่นดินหมาย 407 และหมายเลข 408 เพื่อเชื่อมโยงกับอำเภอต่าง ๆ ของจังหวัดสงขลาและจังหวัดนครศรีธรรมราชในพื้นที่ชายฝั่งทะเล
  • ทางหลวงแผ่นดินสายจังหวัด : ที่เป็นทางหลวงแผ่นดิน 2 ช่องจราจร ที่เชื่อมโยงภายในจังหวัดและจังหวัดใกล้เคียง ประกอบด้วย
    • ทางหลวงแผ่นดินสายจังหวัดสงขลา : ที่เชื่อมโยงอำเภอต่าง ๆ ของจังหวัดสงขลาและอำเภอต่าง ๆ ของจังหวัดใกล้เคียง ได้แก่ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 4054, 4145, 4181, และ 4196 เป็นต้น

1.14 การคมนาคมและการขนส่งทางบก

การคมนาคมและการขนส่งทางน้ำของพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาและพื้นที่ใกล้เคียงที่ต่อเนื่องที่ในอดีตเคยมีการคมนาคมและการขนส่งทางน้ำระหว่างชุมชนต่าง ๆ โดยรอบลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา จนกระทั่งการพัฒนาระบบทางหลวงแผ่นดินและคมนาคมและการขนส่งทางบกเข้ามาแทนที่ บทบาทการคมนาคมและขนส่งทางน้ำในคลองอู่ตะเภาได้ลดบทบาทลง

ในขณะที่การคมนาคมและการขนส่งทางทะเล โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าทางทะเลเข้ามามีบทบาทแทนที่ โดยมีท่าเรือน้ำลึกสงขลา ที่ตั้งอยู่ใกล้บริเวณปากน้ำทะเลสาบสงขลา ในเขตอำเภอสิงหนครที่มีท่าเทียบเรือ 3 ท่า เป็นท่าเทียบเรือสินค้าทั่วไป 2 ท่า มีความยาว 180 เมตร และ 175 เมตร และท่าเทียบเรือสินค้าเขากอง 1 ท่า มีความยาว 155 เมตร สามารถรองรับเรือที่กินน้ำลึกไม่เกิน 8 เมตร และขนาดเรือ 9,000 - 12,000 เคทเอทตัน (DWT) เข้าเทียบได้ โดยมีขีดความสามารถในการขนถ่ายสินค้าได้ 1,100,000 ตันต่อปี ความสามารถในการรับสินค้าเข้าโกดัง 1,600 ตันต่อวัน เรือเข้าออกส่วนใหญ่เป็นเรือสินค้าทั่วไป เรือบรรทุกตู้สินค้าและเรือห้องเย็น สัญชาติต่าง ๆ ในทวีปเอเชียและอเมริกาใต้

ปัจจุบันท่าเรือน้ำลึกทะเลสาบสงขลาต้องประสบปัญหาหลักของความลึกของร่องน้ำที่มีการติ่นเขิน ระดับน้ำลึกเพียง 7 เมตรเท่านั้น และสามารถรองรับเรือสินค้าขนาดเล็กไม่เกิน 9,000 เคทเอทตันเท่านั้น ประกอบกับปัจจุบันท่าเรือน้ำลึกสงขลายังไม่มีบริษัทเดินเรือใหญ่ หรือสายการเดินเรือตรงเข้าเทียบท่ายังจำเป็นต้องส่งเรือเล็ก เพื่อไปขนถ่ายสินค้าที่ท่าเรือสิงคโปร์ นอกจากนี้ท่าเรือน้ำลึกสงขลายังต้องแข่งขันกับท่าเรือน้ำลึกของประเทศมาเลเซีย ที่ท่าเรือน้ำลึกปีนังและท่าเรือน้ำลึกพอร์ตคลัง ทั้งการแข่งขันทางด้านการบริการและด้านราคาในการขนส่งสินค้า

นอกจากนี้บริเวณปากน้ำทะเลสาบสงขลายังมีท่าเทียบเรือประมงขนาดใหญ่ ความยาว 340 เมตร สำหรับเข้าเทียบท่าของประมงขนาดใหญ่ และท่าเทียบเรือประมงขนาดเล็กความยาว 275 เมตร อีกทั้งยังมีท่าเทียบเรือของกองทัพเรือบริเวณหน้าสถานีทหารเรือสงขลา เพื่อใช้เทียบท่าของแหล่งเรือทางยุทธศาสตร์และส่งกำลังบำรุง

1.15 การคมนาคมและการขนส่งทางอากาศ

พื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาและพื้นที่ใกล้เคียงที่ต่อเนื่อง มีสนามบินนานาชาติหาดใหญ่เป็นคูนย์กลางการคมนาคมและการขนส่งทางอากาศ ของภาคใต้ตอนล่าง ที่เชื่อมโยงการบินภายในประเทศกับสนามบินนานาชาติดอนเมือง สนามบินนานาชาติภูเก็ต สนามบินสุราษฎร์ธานี สนามบินตรัง สนามบินปัตตานี และสนามบินนราธิวาส และเชื่อมโยงเส้นทางการบินระหว่างประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์และเที่ยวบินพิเศษเหมาลำเพื่อการท่องเที่ยวกับกลุ่มประเทศในภูมิภาค โดยในช่วงปีที่ผ่านมาสนามบินนานาชาติหาดใหญ่สามารถรองรับเที่ยวบินได้รวมทั้งสิ้น 10,430 เที่ยวบิน จำแนกเป็นเที่ยวบินภายในประเทศจำนวน 4,675 เที่ยวบิน และเที่ยวบินระหว่างประเทศจำนวน 5,755 เที่ยวบิน มีจำนวนผู้โดยสารที่เข้า,ออกและผ่านรวมทั้งสิ้น 815,993 คน จำแนกเป็นผู้โดยสารภายในประเทศที่เข้า,ออกและผ่านจำนวน 664,593 คน และผู้โดยสารระหว่างประเทศที่เข้า,ออกและผ่าน จำนวน 151,400 คน

การขนถ่ายสินค้าทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ รวมทั้งสิ้น 16,779 ตัน เป็นการขนถ่ายสินค้าเข้าและออกภายในประเทศ จำนวน 13,250 ตัน และการขนถ่ายสินค้าเข้า,ออก

และผ่านระหว่าง จำนวน 3,529 ตัน ในส่วนของการขนส่งไปรษณีย์ภัณฑ์มียอดรวมเข้า,ออก และผ่านรวมทั้งสิ้น 530 ตัน ส่วนใหญ่เป็นการขนถ่ายไปรษณียภัณฑ์ภายในประเทศ จำนวน 522 ตัน และการขนถ่ายไปรษณีย์ระหว่างประเทศ จำนวน 8 ตัน

1.16 โครงสร้างพื้นฐานและบริการทางสังคม

การบริการด้านพลังงานไฟฟ้า

โดยภาพรวมของพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาและพื้นที่ใกล้เคียงที่ต่อเนื่อง อยู่ในเขตการให้บริการด้านพลังงานไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จากแหล่งผลิตของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ทั้งจากโรงไฟฟ้าผลิตกระแสไฟฟ้าพลังความร้อนและพลังน้ำ โดยมีระบบสายส่งไฟฟ้าทั้งแบบ 115 กิโลโวลต์ และ 230 กิโลโวลต์ ให้บริการกระแสไฟฟ้าทั้งในเขตชุมชนเมืองและในเขตชนบท โดยมีผู้ใช้ไฟฟ้ารวมทั้งสิ้น 404,015 ราย จำหน่ายกระแสไฟฟ้ารวมทั้งสิ้น 1,898.20 ล้านกิโลวัตต์ต่อชั่วโมง จำแนกเป็นการจำหน่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่ส่วนที่อยู่อาศัย, สถานประกอบการธุรกิจและอุตสาหกรรม, สถานที่ราชการและสาธารณสุข และอื่น ๆ จำนวน 532.61, 1,263.56, 84.73 และ 17.29 ล้านกิโลวัตต์ต่อชั่วโมง ตามลำดับ

