รักษ์คลองอู่ตะเภา ฟื้นชีวิตให้สายน้ำ
หน้าแรก ข้อมูลทั่วไป สารคดี ฟอรั่ม มีอะไรใหม่
ข้อมูลทั่วไป
ข้อมูลพื้นฐานทั่วไป download pdf file size 341 kb.
การใช้ทรัพยากรน้ำ download pdf file size 538 kb.
ปัญหาที่ดิน download pdf file size 191 kb.

Total 269774 hits.
Last on 31-3-60 05:29

ข้อมูลพื้นฐานทั่วไป

2. การใช้ทรัพยากรน้ำ

2.1 สถานการณ์ทรัพยากรน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา

2.1.1. แหล่งน้ำผิวดิน

คลองอู่ตะเภาเป็นแหล่งน้ำผิวดินที่สำคัญที่สุดของพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา มีต้นน้ำจากตำบลสำนักแต้ว อำเภอสะเดา ไหลเข้าสู่อำเภอหาดใหญ่ ผ่านตำบลต่าง ๆ คือ พะตง ทุ่งลาน บ้านพรุ ควนลัง คลองอู่ตะเภา คลองแห บ้านหาร และลงสู่ทะเลสาบสงขลาที่บ้านเกาะนก ตำบลคูเต่า มีความยาวทั้งสิ้นประมาณ 90 กม. (กรมพัฒนาที่ดิน, 2532) คลองอู่ตะเภามีคลองสาขามากมาย ได้แก่ คลองหล้าปัง คลองเล คลองรำ คลองสะเดา คลองประตู คลองตง คลองปอม คลองจำไหร คลองหวะ คลองต่ำ คลองวาด เป็นต้น คลองอู่ตะเภามีความกว้างเฉลี่ยประมาณ 50 เมตร และลึกประมาณ 3.5 เมตร (ราม ธรรมชาติ และคณะ, 2544) ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาแบ่งออกเป็น 10 ลุ่มน้ำย่อย คือ คลองตง/คลองประตู คลองบางกล่ำ คลองปอม คลองพังลา/คลองแงะ คลองรำ คลองหวะ คลองเล คลองวาด/คลองต่ำ คลองสะเดา และคลองหลา/คลองจำไหร

อัตราการไหลเฉลี่ยของน้ำในคลองอู่ตะเภา ณ สถานีวัดระดับน้ำ X.44 บ้านโคกเสม็ดชุนอำเภอหาดใหญ่ มีค่าเฉลี่ย 7.8 ลบ.ม./วินาที ในฤดูแล้ง (เมษายน-กันยายน) และมีค่าเฉลี่ย 88.6 ลบ.ม./วินาที ในฤดูฝน (พฤศจิกายน-ธันวาคม) โดยมีปริมาณน้ำท่าจากคลองอู่ตะเภาที่ไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลา เฉลี่ยรายปีประมาณ 837 ล้าน ลบ.ม. (ศูนย์อุทกวิทยาและการบริหารน้ำภาคใต้, 2545)

จากการติดตามตรวจสอบคุณภาพในคลองอู่ตะเภาอย่างต่อเนื่อง โดยศูนย์วิเคราะห์และทดสอบสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรมภาคใต้ กรมโรงงานอุตสาหกรรม พบว่ามีการเสื่อมโทรมของคุณภาพน้ำเกิดขึ้นในบางช่วงของลำน้ำ คุณภาพน้ำคลองอู่ตะเภาน้ำเฉลี่ยรายปีหลังจากไหลผ่านเขตอุตสาหกรรมและชุมชน มีค่าบีโอดีสูงขึ้นกว่าปกติ ในขณะที่ปริมาณออกซิเจนละลายน้ำและค่าความเป็นกรดด่างต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด สำหรับปริมาณตะกอนแขวนลอยในช่วงต้นน้ำมีค่าสูงขึ้น ทั้งนี้น่าจะเกิดเนื่องจากอัตราการกษัยการสูง ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ต้นน้ำไปเป็นพื้นที่เกษตรกรรม (อนิศรา เพ็ญสุข, 2544) หลังจากนั้นตะกอนใหญ่ ๆ ก็จะตกตะกอนตามลำน้ำจึงทำให้ปริมาณตะกอนแขวนลอยในน้ำลดลงบริเวณปลายน้ำ

2.1.2. แหล่งน้ำใต้ดิน

แหล่งน้ำใต้ดินบริเวณลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาจำแนกได้เป็น 2 ประเภท ตามลักษณะของชั้นหินให้น้ำ คือ ชั้นหินให้น้ำตะกอนหินร่วน (unconsolidated aquifers) และชั้นหินให้น้ำหินแข็ง (consolidated aquifers) (กรมทรัพยากรธรณี, 2544)

น้ำใต้ดินในชั้นหินให้น้ำตะกอนหินร่วนถูกกักเก็บอยู่ในช่องว่างระหว่างตะกอนน้ำพาและตะกอนตะพักลุ่มน้ำ พบในพื้นที่ตามแนวลำน้ำคลองอู่ตะเภาและลำคลองสาขา อัตราให้น้ำบริเวณนี้อยู่ในช่วง 2-20 ลบ.ม./ชม. สำหรับบริเวณที่มีอัตราให้น้ำสูงมากกว่า 20 ลบ.ม./ชม. พบในพื้นที่ติดชายฝั่งทะเลสาบสงขลาต่อเนื่องมาตามลำน้ำคลองอู่ตะเภาจนถึงบริเวณอำเภอหาดใหญ่

สำหรับชั้นหินให้น้ำหินแข็ง พบในพื้นที่ที่อยู่ถัดขึ้นมาจากบริเวณตะกอนตะพักลุ่มน้ำ มีพื้นที่ต่อเนื่องไปจนถึงเขาบรรทัดซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของลุ่มน้ำ และเทือกเขาน้ำค้างซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของลุ่มน้ำ อัตราให้น้ำในบริเวณนี้ส่วนใหญ่มีค่าน้อยกว่า 2 ลบ.ม./ชม. และมีบางแห่งมีอัตราให้น้ำ 2-10 ลบ.ม./ชม