จังหวัดสงขลาโดยภาพรวมมีผู้ใช้ไฟฟ้าสูงสุด จำนวน 228,345 ราย คิดเป็นร้อยละ 56.52 ของผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งหมด จำหน่ายกระแสไฟฟ้ารวมทั้งสิ้น 1608.10 ล้านกิโลวัตต์ต่อชั่วโมง ส่วนใหญ่ ส่วนใหญ่ใช้ไฟฟ้าสำหรับสถานประกอบการธุรกิจและอุตสาหกรรม จำนวน 1,187.94 ล้านกิโลวัตต์ต่อชั่วโมง คิดเป็นร้อยละ 73.87 ของผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งหมดของจังหวัดสงขลา โดยอำเภอหาดใหญ่, อำเภอสะเดาและอำเภอเมืองสงขลา มีผู้ใช้ไฟฟ้าสำหรับสถานประกอบการธุรกิจและอุตสาหกรรมอยู่ในระดับสูง จำนวน 503.18, 303.70 และ 183.33 ล้านกิโลวัตต์ต่อชั่วโมง ตามลำดับ

1.17 ระบบคมนาคมและการสื่อสาร

โทรศัพท์

การให้บริการโทรศัพท์ของกลุ่มจังหวัดในพื้นที่และลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาและพื้นที่ใกล้เคียงที่ต่อเนื่อง อยู่ในความรับผิดชอบขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยและของบริษัทสัมปทาน จำนวน 130,266 หมายเลขและ 110,965 เลขหมายตามลำดับรวมทั้งสิ้น 241,291 เลขหมาย และมีจำนวนเลขหมายที่มีผู้เช่าทุกประเภท รวมทั้งสิ้น 201,357 เลขหมาย คิดเป็นร้อยละ 83.48 ของจำนวนเลขหมายทั้งหมด

จังหวัดสงขลามีจำนวนเลขหมายรวมทั้งสิ้น 134,038 เลขหมาย และมีจำนวนเลขหมายที่มีผู้เช่าทุกประเภทจำนวน 113,291 เลขหมาย คิดเป็นร้อยละ 84.48 ของจำนวนเลขหมายทั้งหมด

ตารางที่ 12 สรุปการให้บริการน้ำอุปโภคบริโภค ของการประปาส่วนภูมิภาค ในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา และพื้นที่ใกล้เคียงที่ต่อเนื่อง

อำเภอ จำนวนผู้ใช้น้ำ (ราย) กำลังการผลิต (ลูกบาศก์เมตร/ชั่วโมง) น้ำที่ผลิตได้ (ลูกบาศก์เมตร/ชั่วโมง) ปริมาณน้ำที่จำหน่าย (ลูกบาศก์เมตร/ชั่วโมง)
อำเภอเมืองสงขลา 22,786 รับน้ำจากหาดใหญ่ 1,278.65 9,245,444
อำเภอสะเดา 5,009 560 223.19 1,487,044
อำเภอหาดใหญ่ 26,843 6,500 1,449.67 9,055,562
รวมทั้งสิ้น 54,638 7,060 2,951.51 19,788,050

ตารางที่ 13 สรุปการให้บริการด้านไปรษณียภัณฑ์, พัสดุไปรษณีย์และโทรเลขในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา

อำเภอ จำนวนที่ทำการไปรษณีย์ ประเภทของการให้บริการ
ไปรณียภัณฑ์ธรรมดา บริการพิเศษ พัสดุไปรษณีย์ โทรเลข
อำเภอเมืองสงขลา 3 4,134,126 478,467 43,667 12,329
อำเภอรัตภูมิ 1 78,068 38,038 1,905 1,145
อำเภอบางกล่ำ 0 0 0 0 0
อำเภอหาดใหญ่ 9 4,635,055 1,258,259 157,867 22,418
อำเภอนาหม่อม 1 142,148 15,860 1,242 585
อำเภอคลองหอยโข่ง 0 0 0 0 0
อำเภอสะเดา 4 285,735 115,440 18,823 2,545

1.18 การให้บริการด้านการศึกษา

จังหวัดสงขลามีโรงเรียนทุกระดับการศึกษารวมทั้งสิ้น 466 โรง ส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนในระดับอนุบาลถึงประถมศึกษา จำนวน 297 โรง รองลงมาเป็นระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนต้น ปละระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย จำนวน 61 โรง และ 41 โรง ตามลำดับ โรงเรียนในระดับการศึกษาต่าง ๆ ดังกล่าว ส่วนใหญ่กระจายตัวอยู่ในเขตอำเภอหาดใหญ่ อำเภอสะเดา และอำเภอเมืองสงขลา ตามลำดับ

ตารางที่ 14 สรุปองค์ประกอบต่าง ๆ ของสถานศึกษาในระดับอาชีวศึกษา และระดับอุดมศึกษา ในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา และพื้นที่ใกล้เคียงที่ต่อเนื่อง

จังหวัดและสถานศึกษา จำนวนสถานศึกษา จำนวนนักศึกษา จำนวนอาจารย์ (คน)
อาจารย์ที่ทำการสอน อาจารย์ที่ไม่ได้ทำการสอน รวม
จังหวัดสงขลา 31 55,867 3,210 182 3,392
กรมอาชีวศึกษา 9 15,464 680 11 691
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน 17 16,219 702 171 873
สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล 1 4,348 206 0 206
สถาบันราชภัฎ 1 4,190 221 0 221
สถาบันอุดมศึกษาเอกชน 1 3,196 72 0 72
สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ 2 12,450 1,329 0 1,329

1.19 อุตสาหกรรม

ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาอยู่พื้นที่ในจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรที่สำคัญ ได้แก่ สัตว์น้ำทะเล ยางพารา ฯลฯ จึงก่อให้เกิดอุตสาหกรรมประเภทต่าง ๆ มากที่สุดในภาคใต้ โดยเป็นอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องจากการเกษตรเกือบทั้งสิ้น และส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหารทะเลบรรจุกระป๋อง อุตสาหกรรมอาหารทะเลแช่แข็งและห้องเย็น อุตสาหกรรมจากยางพาราและผลิตภัณฑ์ยาง (ยางแผ่นรมควัน น้ำยางข้น ยางแท่ง ที ที อาร์ ยางเครฟ และถุงมือยาง) อุตสาหกรรมจากไม้ยางพารา (ผลิตเครื่องเรือนเครื่องใช้และชิ้นส่วนเฟอร์นิเจอร์ ผลิตไม้อัดไม้ประสาน ผลิตปาร์เก้ และผลิตแผ่นปาร์ติเกิลบอร์ดจากไม้ยางพารา) โดยมีตลาดส่งออกที่สำคัญคือ สหรัฐอเมริกา ญีปุ่น และยุโรป (สำนักงานสถิติจังหวัดสงขลา, 2546)

โรงงานอุตสาหกรรม

ในปี พ.ศ. 2519 พบว่าโรงกลั่นสุราทำให้น้ำคลองอู่ตะเภาเน่าเสียมากที่สุด (อนุชิต และทวีศักดิ์, 2519) โรงงานผลิตน้ำแข็งมีสภาพโรงงานไม่ได้มาตรฐาน น้ำแข็งที่ผลิตมีคุณภาพทางเคมี-กายภาพ ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ไม่ควรบริโภค (ศักดา, 2543) ก่อนปี พ.ศ. 2530 โรงงานตั้งอยู่ในหาดใหญ่และสงขลา หลังปี พ.ศ. 2530 มีการขยายไปอำเภอสะเดา นาหม่อม จะนะ บางกล่ำ และรัตภูมิ โดยเลือกตั้งใกล้ถนนหลวง โรงงานเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำคลองอู่ตะเภาโดยตรง (Peuchmongkol et al., 1999) การขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรมนี้เป็นผลมาจากโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวของโรงงาน (สุดสงวน, 2538) ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรม คือ เส้นทางคมนาคม โดยเฉพาะเส้นทางคมนาคมสายหลัก ทางหลวงแผ่นดินสาย 407 หาดใหญ่-สงขลา (กาญจนวนิช) ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 รัตภูมิ-หาดใหญ่-สงขลา (กาญจนวนิช) ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 43 รัตภูมิ-นาหม่อม-จะนะ พบโรงงานที่อยู่ในพื้นที่ที่ส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำจำนวน 132 โรง ส่วนใหญ่เป็นโรงงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหารทะเล แปรรูปสัตว์น้ำ ยางพารา ปลาป่น และอาหารสัตว์ โดยตั้งอยู่ในอำเภอหาดใหญ่ 34 โรง สะเดา 14 โรง บางกล่ำ 8 โรง เมืองสงขลา 7 โรง รัตภูมิ 5 โรง นาหม่อม 3 โรง และระโนด 2 โรง ทั้งนี้ คลองอู่ตะเภาและคลองสาขาในอำเภอสะเดา หาดใหญ่ เป็นแหล่งน้ำที่ได้รับผลกระทบจากโรงงานอุตสาหกรรมสูงกว่าบริเวณอื่นๆ (พีระพิทย์ และคณะ, 2542)