น้ำใต้ดินในพื้นที่ลุ่มน้ำนี้ส่วนใหญ่มีปริมาณเหล็กสูงกว่ามาตรฐานน้ำใต้ดินเพื่อการบริโภคตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2542) (ไม่มากกว่า 0.5 มก./ล) ส่วนมาก อยู่ในช่วง 1-10 มก./ล. และมากกว่า 10 มก./ล. ยกเว้นพื้นที่ทางทิศตะวันตกบริเวณแนวเทือกเขาบรรทัด และทางทิศตะวันออกบริเวณเขาควนจุกและเขาคอหงส์ ส่วนความกระด้างของน้ำและปริมาณคลอไรด์ ส่วนใหญ่จะอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ คือ ไม่เกิน 300 และ 250 มก./ล. ตามลำดับ (กรมทรัพยากรธรณี, 2544) กล่าวได้ว่า คุณภาพน้ำใต้ดินในลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาโดยภาพรวมค่อนข้างดี ยกเว้นปริมาณเหล็ก ซึ่งอาจจะทำการปรับปรุงคุณภาพน้ำโดยผ่านระบบกำจัดเหล็กก่อนที่จะนำมาใช้เพื่อการอุปโภค

ตาราง 1 ความต้องการใช้น้ำของอุตสาหกรรมประเภทต่าง ๆ ในปี พ.ศ. 2539 ในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา

ลำดับความต้องการน้ำ ประเภทอุตสาหกรรม จำนวนโรงงาน ปริมาณ (ล้าน ลบ.ม.)
อุตสาหกรรมที่ใช้น้ำน้อย โรงสีข้าว โรงพิมพ์ ร้านซ่อมเครื่องยนต์ มีพนักงานประมาณ 15 คน/โรงงาน 378 0.2
อุตสาหกรรมที่ใช้น้ำปานกลาง โรงน้ำแข็ง อุตสาหกรรมยางพารา อุตสาหกรรมการทำอาหาร มีพนักงานประมาณ 50 คน/โรงงาน 100 2
อุตสาหกรรมที่ใช้น้ำมาก น้ำอัดลม น้ำดื่ม อาหารทะเลกระป๋อง ยางแผ่นรมควัน ผลิตน้ำยางข้น มีพนักงานประมาณ 300 คน/โรงงาน 122 23
ที่มา : DANCED และ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม (2542)

2.2 การให้บริการน้ำอุปโภคบริโภค

การให้บริการน้ำอุปโภคบริโภคโดยระบบประปาของระบบประปาส่วนภูมิภาค ครอบคลุมเขตชุมชนเมืองและพื้นที่ใกล้เคียงของกลุ่มจังหวัดในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาและพื้นที่ใกล้เคียงที่ต่อเนื่อง จำนวน 11 อำเภอ ที่มีกำลังการผลิตรวมทั้งสิ้น 8,080 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง น้ำที่ผลิตได้ในปัจจุบันรวมทั้งสิ้น 3503.23 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง คิดเป็นร้อยละ 43.36 ของขีดความสามารถของกำลังการผลิตรวม มีปริมาณน้ำที่จำหน่ายรวมทั้งสิ้น 22,958,623 ลูกบาศก์เมตรต่อปี และมีจำนวนผู้ใช้น้ำรวมทั้งสิ้น 71,040 ราย

จังหวัดสงขลาอยู่ในเขตการให้บริการน้ำอุปโภคบริโภคของการประปาส่วนภูมิภาคในเขตชุมชนเมืองและพื้นที่ใกล้เคียงที่ต่อเนื่อง จำนวน 5 อำเภอ คืออำเภอเมืองสงขลา, อำเภอสิงหนคร, อำเภอระโนด, อำเภอสะเดาและอำเภอหาดใหญ่ ที่มีกำลังการผลิตรวมทั้งสิ้น 7,120 ลูบาศก์เมตรต่อชั่วโมง น้ำที่ผลิตได้ในปัจจุบัน รวมทั้งสิ้น 3,009.06 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง คิดเป็นร้อยละ 42.26 ของขีดความสามารถของการผลิตรวม มีปริมาณน้ำที่จำหน่ายรวมทั้งสิ้น 20,090,263 ลูกบากศ์เมตรต่อปีและมีจำนวนผู้ใช้น้ำรวมทั้งสิ้น 56,469 รายโดยอำเภอหาดใหญ่, อำเภอเมืองสงขลา, และอำเภอสิงหนคร, มีกำลังการผลิตรวมทั้งสิ้น 6,500 ลูกบาศก์ต่อชั่วโมง โดยใช้น้ำแหล่งน้ำดิบร้อยละ 85 จากคลองอู่ตะเภา น้ำที่ผลิตได้มนปัจจุบันรวมทั้งสิ้น 2,728.32 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง คิดเป็นร้อยละ 41.97 ของขีดความสามารถของการผลิตรวม มีปริมาณที่จำหน่ายรวมทั้งสิ้น 18,301,006 ลูกบาศก์เมตรต่อปี และมีจำนวนผู้ใช้น้ำรวมทั้งสิ้น 49,629 ราย รองลงมาได้แก่ ชุมชนเมืองและพื้นที่ใกล้เคียงมนเขตอำเภอสะเดา ที่มีกำลังผลิตรวมทั้งสิ้น 560 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง น้ำที่ผลิตได้ในปัจจุบันรวมทั้งสิ้น 223.19 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง คิดเป็นร้อยละ 39.86 ของขีดความวามารถของการผลิตรวม มีปริมาณที่จำหน่ายรวมทั้งสิ้น 1,487,004 ลูกบาศก์เมตรต่อปี และมีจำนวนผู้ใช้น้ำรวมทั้งสิ้น 5009 ราย ในขณะที่ชุมชนเมืองและพื้นที่ใกล้เคียงของอำเภอระโนด ที่มีกำลังการผลิตรวมทั้งสิ้น 57.55 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง คิดเป็นร้อยละ 95.92 ของขีดความสามารถของกำลังการผลิตรวม และมีปริมาณน้ำจำหน่ายรวมทั้งสิ้น 302,213 ลูกบาศก์เมตรต่อปี และมีจำนวนผู้ใช้น้ำรวมทั้งสิ้น 1,831 ราย

ตาราง 2 ชนิดชั้นหินให้น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา

ชนิดชั้นหินให้น้ำ ลักษณะชั้นหิน
1.ชั้นหินให้น้ำตะกอนหินร่วน
  - ชั้นหินให้น้ำตะกอนน้ำพา กรวด ทราย ทรายแป้ง และดินเหนียว
  - ชั้นหินให้น้ำตะกอนตะพักลำน้ำ ตะกอน กรวดขนาดใหญ่ ทราย ทรายแป้ง และดินเหนียว
2. ชั้นหินให้น้ำหินแข็ง
  - ชั้นหินให้น้ำลำปาง หินทราย หินทรายแป้ง หินดินดาน หินปูน หินกรวดมนภูเขาไฟ
  - ชั้นหินให้น้ำหินปูนอายุเพอร์เมียน หินปูนสีเทา หินปูนเนื้อโดโลไมต์
  - ชั้นหินให้น้ำหินตะกอนกึ่งหินแปร อายุคาร์บอนิเฟอรัส หินดินดาน หินทราย หินทรายแป้ง
  - ชั้นหินให้น้ำหินอัคนี หินแกรนิต
ที่มา : กรมทรัพยากรธรณีวิทยา (2544)