แหล่งที่ตั้งของโรงงานกระจัดกระจาย ส่วนมากมักอยู่ใกล้ชุมชน เพราะต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกด้านต่างๆ โรงงานจึงตั้งในเขตอำเภอเมืองสงขลาและอำเภอหาดใหญ่ โรงงานที่ตั้งในอำเภอหาดใหญ่มีการปล่อยน้ำทิ้งลงสู่คลองอู่ตะเภา คลองเตย คลองน้ำน้อย และคลองพะวง พอฤดูฝน มีน้ำบ่าผิวดิน ของเสียจากคลองเตยและคลองน้ำน้อยก็ไหลลงสู่คลองอู่ตะเภาทั้งสิ้น โรงงานที่ปล่อยน้ำทิ้งลงสู่คลองอู่ตะเภา ได้แก่ บริษัท ประธานยาง จำกัดและบริษัทเหมืองยางสินไทย จำกัด ทำการล้างยาง รมยาง คิดเป็นค่า บีโอดี 22 กิโลกรัมต่อวัน บริษัทหาดทิพย์ คิดเป็นค่า บีโอดี 28 กิโลกรัมต่อวัน รวมเป็นค่าบีโอดี 50 กิโลกรัมต่อวัน (ณรงค์ และคณะ, 2530)

ปัญหาผลกระทบน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรมประเภทใช้ปลา กุ้ง เป็นวัตถุดิบเป็นหลัก โรงงานที่ปล่อยน้ำทิ้งลงสู่คลองอู่ตะเภาส่วนใหญ่เป็นโรงงานขนาดใหญ่ที่มีน้ำทิ้งปริมาณมากและเข้มข้นสูง (ณรงค์ และคณะ, 2530)

1.20 สภาพทางเศรษฐกิจ

ผลิตภัณฑ์มวลรวมของกลุ่มจังหวัดในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา
  1. ผลิตภัณฑ์มวลรวมของกลุ่มจังหวัดในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา : ที่ประกอบด้วยจังหวัดสงขลา, จังหวัดพัทลุงและจังหวัดนครศรีธรรมราช มีผลิตภัณฑ์มวลรวม ณ ราคาประจำปี 2543 มีมูลค่าผลิตภัณฑ์ รวมทั้งสิ้น 170,367 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 37.96 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคใต้ และคิดเป็นร้อยละ 3.47 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ โดยจังหวัดที่มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมสูงสุด ได้แก่ จังหวัดสงขลา, มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัด เท่ากับ เท่ากับ 73,506 ล้านบาท
  2. อัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมของกลุ่มจังหวัดในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา : โดยภาพรวมของอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษกิจของประเทศ ในช่วงปี พ.ศ 2534 - 2538 มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษกิจ เฉลี่ยร้อยละ 8- 9 ต่อปี และปรับตัวลดลงในช่วงวิกฤติเศรษกิจที่มีอัตราการเจริญในช่วงปี พ.ศ. 2539 - 2543 เฉลี่ยร้อยละ 0.45 ต่อปี ในขณะที่อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มจังหวัดในพื้นที่น้ำทะเลสาบสงขลาในช่วงเวลาเดียวกันเฉลี่ยร้อยละ 1.7 ต่อปี
  3. โครงสร้างเศรษฐกิจ : โครงสร้างทางเศรษฐกิจของกลุ่มจังหวัดในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ประกอบด้วยภาคเกษตรกรรม, ภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ มีมวลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของกลุ่มจังหวัด เท่ากับ 52,943 ล้านบาท, 45,409 ล้านบาท และ 72,014 ล้านบาท ตามลำดับ โดยมีรายละเอียดในแต่ละภาคการผลิต สรุปได้ดังนี้
    • ภาคเกษตรกรรม : โครงสร้างทางเศรษฐกิจของภาคเกษตรกรรม มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของของกลุ่มจังหวัด เท่ากับ 52,403 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 33.65 ของผลิตภัณฑ์วลรวมภาคใต้ และร้อยละ 10.49 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ โดยจังหวัดสงขลามีผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคเกษตรกรรมสูงสุด เท่ากับ 29,737 ล้านบาท, รองลงมาได้แก่ จังหวัดนครศรีธรรมราชและจังหวัดพัทลุงมีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของภาคเกษตรเท่ากับ 19,187 ล้านบาท และ 3,479 ล้านบาท ตามลำดับ โดยมีโครงสร้างสาขาการผลิตหลักประกอบด้วย สาขาการประมง,สาขากสิกรรมและสาขาการแปรรูปทางการเกษตรอย่างง่าย ที่มีมูลค่าของผลิตภัณฑ์มวลรวม เท่ากับ 24,108 ล้านบาท, 17,760 ล้านบาท และ 8,418 ล้านบาท ตามลำดับ
    • ภาคอุตหสากรรม : โครงสร้างเศรษฐกิจของภาคอุตสาหกรรม มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของกลุ่มจังหวัด เท่ากับ 45,409 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 46.77 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมทางภาคใต้ และร้อยละ 1.91 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ โดยจังหวัดนครศรีธรรรมราชมีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของภาคอุตสาหกรรมสูงสุด เท่ากับ 24,984 ล้านบาท, รองลงมาได้แก่ จังหวัดสงขลาและจังหวัดพัทลุง มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของภาคอุตสาหกรรม เท่ากับ 18,421 ล้านบาท และ 2,004 ล้านบาท ตามลำดับโดยมีโครงสร้างสาขาการผลิตหลักประกอบด้วย สาขาอุตสาหกรรม,สาขาการคมนาคมและการขนส่ง, สาขาการไฟฟ้าและการปะปา, สาขาเหมืองแร่และย่อยหิน และสาขาการก่อสร้าง มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม เท่ากับ 11,486 ล้านบาท, 9,134 ล้านบาท, 2,980 ล้านบาท, 8,837 ล้านบาท และ 6,972 ล้านบาท ตามลำดับ
    • ภาคบริการ: โครงสร้างทางเศรษฐกิจของภาคบริการ มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของกลุ่มจังหวัด เท่ากับ 72,014 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 36.75 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคใต้ และคิดเป็นร้อยละ 3.57 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ โดยจังหวัดสงขลามีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของภาคบริการสูงสุด เท่ากับ 33,725 ล้านบาท รองลงมาได้แก่จังหวัดนครศรีธรรมราชและจังหวัดพัทลุง มีมูลค่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมของภาคบริการ เท่ากับ 29,334 ล้านบาท และ 8,955 ล้านบาท ตามลำดับ โดยมีโครงสร้างสาขาการผลิตหลักประกอบด้วย สาขาการบริการ สาขาการค้าส่งและค้าปลีก และสาขาการบริหารและการป้องกันประเทศ มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม เท่ากับ 26,546 ล้านบาท, 24,217 ล้านบาท และ 11,132 ล้านบาท ตามลำดับ
  4. มูลค่าผลิตภัณฑ์เฉลี่ยต่อหัว : โดยภาพรวมของกลุ่มจังหวัดของพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลามีมูลค่าผลิตภัณฑ์เฉลี่ยต่อหัว เท่ากับ 48,746 บาทต่อปี เปรียบเทียบกับมูลค่าผลิตภัณฑ์เฉลี่ยต่อหัวของภาคใต้และของประเทศ เท่ากับ 53,794 บาทต่อปี และ 78,591 บาทต่อปี ตามลำดับ โดยจังหวัดสงขลามีมูลค่าเฉลี่ยต่อหัวสูงสุด เท่ากับ 62,174 บาทต่อปี, รองลงมาจังหวัดนครศรีธรรมราชและจังหวัดพัทลุง มีมูลค่าผลิตภัณฑ์เฉลี่ยต่อหัว เท่ากับ 44,387 บาทต่อปี และ 28,694 บาทต่อปี ตามลำดับ

1.21 สภาพทางเศรษฐกิจและการเงินของกลุ่มจังหวัดในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา

สภาพทางเศรษฐกิจและการเงินของจังหวัดสงขลา : สรุปในแต่ละสาขาการผลิตได้ดังนี้

  • ภาคการเกษตร : สรุปได้ดังนี้
    • ยางพารา : พื้นที่ให้ผลยางพาราปี2544/2545มีจำนวน 1,481,293 ไร่ ลดลงจากพื้นที่ 1,496,466 ไร่ เมื่อปีก่อนร้อยละ 1.0 ส่วนพื้นที่ปลูกแทนและพื้นที่พ้นการสสงเคราะห์ในปีนี้มีทั้งสิ้น 1,161.4 ไร่ และจำนวน 1,041.1 พันไร่ เทียบกับพื้นที่ 1,146.9 พันไร่ และ 1,007.9 พันไร่ เมื่อปีก่อนเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.3 และร้อยละ 3.3 ตามลำดับ ปีนี้ราคานี้ราคายางแผ่นดิบชั้น 3 ที่เกษตรกรจำหน่ายได้เฉลี่ย เท่ากับกิโลกรัมละ 27.46 บาท เพิ่มขึ้นจากราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 21.11 บาท เมื่อปีก่อนร้อยละ 30.1 เนื่องจากผู้ซื้อในตลาดต่างประเทศมีการสั่งซื้อเข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะจากประเทศจีน เพราะเกรงว่าจะขาดแคลนวัตถุดิบ นอกจากนี้ภายหลังจากที่มีการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนยางพาราของประเทศผู้ผลิตรายใหญ่(ไทย,อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ) เพื่อรักษาเสถียรภาพของราคายาง ด้วยแนวทางการลดพื้นที่ปลูกยางพารา แลยะควบคุมปริมาณการส่งออก ได้ผลักดันให้ราคายางพาราขยับขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี
    • ข้าวนาปี : พื้นที่ปลูกข้าวนาปีฤดูกาลปีเพาะปลูก 2544/45 มีจำนวน 380,077 ไร่ ผลผลิต 137,144 เมตรติกตัน เทียบกับพื้นที่จำนวน 373,250 ไร่ และผลผลิต 122,799 เมตริกตันเมื่อปีก่อน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.8 และ 11.7 ตามลำดับ โดยผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.7 เป็นสำคัญ
    • ประมง : ปริมาณสัตว์น้ำนำขึ้นที่ท่าเทียบเรือประมงองค์การสะพานปลามีจำนวนรวม 229,538 เมตริกตัน มูลค่า 5,609.4 ล้านบาท เทียบกับปีก่อน ปริมาณเพิ่มขึ้นร้อยละ 16.2 และมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 70.5 ในจำนวนดังกล่าวเป็นปลาเป็ด 124,039 เมตริกตัน มูลค่า 412.6 ล้านบาท ปริมาณลดลงร้อยละ 1.4 แต่มูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.7
    • กุ้งกุลาดำ : เกษตรกรหลายรายได้ชะลอการเลี้ยง เพราะเกรงว่าสภาพอากาศร้อนและแห้งแล้งจะส่งผลเสียหายต่อกุ้งกุลาดำ ขณะเดียวกันราคากุ้งกุลาดำกลับอ่อนตัวลง เนื่องจากได้รับผลกระทบจาการที่ประเทศกลุ่มสหภาพยุโรปตรวจพบสารคลอแรมฟิลิคอลในตัวกุ้งที่ส่งจากประเทศจีน อินโดนีเซียและเวียดนาม ทำให้ประเทศต่าง ๆ เข้มงวดการนำเข้า และกระทบต่อการส่งออกกุ้งกุลาดำของไทยด้วยเช่นกัน

  • ภาคอุตสาหกรรม : การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวดีขึ้น โดยอุตสาหกรรมที่ขยายตัวได้แก่ อุตสาหกรรมแปรรูปยาง ทั้งนี้ปริมาณการส่งออกยางในปีนี้มีปริมาณ 1.75 ล้านเมตริกตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 9.4 เนื่องจากมีการส่งออกไปจำหน่ายยังกลุ่มผู้ผลิตยางล้อรถยนต์ในประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา รวมถึงตลาดประเทศจีนที่มีการสั่งซื้อเข้ามามากเพราะเกรงว่าจะขาดแคลนวัตถุดิบ ขณะเดียวกันถุงมือยางมือการส่งออก 89,958.1 เมตริกตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 48.1 ตามการเพิ่มขึ้นของตลาดสหรัฐ ฯ และปริมาณการส่งออกไม้ยางแปรรูปมีจำนวน 413,324.9 เมตริกตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 65.2 เนื่องจากส่งไปประเทศจีนและฮ่องกงได้มากขึ้น

    ส่วนอุตสาหกรรมอาหารทะเล การผลิตมีแนวโน้มชะลอตัว เพราะผู้ประกอบการต้องเผชิญกับปัญหา การกีดกั้นทางการค้าและมีการแข่งขันกันในตลาดต่งประเทศ ทำให้มีการตัดราคาจำหน่ายซึ่งส่งผลให้ราคาผลิตอ่อนตัวลง โดยในปีนี้ปริมาณการส่งออกอาหารทะเลแช่แข็งลดลงร้อยละ 4.0 และอาหารทะเลกระป๋องลดลงร้อยละ 4.0

  • การท่องเที่ยว : การท่องเที่ยวขยายตัวมากขึ้นเนื่องจากมีเทศกาลงานต่าง ๆ เช่นเทศกาลปีใหม่ ตรุษจีน ฮารีรายอ และสงกรานต์ ทางการและผู้ประกอบการได้มีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวมาเลเซียและสิงคโปร์ใหเดินทางเข้ามามากขึ้น ส่งผลให้ใมปีนี้มีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศที่เดินทางผ่านตรวจคนเข้าเมือง จำนวนทั้งสิ้น 1,345,213 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 23.2 ทั้งนี้แยกเป็นนักท่องเที่ยวมาเลเซีย1,025,598 เพิ่มขึ้นร้อยละ 30.8 สิงคโปร์ 106,806 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.9 และชาติอื่น ๆ 212,809 คนเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.2 เป็นที่น่าสังเกตว่าบริเวณด่านจังโหลน อำเภอสะเดา มีนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น เพราะมีการขยายเวลาเปิดด่านชายแดน ส่งผลให้ธุรกิจโรงแรมและสถานบันเทิงขยายตัวมาก

  • การอุปโภคบริโภค : การอุปโภคบริโภคของภาคเอกชน ขยายตัวในเกณฑ์ดีจากการที่ราคาพืชผลทางการเกษตรสูงขึ้น และนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามามากขึ้น กระตุ้นให้มีการจับจ่ายใช้สอยสินค้าอุปโภคบริโภคในท้องถิ่นมากขึ้น โดยเครื่องใช้ที่สำคัญ ได้แก่ยอดการจำหน่ายรถยนต์ส่วนบุคคลและรถจักยานยนต์ที่เพิ่มขึ้น จะเห็นได้จากการจดทะเบียนรถยนต์นั่งส่วนบุคคล เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 28.1 และรถจักยานเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.2