2.3 การจัดสรรน้ำ

หน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการจัดสรรน้ำ เพื่อการอุปโภคบริโภค อุตสาหกรรม และเกษตร-กรรม ให้แก่ชุมชนในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา มีอยู่หลายหน่วยงานด้วยกัน จำแนกตามประเภทของการให้บริการน้ำได้ ดังนี้

  1. น้ำประปา

    การบริการน้ำประปาแก่ชุมชน แบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ ประปาภูมิภาค ประปาเทศบาล และประปาชนบท

    1. ประปาส่วนภูมิภาค ในเขตลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา มีหน่วยงานประปาประเภทนี้ 3 หน่วยงาน คือ สำนักงานประปาสงขลา สำนักงานประปาสะเดา-ปาดังเบซาร์ และสำนักงานประปาพะตง-พังลา โดยมีการให้บริการในพื้นที่จ่ายน้ำ
      • สำนักงานประปาสงขลา มีเขตจำหน่ายน้ำ 2 แห่ง คือ เขตหาดใหญ่ (ให้บริการน้ำในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ เทศบาลเมืองบ้านพรุ และ อำเภอนาหม่อม) และเขตสงขลา ซึ่งเขตจ่ายน้ำหาดใหญ่อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา แหล่งน้ำดิบที่ใช้มาจากคลองอู่ตะเภา
      • สำนักงานประปาสะเดา-ปาดังเบซาร์ ใช้แหล่งน้ำดิบจากคลองน้ำลัด
      • สำนักงานประปาพะตง-พังลา ใช้แหล่งน้ำดิบจากคลองอู่ตะเภา

      ตารางที่ 3 กำลังการผลิตน้ำประปาของประปาส่วนภูมิภาค จังหวัดสงขลา ปี พ.ศ. 2544

      สำนักงานประปา กำลังผลิต(ลบ.ม./ชม.) น้ำผลิต(ลบ.ม./ปี) ผู้ใช้น้ำ(ราย)
      เขตจำหน่ายน้ำหาดใหญ่ 1,375 11,880,000 25,000
      สะเดา-ปาดังเบซาร์ 560 1,865,202 4,754
      พะตง-พังลา 100 342,136 1,048
      ที่มา : สำนักงานจังหวัดสงขลา, 2544
    2. ประปาเทศบาล สำนักงานเทศบาลตำบลปริกมีหน่วยงานย่อยที่รับผิดชอบดูแลเรื่องการประปา โดยผลิตน้ำประปาได้ 38,325 ลบ.ม./ปี มีจำนวนผู้ใช้น้ำ 170 ราย แหล่งน้ำดิบที่ใช้ได้มาจากบ่อน้ำบาล
    3. ประปาหมู่บ้าน ประปาหมู่บ้านเป็นระบบประปาขนาดเล็ก ให้บริการน้ำสำหรับชุมชนในพื้นที่ชนบทโดยการควบคุมดูแลของคณะกรรมการหมู่บ้าน มีหน่วยงานที่จัดหาแหล่งน้ำหลายหน่วยงานด้วยกัน ได้แก่ กรมอนามัย กรมทรัพยากรธรณี กรมโยธาธิการ และสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท แหล่งน้ำดิบได้มาจากบ่อน้ำบาดาล อ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก จากขุมเหมืองเก่า เป็นต้น จำนวนประปาหมู่บ้าน (นับถึงปี พ.ศ. 2544) รวมทั้ง 4 หน่วยงาน มีจำนวนทั้งสิ้น 139 แห่ง ดังแสดงในภาพประกอบ 4-19 โดยส่วนใหญ่จะใช้น้ำใต้ดินเป็นแหล่งน้ำดิบ

  2. น้ำบาดาล

    ในพื้นที่ที่ไม่มีบริการน้ำประปา ประชาชนจะใช้น้ำจากบ่อบาดาล และบ่อน้ำตื้น อย่างไรก็ดีในพื้นที่ที่มีบริการน้ำประปาอยู่แล้ว หลายแห่งก็ยังคงนิยมใช้น้ำบาดาลมากกว่าน้ำประปา เนื่องจากมีราคาถูก และไม่มีปัญหาเรื่องน้ำหยุดไหล หน่วยงานที่รับผิดชอบในการเจาะบ่อบาดาลมีอยู่ 4 หน่วยงาน คือ กรมทรัพยากรธรณี กรมอนามัย กรมโยธาธิการ และสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท จำนวนบ่อบาดาลที่ขุดเจาะหรือขออนุญาตขุดเจาะถูกต้องจากหน่วยงานทั้งสี่ (นับถึงปี พ.ศ. 2544) มีจำนวนทั้งสิ้น 553 บ่อ

2.4 แหล่งน้ำบาดาลจากที่ราบลุ่มแอ่งหาดใหญ่

ที่ราบลุ่มแอ่งหาดใหญ่มีพื้นที่ประมาณ 400 ตร.กม. มีทางน้ำสำคัญ คือ คลองอู่ตะเภา มีชั้นน้ำบาดาล 3 ชั้น ช่วงบนสุดอยู่ที่ความลึกเฉลี่ย 20-40 ม. จากผิวดิน เกณฑ์ให้น้ำ 30-100 ลบ.ม./ชม. มีอัตราการไหลซึมผ่าน 100-300 ตร.ม./วัน ถัดลงไปเป็นชั้นน้ำบาดาลอีก 2 ชั้น อยู่ที่ความลึกประมาณ 50-60 ม. ให้น้ำในเกณฑ์ 20-50 ลบ.ม/ชม. และที่ความลึกประมาณ 100 ม. ให้น้ำในเกณฑ์ 10-30 ลบ.ม./ชม.

การพัฒนาน้ำบาดาลในแอ่งหาดใหญ่ขึ้นมาใช้เริ่มมาเมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐาน แต่กรมทรัพยากรธรณีเริ่มทำการเจาะและพัฒนาน้ำบาดาลในแอ่งหาดใหญ่ขึ้นมาใช้เป็นครั้งแรกที่บริเวณศูนย์วิจัยการยางคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาในปี พ.ศ.2508

ตารางที่ 4 ปริมาณน้ำบาดาลที่คาดว่าจะพัฒนาได้ ประเมินจากปริมาณที่กักเก็บ และอัตราการสูบ (ลบ.ม./ชม.)