  • การลงทุน : การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว เนื่องจากภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำเอื้อประโยชน์ต่อการลงทุนได้ดี และนักลงทุนเริ่มมั่นใจในภาวะเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น กิจการที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในปีนี้มีจำนวน 27 โครงการ เงินลงทุนร่วม 2,756.6 ล้านบาท เป็นการลงทุนผลิตอาหารทะเลกระป๋อง ห้องเย็น โรงงานถุงมือยาง และโรงงานแปรรูปเป็นส่วนใหญ่

    การจดทะเบียนนิติบุคคลมีทั้งสิ้น 546 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 1,269.4 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.2 และร้อยละ 25.1 ตามลำดับ ประเภทธุรกิจที่จดทะเบียน ได้แก่ กิจการโรงแรม ค้าขายเครื่องจักรเครื่องมือ โรงเลื่อย รับเหมาก่อสร้าง ค้าขาย เครื่องเรือน ไม้แปรรูป แลยะบริการขนส่งเป็นต้น

    ส่วนพื้นที่ที่ได้รับอนุญาติให้ก่อสร้างในเขตเทศบาลมีจำนวนทั้งสิ้น 431,745 ตารางเมตร เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 79.3 ทั้งนี้แยกเป็นประเภทที่อยู่อาศัย 294,202 ตารางเมตร เพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว ประเภทการพาณิชย์ 86,063 ตารางเมตร เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.9 ประเภทบริการ 22,593 ตารางเมตร เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าตัว และประเภทอื่น 28,887 ตารางเมตร เพิ่มขึ้นร้อยละ 72.0 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากธนาคารพาณิชย์หันมาเน้นสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยกันมากขึ้น และผู้สมัครงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 32.8 แต่การบรรจุเข้าทำงานได้ลดลงร้อยละ 14.0

  • การค้าระหว่างประเทศ : การค้าส่งออกยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากปีก่อน โดยมีมูลค่าการส่งออกรวมทั้งสิ้น 151,810.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 21.7 ทั้งนี้เนื่องจากมูลค่าการส่งออกยางพาราเพิ่มขึ้นเป็นสำคัญ โดยมีมูลค่า 46,174.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 28.3 รวมทั้งการส่งออกถุงมือยางและไม้ยางแปรรูปซึ่งมีมูลค่า 10,058.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 43.4 และ 64.3 ตามลำดับ ส่วนการนำเข้ามีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 68,609.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 33.8

  • การคลัง : ส่วนราชการเบิกจ่ายเงินงบประมาณรวมทั้งสิ้น 18,005.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 5.8 เนื่องจากได้มีการกำหนดเป้าหมายการเบิกจ่าย และเร่งรัดการเบิกจ่ายมากขึ้น ส่วนภาษีอากรจัดเก็บได้รวม 4,803.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.0 ดังนี้ แยกเป็นภาษีสรรพากร 3,526.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.2 ภาษีสรรพามิตร 185.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.4 และภาษีศุลกากร 1,091.2 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 0.4

  • การเงิน : เงินสดรับ-จ่ายผ่าน ธปท.เพิ่มขึ้น โดยเงินสดรับมีจำนวน 61,955.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.9 และเงินสดจ่าย 66,415.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.9 การใช้เช็คของภาคธุรกิจผ่านสำนักหักบัญชีมี่จำนวนทั้งสิ้น 1,453,401 ฉบับ มูลค่า 184,150.2 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.0 และร้อยละ 11.6 ตามลำดับ ทางด้านธนาคารพาณิชย์เงินฝากคงค้าง ณ สิ้นเดือนธันวาคมมีจำนวน 68,051.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก ณ สิ้นเวลาเดียวกันปีก่อนร้อยละ 7.3 สินเชื่อที่ให้กู้เพื่อการค้าส่งออก บริการและการบริโภคส่วนบุคคล ส่วนอัตราส่วนเงินฝากต่อสินเชื่อมีอัตราส่วนร้อยละ 65.1 ในส่วนของธนาคารออมสินมีเงินฝากคงค้างจำนวน 10,626.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก ณ สิ้นระยะเวลาเดียวกันปีก่อนร้อยละ 11.7 ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าให้การอนุเคราะห์สินเชื่อเพื่อการส่งออกจำนวน 6,816.0 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนร้อยละ 21.5 ขณะเดียวกันให้ความสงเคราะห์สินเชื่ออื่น จำนวน 1966.3 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 40.1 สำหรับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรในปีนี้ให้ความอนุเคราะห์สินเชื่อแก่เกษตรกรจำนวน 2121.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 1.8 ส่วนบริษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยให้สินเชื่อแก่กิจการในจังหวัด จำนวน 35 ราย วงเงิน 617.0 ล้านบาท จำนวนรายเพิ่มขึ้น 2 ราย แต่จำนวนเงินลดลงร้อยละ 11.9

ตารางที่ 15 สรุปการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ และการเงินของกลุ่มจังหวัด ในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองทะเลสาบสงขลา

เครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจ จังหวัดสงขลา
พ.ศ 2534 พ.ศ 2544 พ.ศ 2545 การเปลี่ยนแปลง (%)
1. การเกษตร
1.1 ราคาสินค้าเกษตรที่สำคัญ
  - ยางแผ่นดิบคุณภาพ 3 21.05 21.11 27.46 30.1
  - ผลปาล์มสดเมล็ดร่วง 2.52 1.82 3.54 95.4
  - มะพร้าวผลแห้งคละ (ร้อยผล) 237.58 205.42 319.50 55.5
1.2 การปะมง
  - สัตว์น้ำ ปริมาณ (เมตริกตัน) 209,851 197,597 229,538 16.2
                  มูลค่า(ล้านบาท) 3,834.3 3,289.4 5607.4 70.5
  - ปลาเป็ด ปริมาณ (เมตริกตัน) 110,431 125,765 124,039 -1.4
                  มูลค่า(ล้านบาท) 270.5 376.1 412.6 9.7
2. การท่องเที่ยว
2.1 ชาวต่างประเทศผ่านตรวจคนเข้าเมือง 993,301 1,092,079 1,345,213 23.2
  - มาเลเซีย 643,066 783,861 1,025,598 30.8
  - สิงคโปร์ 130,855 105,879 106,806 0.9
  - ชาติอื่น ๆ 219,380 202,339 212,809 5.2
3. เหมืองแร่
  - สินแร่ดีบุก(เมตริกตัน) 119.3 137.2 180.4 31.5
4. การค้า
4.1 รถยนต์จดทะเบียนใหม่(คัน)
  - รถยนต์นั่งส่วนบุคลไม่เกิน 7 คน 1,790 2,488 3,187 28.1
  - รถบรรทุกส่วนบุคคล 2,855 2,867 3,418 19.2
  - รถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ 16,077 23,723 28,274 19.2
4.2 การค้าระหว่างประเทศ(ล้านบาท)
  - มูลค่าการส่งออก 126,851.8 124,779.4 151,810.7 21.7
  - มูลค่าการนำเข้า 45,198.2 51,292.1 68,609.7 33.8
5. การลงทุน
5.1 กิจกรรมที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน
  - จำนวน(ราย) 38 23 27 17.4
  - เงินลงทุน(ล้านบาท) 5,447.6 2,895.7 2765.6 -4.5
  - การจ้างงาน(คน) 9,523 6,742 5,643 -16.3
5.2 การจดทะเบียนนิติบุคคล
  - จำนวน(ราย) 462 524 546 4.2
  - ทุนจดทะเบียน(ล้านบาท) 2502.0 1,014.4 1269.4 25.1
5.3 พื้นที่อนุญาตก่อสร้างในเขตเทศบาล(ตร.ม.) 192,531 240,774 431,745 79.3
  - ที่อยู่อาศัย 126,494 147,119 294,862 100.0
  - การพาณิชย์ 39,398 71,800 86,063 19.9
  - การบริการ 23,754 5,061 22,593 346.4
  - อื่น ๆ 2,885 16,794 28,887 72.0
6 ค่าจ้างและการจัดหางาน
6.1 ค่าจ้างขั้นต่ำ 130 133 133 0.0
6.2 การจัดหางาน
  - ตำแหน่งงานว่าง(อัตรา) 6,660 5,836 10,480 79.6
  - ผู้สมัครงาน(คน) 7,050 4,872 6,471 32.8
  การบรรจุงาน(คน) 1,550 671 577 -14.0
7 การคลัง(ล้านบาท)
7.1 เบิกจ่ายเงินงบประมาณของส่วนกลาง 16,043.4 17,024.9 18,005.1 5.8
  7.2 การจัดเก็บภาษีอากร 4,197.6 4,532.1 4,803.6 6.0
  - สรรพากร 3,026.0 3,260.1 3,526.6 8.2
  - สรรพมิตร 188.7 176.3 185.9 5.4
  ศุลกากร 981.1 1,095.7 1,091.2 -0.4
8 การเงิน
8.1 การรับจ่ายเงินสดผ่านตัวแทน ธปท.(ล้านบาท)
  - เงินสดรับ 50,635.9 56,391.4 61,955.6 9.9
  - เงินสดจ่าย 50,475.2 58,836.7 66,415.7 12.9
8.2 การใช้เช็คผ่านสำนักหักบัญชี
  - ปริมาณ(ฉบับ) 1,325,259 1,383,698 1,453,401 5.0
  - มูลค่า(ล้านบาท) 153,293.8 165,044.5 184,150.2 11.6
8.3 ธนาคารพาณิชย์
  - จำนวน(สำนักงาน) 78 78 76 -2.6
  - เงินฝาก(ล้านบาท) 64,702.6 67,646.5 68,051.0 0.6
  - สินเชื่อ(ล้านบาท) 46,201.4 41,301.9 44,326.1 7.3
8.4 ธนาคารออมสิน
  - จำนวน(สำนักงาน) 16 16 16 0.0
  - เงินฝาก(ล้านบาท) 6,196.2 9,511.6 10,626.1 11.7
8.5 ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า(ล้านบาท)
  - สินเชื่อคงค้าง 4,096.2 1,923.9 1,679.4 -12.7
8.6 ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
  - สินเชื่อ(ล้านบาท) 2,342.9 2,083.4 2,121.4 1.8
8.7 บริษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
  - จำนวน(ราย) 33 33 35 6.1
  - สินเชื่อ(ล้านบาท) 499.7 700.6 617.0 -11.9