แอ่งน้ำบาดาล ปริมาณน้ำที่กักเก็บ (ล้าน ลบ.ม.) ปริมาณน้ำที่พัฒนาได้ต่อไป (ล้าน ลบ.ม.) ปริมาณน้ำที่พัฒนาได้ต่อวัน (ล้าน ลบ.ม.)
แอ่งระโนด-สงขลา 400 80 0.200
แอ่งหาดใหญ่ 175 35 0.096

ตารางที่ 5 ชั้นน้ำบาดาลแอ่งหาดใหญ่ แบ่งออกเป็น 3 ชั้น

ชั้นน้ำ ลึกจากผิวดิน (ม.) ความหนา (ม.) ให้น้ำ (ลบ.ม./ชม.) ลักษณะทั่วไป
ชั้นน้ำหาดใหญ่ 20-50 -แตกต่างกันตามพื้นที่
-ตัวเมืองหาดใหญ่หนาประมาณ 40 เมตร
30-100 -รับน้ำจากแหล่งน้ำผิวดินหรือจากน้ำฝน -เป็นชั้นน้ำที่มีการพัฒนาขึ้นมาใช้มากที่สุด บางบริเวณให้น้ำถึง 150-200 ลบ.ม./ชม.
ชั้นน้ำคูเต่า 60-100 30 เมตร 20-50 -มีดินเหนียวสีน้ำตาลกั้นจากชั้นน้ำหาดใหญ่ -เป็นชั้นกรวดทรายที่มีชั้นดินเหนียวแทรกสลับ
ชั้นน้ำคอหงส์ 100 -ถัดไปจากชั้นน้ำคูเต่า -ยังไม่ทราบความหนา 10-50 -มีดินเหนียวสีเทาปิดทับอยู่ข้างบน -ชั้นน้ำประกอบด้วยชั้นกรวดทราย มีการคัดขนาด และความกลมมนดี

2.5 สถานการณ์แหล่งน้ำบาดาลในแอ่งหาดใหญ่ อยู่ในขั้นวิกฤต

ปัจจุบันมีการใช้น้ำบาดาลจากแอ่งหาดใหญ่เป็นจำนวนมาก พื้นที่ที่มีการสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้มาก ได้แก่บริเวณตัวเมืองหาดใหญ่ สาเหตุของการใช้น้ำบาดาลในปริมาณมาก มาจากการเติบโตของตัวเมืองและการขยายตัวของอุตสาหกรรม ประกอบกับการประปาส่วนภูมิภาคให้บริการไปทั่วถึง(ขณะนี้การประปาส่วนภูมิภาคผลิตน้ำประปาได้เพียง 61,845,600 ลบ.ม./ปี) นอกจากนี้บริเวณอำเภอควนเนียง(ตำบลบางเหรียง) ยังมีการเจาะน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ในการทำเกษตรกรรมเป็นจำนวนมาก

ปริมาณการใช้น้ำบาดาลจากการสำรวจเมื่อปี พ.ศ.2535 มีปริมาณการใช้น้ำบาดาล ปริมาณ 12,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน หรือ 4,380,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี

ปี พ.ศ.2545 ปริมาณการใช้น้ำในพื้นที่แอ่งประมาณ 75,740 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน หรือ 27.6 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ซึ่งตังเลขปริมาณการใช้น้ำที่ประมาณการนี้มาจากการสำรวจ และน่าจะเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าความเป็นจริงมาก เนื่องจากปริมาณการใช้น้ำที่ได้บ่อขุดเจาะเอกชนที่ไม่ได้ขออนุญาตถูกต้องตาม พ.ร.บ. น้ำบาดาล มีตัวเลขที่ต่ำกว่าความเป็นจริงมาก

2.6 ระดับน้ำบาดาล

ชั้นน้ำหาดใหญ่เป็นชั้นน้ำบาดาลระดับตื้นที่พัฒนาขึ้นมาใช้ได้ง่าย จึงมีการเจาะบ่อบาดาลและสูบขึ้นมาใช้ในปริมาณมาก การสูบน้ำบาดาลเป็นไปอย่างต่อเนื่องมานานแล้ว จึงส่งผลให้ระดับน้ำบาดาลมีระดับน้ำต่ำลงจากเดิม ปัจจุบัน)(2545) พบว่าพื้นที่ที่มีระดับน้ำบาดาลต่ำกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง มีการแผ่กระจายคลุมพื้นที่ประมาณ 103.2 ตารางกิโลเมตร (บางบริเวณระดับน้ำบาดาลต่ำกว่าระดับทะเลปานกลาง 8 เมตร) จะเห็นว่าการขยายตัวของพื้นที่วิกฤตดังกล่าวเพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ย 8.89 ตารางกิโลเมตรต่อปี และมีแนวโน้มจะลดลงไปเรื่อยๆ ถ้ามีการสูบน้ำบาดาลเพิ่มมากขึ้น อาจจะก่อให้เกิดผลเสียต่อชั้นน้ำบาดาลได้

จากข้อมูลปี 2545 พบว่าบริเวณที่ระดับน้ำบาดาลต่ำกว่าระดับทะเลปานกลางแผ่ขยายไปจนถึงบริเวณริมทะเลสาบสงขลาแล้ว และมีการรุกล้ำของน้ำทะเลเข้าสู่ชั้นน้ำบาดาลและทำให้บ่อน้ำบาดาลบางบริเวณเป็นน้ำกร่อยถึงเค็ม

2.7 คุณภาพน้ำบาดาล

ปัจจุบันการรุกล้ำของน้ำทะเล เข้ามาถึงบริเวณบ้านแม่ทอม บ้านหนองม่วง ต.แม่ทอม อ.บางกล่ำ บ้านบางโหนด บ้านใต้ ต.คูเต่า อ.หาดใหญ่

สิ่งที่ต้องติดตามเฝ้าระวังเป็นอย่างยิ่ง คือ บ่อกลบฝังขยะที่มีการกลบฝังใน 2 บริเวณ ได้แก่ สนามบิน และค่ายรัตนพล เพราะมีโอกาสปนเปื้อนลงในชั้นน้ำหาดใหญ่ซึ่งเป็นชั้นน้ำบาดาลระดับตื้นโดยตรง เนื่องจากเป็นชั้นน้ำแบบไร้แรงดันผสมผสานกับชั้นน้ำกึ่งไร้แรงดัน จึงมีโอกาสปนเปื้อนสิ่งปฏิกูลได้ง่ายกว่าชั้นน้ำคูเต่าและชั้นน้ำคอหงส์ สำหรับบ่อกลบฝังขยะอีกแห่ง คือที่ทิ้งขยะเทศบาลบ้านพรุ เป็นพื้นที่ที่อยู่ในบริเวณต้นน้ำบาดาล จึงมีโอกาสที่จะปนเปื้อนลงในชั้นน้ำคูเต่าและคอหงส์ ซึ่งเป็นชั้นน้ำบาดาลระดับลึก