1.22 ลักษณะภูมิอากาศ

ลักษณะภูมิอากาศเป็นแบบมรสุมเขตร้อน ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ทำให้มีฝนตกในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกันยายน และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ทำให้มีฝนในช่วงเดือนตุลาคมถึงมกราคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีปริมาณฝนตกมากที่สุด เดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน เป็นช่วงที่มีอากาศร้อนและฝนตกในปริมาณน้อย เกิดจากอิทธิพลของลมที่พัดมาจากทะเลจีนใต้ จากข้อมูลอุตุนิยมวิทยาซึ่งทำการตรวจวัด ณ สถานีตรวจอากาศท่าอากาศยานหาดใหญ่ในคาบ 30 ปี พบว่าอุณหภูมิเฉลี่ยรายเดือนในรอบปีมีค่าไม่แตกต่างกันมากนัก และอยู่ในช่วง 25-28 องศาเซลเซียส ขณะที่ปริมาณฝนตกเฉลี่ยมากที่สุดจะอยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งทำให้ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูงตามไปด้วย

หมายเหตุ : นี้เป็นข้อมูลภูมิอากาศของลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา

พื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาและพื้นที่ใกล้เคียงที่ต่อเนื่อง จัดเป็นเขตภูมิอากาศ "แบบมรสุมเขตร้อน" ที่เป็นพื้นที่ที่มีอากาศร้อนและอุณหภูมิสูงตลอดปี มีฝนตกชุกแต่มีปริมาณน้ำฝนน้อยกว่า 62 มิลลิเมตร และมี 2 ฤดูกาล คือฤดูฝนและฤดูแล้ง โดยสามารถสรุปองค์ประกอบและตัวแปรของภูมิอากาศได้ดังนี้

  1. ฤดูกาล : แบ่งออกเป็น 2 ฤดูกาล คือ

    ฤดูฝน : เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนมกราคม โดยได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ แบ่งฤดูฝนออกเป็น 2 ช่วง คือ

    ฤดูฝนช่วงแรก : เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายน โดยได้รับอิทธิพลจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ช่วงนี้ปริมาณน้ำฝนค่อนข้างน้อย เนื่องจากมีเทือกเขาบรรทัดปะทะไว้

    ฤดูฝนช่วงหลัง : เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม - เดือนมกราคม โดยได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วงนี้ปริมาณน้ำฝนค่อนข้างมาก และอุณหภูมิของอากาศค่อนข้างเย็น

  2. ความกดอากาศ : ค่าความกดอากาศเฉลี่ยต่อปี เท่ากับ 1,009.72 เฮ็กโตพาสคอล โดยมีค่าความกดอากาศเฉลี่ยสูงสุดและต่ำสุดตลอดปี เท่ากับ 1,018.11 และ 1,001.43 เฮ็กโตพาสคอล ตามลำดับ
  3. อุณหภูมิ : ค่าอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปี เท่ากับ 28.1 องศาเซลเซียส โดยมีค่าอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดและต่ำสุดตลอดปี 31.4 และ 24.4 องศาเซลเซียส ตามลำดับ
  4. ความชื้นสัมพัทธ์ : ค่าความชื้นสัมพัทธ์เฉลี่ยตลอดปี เท่ากับ 77 โดยมีค่าความชื้นสัมพัทธ์เปอร์เซ็นต์เฉลี่ยสูงสุดและต่ำสุดตลอดปี เท่ากับ 90 และ 65 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ
  5. อุณหภูมิจุดน้ำค้าง : ค่าอุณหภูมิจุดน้ำค้างเฉลี่ยตลอดปี เท่ากับ 23.4 องศาเซลเซียล
  6. การระเหย : ค่าการระเหยเฉลี่ยต่อปี เท่ากับ 1,771.2 มิลลิเมตร
  7. ช่วงแสงอาทิตย์ : ค่าช่วงแสงอาทิตย์เฉลี่ยตลอดปี เท่ากับ 2,546.3 ชั่วโมง
  8. ทัศนวิสัย : ค่าทัศนวิศัยเฉลี่ยตลอดปี เท่ากับ 10.5 กิโลเเมตร
  9. ลม : ค่าความเร็วลมเฉลี่ยต่อปี เท่ากับ 5.3 นอต และค่าความเร็วลมสูงสุดตลอดปีเท่ากับ 99 นอต
  10. ปริมาณน้ำฝน : ค่าปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่อปี เท่ากับ 1,994..9 มิลลิเมตร ค่าเฉลี่ยจำนวนวันที่ฝนตกเฉลี่ยตลอดปี เท่ากับ 153.6 วัน และค่าปริมาณฝนเฉลี่ยสูงสุดรายวัน เท่ากับ 390.6 มิลลิเมตร
  11. ค่าความแห้งแล้ง : สภาวะความแห้งแล้งแบ่งออกได้ 3 ลักษณะ คือ"ภาวะอากาศแห้งแล้ง" "สภาวะการขาดน้ำ" และ"สภาวะความแห้งแล้งทางการเกษตร"ดังกรณีรายงานล่าสุดจากกรมส่งเสริมการเกษตรในปี พ.ศ. 2546 ที่เกิดจากสภาวะความแห้งแล้งทางการเกษตรและก่อให้เกิดความเสียหายต่อพืชผลทางการเกษตรของจังหวัดสงขลาในพื้นที่ที่กว้างขวางประมาณ 90,300 ไร่ ส่วนที่เหลือครอบคลุมพื้นที่ปลูกไม้ผลไม้ยืนต้นและพืชอื่น ๆ ทางเศรษฐกิจ
  12. ไฟป่า : ลักษณะของไฟป่าแบ่งออกได้ 3 ประเภทคือ "ไฟใต้ดิน" "ไฟผิวดิน" "ไฟเรือนยอด" จากรายงานของส่วนควบคุมไฟป่าที่ 4 (ภาคใต้) รายงานการเกิดไฟป่าในเขตจังหวัดของพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาและพื้นที่ใกล้เคียงที่ต่อเนื่องในช่วงปี พ.ศ. 2543 - 2546 พบการเกิดไฟป่าในเขตจังหวัดของพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา สรุปได้ดังนี้ จังหวัดสงขลาเกิดไฟป่า 63 ครั้ง พื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย 1,759 ไร่ สาเหตุการเกิดไฟป่าในกรณีพื้นที่ที่กรณีศึกษา เกิดจาก 1. การเผาไร่ 2.การเข้าไปหาของป่า 3. การเข้าไปล่าสัตว์ 4.การปศุสัตว์ในพื้นที่ใกล้เคียง 5.นักท่องเที่ยว 6.ความขัดแย้งในผลประโยชน์ 7.การลักลอบทำไม้ และความประมาทเลินเล่อ เป็นต้น
  13. วาตภัย : เนื่องด้วยพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา และพื้นที่ใกล้เคียงที่ต่อเนื่องอยู่ในเขตอิทธิพลของพายุหมุนเขตร้อน ทั้งพายุหมุนเขตร้อนของมหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลจีนใต้ที่เรียกว่า"พายุใต้ฝุ่น" และพายุหมุนเขตร้อนในอ่าวเบงกอลและทะเลอาราเบียนในมหาสมุทรอินเดียที่เรียกว่า "พายุไซโคล" ที่ก่อให้เกิดความเสียหายในพื้นที่ ดังรายงานของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในช่วงวันที่ 1 มกราคม - 10 กุมภาพันธ์ 2546 ชี้ว่าราษฏรได้รับความเสียหายจากวาตภัยครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของจังหวัดสงขลาและจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเฉพาะในเขตจังหวัดสงขลาที่ได้รับความเสียหายที่ไม่รุนแรงนัก มีราษฎรบาดเจ็บ 4 คน บ้านเรือนเสียหายทั้งหลังจำนวน 4 หลัง และเสียหายบางส่วนจำนวน 509 หลังและพื้นที่เกษตรกรรมได้รับความเสียหายครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1,610 ไร่
  14. แผ่นดินไหว : จากการจัดทำพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหวของประเทศไทยโดยกรมทรัพยากรธรณี ชี้ ว่าพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาและพื้นที่ใกล้เคียงที่ต่อเนื่องของคาบสมุทรภาคใต้ เป็น "พื้นที่เขต 1" เป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวน้อย แต่อาจมีความเสียหายบ้าง ดังกรณีแผ่นดินไหวเมื่อ 22 เมษายน 2546 เวลาประมาณ 10.00 น. ได้เกิดแผ่นดินไหวมีศูนย์กลางอยู่ที่เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ในระยะห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 1600 กิโลเมตร ขนาดความรุนแรง 7 ริกเตอร์ ที่สามารถรู้สึกได้ที่จังหวัดสงขลา แต่ไม่มีรายงานความเสียหาย

1.23 การท่องเที่ยว

ตารางที่ 16 การท่องเที่ยว

จังหวัด ประเภทของแหล่งท่องเที่ยว
แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยวทางโบราณคดี ประวัติศาสตร์และศิลปกรรม ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและจินตนาการ
สงขลา - เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลสาบสงขลา
- เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง
- วนอุทยานน้ำตกบริพัตร
- อุทยานแห่งชาติเขาน้ำค้าง
- ถ้ำเขารูปช้าง
- ทะเลสาบสงขลาและอุทยานนกน้ำ
- น้ำตกโตนงาช้าง
- หาดมหาราช
- หาดม่วงงาม
- หาดทรายแก้ว
- หาดเก้าเส้ง
- หาดสมิหลา
- แหลมสนอ่อน
- เกาะหนู-เกาะแมว
- เขาน้อยสวนเสรี
- เขาตังกวน
- สวนสัตว์สงขลา
- สวนปาล์มเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรตนราชสุดาฯ
- สวนวรรณคดีภาคใต้
- สวนสาธารณะเทศบาลนครหาดใหญ่
- วัดเจดีย์งาม
- วัดพระราชประดิษฐาน(วัดพะโค)
- วัดสทิงพระ
- วัดถ้ำตลอด
- วัดชัยมงคล
- วัดมัชณิมาวาส
- วัดหัตถมังคลาราม
- วัดคงคาเลียบ
- วัดอ่างทอง
- วัดหาดใหญ่ใน
- วัดฝั่งศพพระยาแขก
- ป้อมเขาน้อย
- ที่ฝังศพต้นตระกูล ณ สงขลา
- โบราณสถานเขาค่ายม่วง
- กำแพงและป้อมเมืองสงขลา
- ป้อมปากน้ำแหลมทราย
- โบราณสถานเขาตังกวน
- พระตำหนักเขาน้อย
- ศาลหลักเมืองสงขลา
- ตัวเมืองเก่าสงขลา
- ต้นเสียบยักษ์อายุ 400 ปี
- พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเมืองสงขลา
- สถาบันทักษิณคดี
- พิพิธภัณฑ์ธำรงค์
- บ้านศรัทธา
- ศูนย์วิจัยการยางสงขลา
- สทิ้งหม้อ
- เกาะยอ
- แหล่งท่องเที่ยวในเมืองหาดใหญ่
- แหล่งท่องเที่ยวในเมืองชายแดนอำเภอสะเดา
- งานแห่พระสะเดาะเคราะห์อำเภอหาดใหญ่
- งานประเพณีสงกรานต์อำเภอหาดใหญ่
- งานวัฒนธรรมสัมพันธ์ไทย - มาเลเซีย
- เทศกาลโคมไฟไหว้พระจันทร์ อำเภอหาดใหญ่
- งานประเพณีชักพระ, ตักบาตรเทโว และเทศกาลท่องเที่ยวจังหวัดสงขลา
- งานเทศกาลส่งเสริมสินค้าและผลไม้ไทย

แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ

อุทยานแห่งชาติเขาน้ำค้าง

มีพื้นที่ครอบคลุมท้องที่อำเภอนาทวี และอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา มีสภาพป่าและทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ประกอบด้วยจุดเด่นที่น่าสนใจสวยงาม เช่น น้ำตกจำนวนหลายแห่ง ทั้งยังเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์เป็นฐานที่มั่นของการสู้รบกับโจรจีนคอมมิวนิสต์ ที่เป็นหลักฐานให้ศึกษาถึงสถานที่และวัตถุทางประวัติศาสตร์ของการสู้รบอันยาวนาน มีเนื้อที่ประมาณ 212 ตารางกิโลเมตร หรือ 132,500 ไร่ ได้ประกาศจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 22 กรกฏาคม 2534