เพื่อเป็นการอนุรักษ์แหล่งน้ำบาดาลในแอ่งหาดใหญ่ให้สามารถใช้ได้ตลอดไป จึงจำเป็นจะต้องมีการวางแผนควบคุมการใช้น้ำบาดาลที่เหมาะสม ไม่เกินสมดุลตามธรรมชาติที่น้ำไหลเข้าสู่แอ่งน้ำบาดาลในแต่ละปี และไม่ให้เกิดการปนเปื้อนของสิ่งปฏิกูลลงสู่ชั้นน้ำบาดาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ่อขยะในบริเวณต่างๆ และน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม โดยควรให้มีการควบคุมการประกอบกิจการน้ำบาดาลตามพระราชบัญญัติน้ำบาดาล พ.ศ.2520 อย่างเคร่งครัด และจัดสร้างสถานีเครือข่ายสังเกตการณ์น้ำบาดาล เพื่อตรวจสอบหรือเฝ้าระวัง โดยการติดตามการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำ และวิเคราะห์คุณภาพน้ำอยู่ตลอดเวลา

2.8 ชลประทาน

สำนักงานชลประทานเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบในการจัดหาแหล่งน้ำและบริหารการใช้น้ำเพื่อการเกษตรกร อุปโภคบริโภค ตลอดจนป้องกันอุทกภัย โดยมีโครงการประเภทต่าง ๆ ดังนี้ (สำนักงานชลประทานที่12 สงขลา, 2544)

  1. โครงการชลประทานขนาดกลาง 5 โครงการ คือ
    • โครงการฝายคลองวาด อ.หาดใหญ่ มีพื้นที่ชลประทาน 5,000 ไร่ เริ่มสร้างปี พ.ศ. 2513
    • โครงการพัฒนาลุ่มน้ำคลองหอยโข่งและคลองจำไหร อ.คลองหอยโข่ง มีพื้นที่ชลประทาน 10,800 ไร่ ความจุอ่างเก็บน้ำประมาณ 6 ล้าน ลบ.ม. เริ่มสร้างปี พ.ศ. 2526
    • โครงการพัฒนาลุ่มน้ำคลองหลา อ.คลองหอยโข่ง มีพื้นที่ชลประทาน 18,000 ไร่ ความจุอ่างเก็บน้ำประมาณ 21 ล้าน ลบ.ม เริ่มสร้างปี พ.ศ. 2528
    • โครงการอ่างเก็บน้ำคลองสะเดา อ.สะเดา เป็นแหล่งน้ำสำรองเพื่อการอุปโภคบริโภค ความจุอ่างเก็บน้ำประมาณ 52 ล้าน ลบ.ม เริ่มสร้างปี พ.ศ. 2532
    • โครงการป้องกันอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา อ.หาดใหญ่ เพื่อการเก็บกักและระบายน้ำ ระยะโครงการ พ.ศ. 2544-2554
  2. โครงการชลประทานขนาดเล็ก 28 โครงการ
  3. โครงการศูนย์บริการเกษตรกรเคลื่อนที่ 21 โครงการ
  4. โครงการหมู่บ้านป้องกันตนเองชายแดนไทย-มาเลเซีย 8 โครงการ
  5. โครงการขุดลอกหนองน้ำและคลองธรรมชาติ 9 โครงการ

โครงการชลประทานดังกล่าวมาข้างต้น มีวัตถุประสงค์ของโครงการแตกต่างกันไป ได้แก่ เพื่อเก็บกักน้ำในเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำ เพื่อทดน้ำส่งน้ำ เพื่อเพิ่มปริมาณกักเก็บน้ำในลำคลองโดยการขุดลอกคลอง หรือเพื่อการระบายน้ำ เป็นต้น

อ่างเก็บน้ำสะเดา

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2530 คณะรัฐมนตรีได้มีมติและมอบหมายให้กรมชลประทานดำเนินการว่าจ้างบริษัท ที่ปรึกษาดำเนินการศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียด ด้านวิศวกรรมของโครงการเขื่อน คลองสะเดาโดยใช้เงินกู้จาก ธนาคารเอเซียและเงินสมทบจากรัฐบาลไทย ปัจจุบันการก่อสร้างเรียบร้อยแล้ว และได้ทำการส่งมอบให้ทาง โครงการชลประทานสงขลาตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2541 โดยในปัจจุบัน เป็น ที่ตั้งที่ทำการหน่วยส่งน้ำและ บำรุงรักษาที่ 4 (คลองสะเดา) ของงานส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 1 โครงการชลประทานสงขลา

อ่างเก็บกักน้ำ

ระดับน้ำสูงสุด+70.280ม.(รทก.)
ระดับน้ำเก็บกัก+68.000ม.(รทก.)
ระดับเก็บกักน้ำต่ำสุด+52.000ม.(รทก.)
ปริมาตรความจุอ่างที่ระดับสูงสุด72.584ลบ.ม.
ปริมาตรความจุอ่างที่ระดับเก็บกัก56.74ล้านลบ.ม.
ปริมาตรความจุอ่างที่ระดับต่ำสุด1.556ล้านลบ.ม.
ปริมาตรน้ำใช้งาน55.189ล้านลบ.ม.
พื้นที่รับน้ำเหนือเขื่อน89.90ตร.กม.
พื้นที่ผิวน้ำที่ระดับน้ำสูงสุด8.60ตร.กม.
พื้นที่ผิวน้ำที่ระดับเก็บกัก7.42ตร.กม.
พื้นที่ผิวน้ำที่ระดับต่ำสุด0.64ตร.กม.

อ่างเก็บน้ำคลองสะเดา

    วัตถุประสงค์
  1. เพื่อเพิ่มเติมปริมาณน้ำให้แก่คลองอู่ตะเภา ซึ่งเป็นแหล่งน้ำดิบที่ใช้ในกิจการประปาเพียงแห่งเดียวในปัจจุบัน โดยยึดหลักเกณฑ์ว่าต้องจัดหาน้ำดิบเพื่อกิจการประปาให้เพียงพอต่อกการขยายตัวของตัวเมืองหาดใหญ่และสงขลา การเพิ่มขึ้นของประชากร การเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจและสังคม การอุสาหกรรมการท่องเที่ยว การค้าอื่นๆ ได้จนถึงปีเป้าหมาย พ.ศ. 2556
  2. เพื่อช่วยบรรเทาอุทกภัยในอำเภอสะเดาและอำเภอหาดใหญ่
  3. เพื่อช่วยลดมลภาวะเป็นพิษของน้ำคลองอู่ตะเภา และผลักดันน้ำเค็ม
  4. เพื่อเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ สำหรับให้ราษฎรอุปโภคและมีการประมงเพิ่มเติมจากการเกษตรกรรม
  5. เพื่อเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจให้ราษฎรบริเวณใกล้เคียง

สถานที่ตั้ง อยู่ที่ หมู่ที่ 4 บ้านห้วยคู ตำบลสำนักแต้ว อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 ระวาง 5122 III พิกัด 47 NPH 658-277

ที่ตั้งตัวเขื่อน บนลำน้ำคลองสะเดา ณ ละติจูด ที่ 6 องสา 35 ลิบดาเหนือ ลองติจูดที่ 100 องศา 30 ลิบดาตะวันออก

น้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองสะเดาผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงคือ การประปาส่วนภูมิภาค ซึ่งสามารถนำไปผลิตน้ำประปาบริการประชาชนและกิจกรรมด้านต่างๆ เช่นอุตสาหกรรม พานิชยกรรมฯ ในพื้นที่โครงการและการอุปโภค-บริโภคโดยมีจำนวนประชากรจากที่ศึกษาและประเมินได้ในอนาคต เขื่อนคลองสะเดาสามารถเริ่มปล่อยน้ำดิบให้แก่การประปาสงขลา-หาดใหญ่ ได้ในปี พ.ศ. 2540 จำนวน 14.7 ล้าน ลบ.ม/ปี และเริ่มขึ้นตามความต้องการใช้น้ำจนถึงจำนวน 38.4 ล้าน ลบ.ม/ปี ในปี พ.ศ. 2556 และหลังจากปี พ.ศ. 2556 เขื่อนคลองสะเดาก็ยังคงจ่ายน้ำให้แก่การประปาสงขลา-หาดใหญ่ ในจำนวนคงที่คือ 38.4 ล้าน ลบ.ม/ปี จนถึงปีที่ประเมินว่าจะหมดอายุการใช้งานของเขื่อนคลองสะเดา (พ.ศ. 2589) สำหรับการประปาสะเดา และการประมงพะตง-พังลา น้ำดิบในคลองอู่ตะเภาก็จะมีปริมาณเพียงพอสำหรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นด้วย

ราคาค่าก่อสร้าง ประมาณ 314,448,100.- บาท

ตัวเขื่อน (MAIN DAM)
ชนิดเขื่อนดินถมชนิด ZONED DAM
ความลาดชันของเขื่อนด้านเหนือน้ำ1:2.8 , 1:2.5
ความลาดชันของเขื่อนด้านท้ายน้ำ1:2.4
ปริมาตรวัสดุถมตัวเขื่อน1.341 ล้าน ลบ.ม
ความสูงของตัวเขื่อน27.50 ม.
การติดตั้งอุปกรณ์ตรวจสอบเขื่อน
1. PIEZONETER ชนิด ELECTRICAL RESISTANCEจำนวน 30 ชุด
2. SEEPAGE FLOW METER OR WEIRจำนวน 3 ชุด
3. OBSERVATION WELLSจำนวน 5 ชุด
4. INCLINOMETERจำนวน 3 ชุด
5. SURFACE SEITLEMENTจำนวน 30 ชุด
6. PERMANENT BENCHMARKจำนวน 6 ชุด
ตัวเขื่อนปิดช่องเขาขาด (SADDLE DAM)
ชนิดเขื่อนดินถมชนิดเดียวกันทั้งเขื่อน
ระดับสันเขื่อน+ 72.500 ม.(รทก.)
ความลาดชันของเขื่อนด้านเหนือน้ำ1:2.8
ความลาดชันของเขื่อนด้านท้ายน้ำ1:2.5
ปริมาตรวัสดุถมตัวเขื่อน0.048 ล้าน ลบ.ม.
ความสูงของตัวเขื่อน5.00 ม.
ทางระบายน้ำล้น (SPILL WAY)
ชนิดไม่มีประตูบังคับ พร้อมรางเปิดและอ่างลดแรงน้ำ
ความกว้าง15.00 ม.
ระดับสันฝาย+ 68.000 ม.(รทก.)
อัตราการไหลของน้ำหลาก(รอบ 1,000 ปี)426 ลบ.ม/วินาที
อัตราการไหลของน้ำผ่านทางระบาย62 ลบ.ม/วินาที
ความสูงของน้ำท่วมเหนือระดับสันฝาย2.13 ม.
การผันน้ำระหว่างการก่อสร้าง
ชนิดท่อ คสล. (วางในช่องเปิดและถมกลับด้วยดิน)
ออกแบบสำหรับอัตราการไหลของน้ำ(รอบ 25 ปี)
ฤดูแล้งประมาณ169 ลบ.ม/วินาที
เฉลี่ยทั้งปี ประมาณ234 ลบ.ม/วินาที
ขนาดของเส้นผ่าศูนย์กลางท่อ คสล.3.00 ม.
หมายเหตุ : จะใช้เป็นท่อระบายน้ำถาวรสู่ท้ายน้ำเมื่องานก่อสร้างแล้วเสร็จ
อาคารระบายน้ำ (RIVER OUTLET)
ชนิดอาคาร คสล.พร้อมบานประตูควบคุม ปิด-เปิดน้ำ
ความสูง27.00 ม.
ระดับศูนย์กลางบานประตูและท่อ+47.75 ม.(รทก.)
บานประตู
ชนิดประตูบานเลื่อนชนิดรับความดันของน้ำ
ประตูป้องกัน 
(จำนวน-ความกว้าง*ความสูง)1-2.00 ม.*2.50 ม.
ประตูควบคุมปริมาณน้ำ 
(จำนวน-ความกว้าง*ความสูง)1-2.00 ม.*2.50 ม.
ถนนที่จะต้องย้ายแนว (เนื่องจากน้ำจะท่วมถนนเดิมภายหลังการก่อสร้างเขื่อน)
ชนิดและชั้นของทางมาตรฐานถนนของกรมทางหลวง
ความกว้างถนน8.00 ม.
ความกว้างผิวจราจร5.50 ม.
ความยาว2.56 กม.