ลักษณะภูมิประเทศ : ประกอบด้วยเทือกเขาสลับซับซ้อนเป็นแนวยาว ไปตลอดจนถึงพรมแดนประเทศสหพันธรัฐมาเลเซีย ประกอบด้วย ยอดเขาที่สำคัญ คือ ควนสยา ควนเขาไหม้ โดยมียอดเขาน้ำค้าง เป็นยอดเขาที่สูง สูงประมาณ 648 เมตร จากระดับน้ำทะเล เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารหลายสาย เช่น คลองนาทวี คลองปริก คลองทับช้าง คลองทรายขาว เป็นต้น ดินจะมีลักษณะเป็นดินร่วน ดินเหนียว หรือดินเหนียวปนทราย ส่วนลักษณะหินเป็นพวกหินปูน และหินแกรนิตเป็นส่วนใหญ่
ลักษณะภูมิอากาศ : สภาพภูมิอากาศได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ จึงทำให้ฝนตกชุก มีฤดูฝนยาวนานระหว่างเดือนพฤษภาคม - เดือนมกราคม และฤดูร้อนระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ - เดือนเมษายน
พันธุ์ไม้และสัตว์ป่า : พื้นที่ป่าส่วนใหญ่จะเป็นป่าดงดิบชื้น มีต้นไม้ขึ้นอยู่หนาแน่นอุดมสมบูรณ์ ไม้มีค่าทางเศรษฐกิจได้แก่ ไม้หลุมพอ ตะเคียน พยอม กะบากดำ ยาง จำปา สยาแดง ไข่เขียว เปรียงขานาง แต้ว มังคะ พิกุลป่า มะม่วงป่า เป็นต้น และมีไม้พื้นล่างได้แก่ หมากชนิดต่าง ๆ หวาย ไผ่ ระกำ กล้วยไม้ เฟิร์น มอส เป็นต้น
สัตว์ป่าที่สำรวจพบ ได้แก่ หมูป่า หมี เก้ง เลียงผา ลิงหางสั้น ชะนี สมเสร็จ เสือดำ กระจง อีเห็น เต่า และนกนานาชนิด เช่น นกเงือก นกหว้า ไก้ฟ้า นกกระทาดง นกยูง นกขุนทอง นกกางเขน เป็นต้น

วัดหาดใหญ่ใน

หากเอ่ยชื่อ "วัดมหัตตมังคลาราม" น้อยคนนักจะรู้จัก ความจริงวัดมหัตตมังคลาราม คนทั่วไปจะรู้จักในชื่อ "วัดหาดใหญ่ใน" นั่นเอง นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ นิยมเดินทางมากราบไหว้ "พระพุทธมหัตตมงคล" ซึ่งเป็นพระนอนที่มีความยาวถึง 35 เมตร สูง 15 เมตร กว้าง 10 เมตร ว่ากันว่าใหญ่เป็นอันดับสามของโลก

วัดหาดใหญ่ใน ซ่อนตัวอยู่หลังตลาดหาดใหญ่ใน บนถนนเพชรเกษมใกล้สะพานคลองอู่ตะเภา บนเนื้อที่ 22 ไร่ 1 งาน 18 ตารางวา พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบลุ่มริมคลองอู่ตะเภา ในอดีตแวดล้อมด้วยทุ่งนา สวนยางพารา และเหมืองแร่ ปัจจุบันแวดล้อมด้วยตึกรามบ้านช่อง ร้านค้า และตลาด แต่ภายในวันหาดใหญ่ในยังคงสงบ ร่มรื่น และสวยงาม

ในวันหาดใหญ่ในมีอุโบสถ กว้าง 15 เมตร ยาว 32 เมตร สร้างในปี 2522 สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กอย่างดี ตามแบบของกรมศิลปากร ส่วนศาลาการเปรียญ กว้าง 25 เมตร ยาว 42 เมตร สร้างในปี 2499 โครงสร้างเสาคอนกรีต เครื่องบนเป็นไม้เนื้อแข็ง หอพักอาคันตุกะกว้าง 15 เมตร ยาว 42 เมตร สร้างในปีเดียวกับอุโบสถ กุฎิสงฆ์มีจำนวน 30 หลัง ส่วนฌาปนสถานตรีมุข โกดังสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก และวิหารพระพุทธไสยาสน์ สำหรับปูชนียวัตถุมีพระพุทธไสยาสน์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานนามว่า "พระพุทธมหัตตมงคล" ซึ่งสร้างในปี 2515-2520

วัดหาดใหญ่ใน แรกเริ่มสร้างเป็นวัดนั้น นายทอง นางฉิ้น ใจเย็น ได้บริจาคที่ดิน 1 ไร่ พร้อมอาคารที่อยู่อาศัยสำหรับพระสงฆ์ซึ่งอพยพหลบภัยมหาสงครามเอเชียบูรพา นำโดยพระมหาคลิ้ง อตฺถจาโร ปัจจุบันคือพระครูวิจิตรพรหมวิหาร ต่อมานายจินต์ รักการดี นายอำเภอหาดใหญ่ (สมัยนั้น) พร้อมประชาชนได้มีจิตศรัทธาบริจาคซื้อที่ดินเพิ่มเติมและสร้างวัดขึ้น ในวันที่ 10 มิถุนายน 2490 ต่อมากระทรวงศึกษาธิการประกาศตั้งเป็นวัดวันที่ 24 กันยายน 2490 ให้มีนามว่า วัดหาดใหญ่ใน และได้เปลี่ยนนามใหม่เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2523 โดยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ได้พระราชทานนามให้ พร้อมกับพระนามาภิไธยย่อ "ม.ว.ก." ประดิษฐานไว้ที่ซุ้มประตูวัดและได้ทรงรับวัดนี้ไว้ในพระราชานุเคราะห์ด้วย

วันที่ 2 กันยายน 2519 เวลา 18.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา และสมเด็จเจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณวลัยลักษณ์ ได้เสด็จมาทรงประกอบพิธี ยกพระเกตุมาลาพระพุทธไสยาสน์ ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยและพระนามา ภิไธย ที่แผ่นหินอ่อนไว้เป็นที่ระลึกด้วย

วันที่ 30 มีนาคม 2520 สมเด็จพระสังฆราช วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ได้เสด็จมาในพิธีประดิษฐานพระปรมาภิไธย และพระนามาภิไธยพระเขนยพระพุทธไสยาสน์

วันที่ 4 สิงหาคม 2520 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ พร้อมด้วยพระวรชายาได้เสด็จมาในพิธีวางศิลาฤกษ์วิหารพระพุทธไสยาสน์

วัดหาดใหญ่ในได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2498 เขตวิสุงคามสีมากว้าง 40 เมตร ยาว 80 เมตร เกี่ยวกับการศึกษาได้เปิดสอนพระปริยัติธรรมตั้งแต่ ปี 2488 ขณะที่เป็นที่พักสงฆ์เป็นต้นมามีนักเรียนบาลีและนักธรรมแต่ละปีกว่า 15 รูปขึ้นไป นอกจากนี้ยังจัดให้มีห้องสมุดและโรงเรียนประถม ซึ่งเกิดขึ้นในที่วัดเมื่อปี 2497

เอกสารอ้างอิง

  1. การดำเนินการประมวลข้อมูลปริมาณความสกปรกในลำคลองสาขาพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา กรมควบคุมมลพิษ(2546)
  2. ข่าวสารการจัดการสิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา กรมควบคุมมลพิษ(2546)
  3. ปัญหา สาเหตุ และแนวทางแก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมของคลองอู่ตะเภา โดย คณะธรรมยาตรา ครั้งที่ 3 (2542)
  4. แม่อู่ตะเภา สายน้ำแห่งชีวิต
  5. ระบบการจัดการข้อมูลเชิงพื้นที่เพื่อการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินตามศักยภาพทรัพยากรน้ำ ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา นาตยา จึงเจริญธรรม (2546)
  6. ข่าวสารการจัดการสิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา กรมควบคุมมลพิษ(2547) ฝ่ายข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติฯ (2544)
  7. รายงานการศึกษาเบื้องต้น โครงการวางและจัดทำแผนนโยบาย การจัดระเบียบการใช้ที่ดินเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา โดย บริษัทปัญญา คอนซัลแตนท์ จำกัด และ MODUS บริษัท โมดัส คอนซัลแท้นส์ จำกัด (ธ.ค. 2546)
  8. อุทยานแห่งชาติเขาน้ำค้าง สำนักงานป่าไม้จังหวัดสงขลา,อ. เมืองสงขลา จ. สงขลา 90000
จำนวนคนดู 13043 ครั้ง ล่าสุดเมื่อ 31 มีนาคม 60 04:12:32

 Member username  password remember me  สมัครสมาชิก  Go to top.
 Web Statistics : online 0 member(s) of 18 user(s) from all 203 member(s). SoftGanz Group. My Sql Database Server. PHP. The Apache. Mozilla. Nedstat Basic - Free web site statistics
Personal homepage website counter
User count is 7953554 person(s) and 26602460 hit(s) since Apr,27 2004 , current hit 1 time(s).
The Coca-Cola Foundation