ตาราง 6 จำนวนประปาหมู่บ้าน ตั้งแต่เริ่มดำเนินการ - ปี พ.ศ. 2544 ในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา

อำเภอ หน่วยงานจัดหาน้ำ (จำนวนแห่ง) แหล่งน้ำดิบ (จำนวนแห่ง)
กรมอนามัย กรมทรัพย์ ฯ กรมโยธา ฯ รพช. น้ำผิวดิน น้ำใต้ดิน
หาดใหญ่ 13 14 15 8 - 50
สะเดา 13 5 9 - 3 24
นาหม่อม 3 2 3 2 - 10
บางกล่ำ 10 3 1 1 2 13
คลองหอยโข่ง 20 2 3 7 7 25
ควนเนียง 2 2 - 1 - 5
รวม 61 28 31 19 12 127
ที่มา : กรมอนามัย (2544)

ตาราง 7 จำนวนบ่อน้ำบาดาลตั้งแต่เริ่มดำเนินการ - ปี พ.ศ. 2544 ในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา

อำเภอ กรมอนามัย กรมทรัพยากรธรณี กรมโยธาธิการ รพช.
หาดใหญ่ 8 112 18 99
สะเดา 2 62 14 24
นาหม่อม 2 41 15 23
บางกล่ำ - 25 11 25
คลองหอยโข่ง - 22 7 23
รัตภูมิ - - - 2
ควนเนียง 3 5 4 6
รวม 15 267 69 202
ที่มา : กรมอนามัย (2544)

2.9 ปริมาณการใช้น้ำ

จากความต้องการใช้น้ำ 3 ประเภทหลัก คือ อุปโภคบริโภค อุตสาหกรรม และเกษตร-กรรม ในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา พบว่าภาคเกษตรกรรมมีความต้องการใช้น้ำสูงที่สุด (ประมาณ 100 ล้าน ลบ.ม.) ขณะที่ความต้องการน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและภาคอุตสาหกรรมใกล้เคียงกัน (ประมาณ 30 ล้าน ลบ.ม.) (DANCED และกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม, 2542)

การใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่มีปริมาณค่าเฉลี่ยสูงถึง 323 ลิตร/คน/วัน ขณะที่พื้นที่ที่รอบนอกมีความต้องการน้ำเพียง 65 ลิตร/คน/วัน (ข้อมูลจากการสำรวจจาก DANCED และกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม, 2542 และ ชินวัฒน์ พรหมมาณพ, 2542) เนื่องจากความต้องการใช้น้ำทางด้านอุปโภคบริโภคในแต่ละพื้นที่จะเป็นสัดส่วนโดยตรงกับจำนวนประชากร จากการคำนวนปริมาณการใช้น้ำโดยใช้ข้อมูลประชากรที่อาศัยอยู่ในลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา พบว่าในปี พ.ศ. 2538 มีปริมาณการใช้น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำนี้ 28 ล้าน ลบ.ม./ปี และคาดการณ์ว่าหากประชากรในเขตลุ่มน้ำฯ เพิ่มขึ้นที่อัตรา 1.14% ในปี พ.ศ. 2548 และ 2558 ปริมาณการใช้น้ำจะเพิ่มขึ้นเป็น 31 และ 35 ล้าน ลบ.ม./ปี ตามลำดับ (DANCED และกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม, 2542)

จากข้อมูลของ DANCED และกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม (2542) พบว่าในปี พ.ศ. 2539 อุตสาหกรรมที่มีความต้องการใช้น้ำปริมาณมากในลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภามีถึง 122 โรงงาน และมีปริมาณการใช้น้ำถึง 23 ล้าน ลบ.ม./ปี คิดเป็น 91% ของปริมาณน้ำที่ใช้น้ำเพื่อการอุตสาหกรรมทั้งหมดในปีนั้น หากการเพิ่มของการใช้น้ำของอุตสาหกรรมในแต่ละปีอยู่ที่อัตรา 0.457% (DANCED อ้างถึงข้อมูลจากการคำนวณโดยสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสงขลา และ สำนักวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์) ความต้องการใช้น้ำของอุตสาหกรรมในปี พ.ศ. 2548 และ 2558 จะเพิ่มขึ้นเป็น 26 และ 27 ล้าน ลบ.ม./ปี ตามลำดับ

สำหรับความต้องการใช้น้ำด้านเกษตรกรรม (ข้าว ผลไม้ ปศุสัตว์ ยกเว้นยางพาราไม่ได้ใช้น้ำจากแหล่งน้ำต่าง ๆ) ในปี พ.ศ. 2538 สูงถึง 107 ล้าน ลบ.ม./ปี และคาดว่าในปี พ.ศ. 2548 และ 2558 จะเพิ่มขึ้นเป็น 111 และ115 ล้าน ลบ.ม./ปี ตามลำดับ

ภาพประกอบ 1 แสดงสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นของการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค อุตสาหกรรม และเกษตรกรรม ทุก 10 ปี จากปี พ.ศ. 2538

2.10 ความสมดุลของน้ำท่า

จากการเปรียบเทียบปริมาณการใช้น้ำของกลุ่มผู้ใช้น้ำหลัก ๆ บริเวณลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา ปี พ.ศ. 2548 ซึ่งประมาณโดย DANCED และ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม (2542) กับข้อมูลปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยรายเดือนบริเวณลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา ซึ่งได้จากสถานีวัดระดับน้ำท่า X.44 ในช่วง 34 ปี ระหว่าง ปี พ.ศ. 2510-2544 (ศูนย์อุทกวิทยาและการบริหารน้ำภาคใต้, 2545) สามารถนำมาคาดคะเนความสมดุลของน้ำท่าในเบื้องต้นปี พ.ศ. 2548 ในแต่ละเดือน โดยการนำข้อมูลความต้องการใช้น้ำของกลุ่มอุปโภคบริโภค กลุ่มโรงงานอุตสาห-กรรม และกลุ่มเกษตรกรรม ในปี พ.ศ. 2548 มาเฉลี่ยรายเดือน โดยตั้งสมมุตฐานว่า ความต้องการใช้น้ำในแต่ละเดือนมีปริมาณเท่ากัน ยกเว้นข้าวที่มีฤดูกาลเพาะปลูกเพียง 7 เดือนเท่านั้น (เดือนกันยายน-มีนาคม) (ชินวัฒน์ พรหมมาณพ, 2542) เมื่อคำนวณความต้องการใช้น้ำได้ในแต่ละเดือนจึงนำมาหักลบจากปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยรายเดือน ผลที่ได้คือปริมาณน้ำท่าคงเหลือ ดังแสดงผลในตาราง

ตาราง 8 ความสมดุลของน้ำในแต่ละเดือน ปี พ.ศ 2548 (หน่วย : ล้าน ลบ.ม./เดือน)

เดือน ความต้องการใช้น้ำเฉลี่ยรายเดือน ** ปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยรายเดือน *** ปริมาณน้ำท่าคงเหลือ
อุปโภค-บริโภค อุตสาหกรรม เกษตร รวม
มกราคม 2.6 2.2 .5 20.3 89 68.7
กุมภาพันธ์ 2.6 2.2 15.5 20.3 34.4 14.1
มีนาคม 2.6 2.2 15.5 20.3 33.3 13
เมษายน 2.6 2.2 0.4 * 5.2 35.2 30
พฤษภาคม 2.6 2.2 0.4 * 5.2 32.8 27.6
มิถุนายน 2.6 2.2 0.4 * 5.2 20.1 14.9
กรกฎาคม 2.6 2.2 0.4 * 5.2 19.8 14.6
สิงหาคม 2.6 2.2 0.4 * 5.2 17.7 12.5
กันยายน 2.6 2.2 15.5 20.3 25.7 .4
ตุลาคม 2.6 2.2 15.5 20.3 70.6 50.3
พฤศจิกายน 2.6 2.2 15.5 20.3 205 184.7
ธันวาคม 2.6 2.2 15.5 20.3 253.6 233.3
รวม 31.2 26.4 110.5 168.1 837.2 669.1
หมายเหตุ :
* ไม่รวมการใช้น้ำเพื่อการปลูกข้าวเนื่องจาก ช่วงเดือนเมษายน-สิงหาคมไม่ใช่ฤดูการเพาะปลูก
** ข้อมูลจาก DANCED และ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม (2542)
*** ข้อมูลจาก ศูนย์อุทกวิทยาและการบริหารน้ำภาคใต้, 2545

จากตาราง 8 แสดงให้เห็นว่า ปริมาณน้ำท่าคงเหลือไม่ขาดแคลน เพราะว่าปริมาณน้ำท่าทุกเดือนมีค่าเป็นบวก แต่ในเดือนพฤศจิกายน และเดือนธันวาคม ปริมาณน้ำท่าคงเหลือมีปริมาณมากถึง185 และ 233 ล้าน ลบ.ม./เดือน ตามลำดับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันอุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้นจำเป็นต้องพิจารณาข้อมูลใน 2 เดือน ดังกล่าว สำหรับเดือนกันยายนน้ำท่าคงเหลือมีปริมาณเพียง 5 ล้าน ลบ.ม./เดือน ซึ่งเป็นเดือนที่มีปริมาณน้ำท่าคงเหลือน้อยที่สุด จะเป็นข้อมูลที่ถูกนำมาพิจารณาในกรณีถ้าจะต้องนำน้ำท่ามาใช้เพื่อรองรับการขยายตัวของเมือง อุตสาหกรรม และเกษตรกรรม ในอนาคต ซึ่งจะเกิดขึ้นตามโครงการภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจ อาทิ โครงการความร่วมมือพัฒนาเขตเศรษฐกิจร่วมสามเหลี่ยมความเจริญภาคใต้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดสรรน้ำ สามารถนำน้ำท่าในเดือนที่มีปริมาณเหลือมากมาใช้ และในขณะเดียวกันสามารถนำแหล่งน้ำใต้ดิน มาใช้ควบคู่กันตามศักยภาพของแหล่งน้ำ ที่มีอยู่เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของกลุ่มผู้ใช้น้ำด้านต่าง ๆ

2.10 ความสมดุลของน้ำท่า

จากการเปรียบเทียบปริมาณการใช้น้ำของกลุ่มผู้ใช้น้ำหลัก ๆ บริเวณลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา ปี พ.ศ. 2548 ซึ่งประมาณโดย DANCED และ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม (2542) กับข้อมูลปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยรายเดือนบริเวณลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา ซึ่งได้จากสถานีวัดระดับน้ำท่า X.44 ในช่วง 34 ปี ระหว่าง ปี พ.ศ. 2510-2544 (ศูนย์อุทกวิทยาและการบริหารน้ำภาคใต้, 2545) สามารถนำมาคาดคะเนความสมดุลของน้ำท่าในเบื้องต้นปี พ.ศ. 2548 ในแต่ละเดือน โดยการนำข้อมูลความต้องการใช้น้ำของกลุ่มอุปโภคบริโภค กลุ่มโรงงานอุตสาห-กรรม และกลุ่มเกษตรกรรม ในปี พ.ศ. 2548 มาเฉลี่ยรายเดือน โดยตั้งสมมุตฐานว่า ความต้องการใช้น้ำในแต่ละเดือนมีปริมาณเท่ากัน ยกเว้นข้าวที่มีฤดูกาลเพาะปลูกเพียง 7 เดือนเท่านั้น (เดือนกันยายน-มีนาคม) (ชินวัฒน์ พรหมมาณพ, 2542) เมื่อคำนวณความต้องการใช้น้ำได้ในแต่ละเดือนจึงนำมาหักลบจากปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยรายเดือน ผลที่ได้คือปริมาณน้ำท่าคงเหลือ ดังแสดงผลในตาราง

ตาราง 8 ความสมดุลของน้ำในแต่ละเดือน ปี พ.ศ 2548 (หน่วย : ล้าน ลบ.ม./เดือน)

เดือน ความต้องการใช้น้ำเฉลี่ยรายเดือน ** ปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยรายเดือน *** ปริมาณน้ำท่าคงเหลือ
อุปโภค-บริโภค อุตสาหกรรม เกษตร รวม
มกราคม2.62.215.520.38968.7
กุมภาพันธ์2.62.215.520.334.414.1
มีนาคม2.62.215.520.333.313
เมษายน2.62.20.4 *5.235.230
พฤษภาคม2.62.20.4 *5.232.827.6
มิถุนายน2.62.20.4 *5.220.114.9
กรกฎาคม2.62.20.4 *5.219.814.6
สิงหาคม2.62.20.4 *5.217.712.5
กันยายน2.62.215.520.325.75.4
ตุลาคม2.62.215.520.370.650.3
พฤศจิกายน2.62.215.520.3205184.7
ธันวาคม2.62.215.520.3253.6233.3
รวม31.226.4110.5168.1837.2669.1

หมายเหตุ :
* ไม่รวมการใช้น้ำเพื่อการปลูกข้าวเนื่องจาก ช่วงเดือนเมษายน-สิงหาคมไม่ใช่ฤดูการเพาะปลูก
** ข้อมูลจาก DANCED และ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม (2542)
*** ข้อมูลจาก ศูนย์อุทกวิทยาและการบริหารน้ำภาคใต้, 2545

จากตาราง 8 แสดงให้เห็นว่า ปริมาณน้ำท่าคงเหลือไม่ขาดแคลน เพราะว่าปริมาณน้ำท่าทุกเดือนมีค่าเป็นบวก แต่ในเดือนพฤศจิกายน และเดือนธันวาคม ปริมาณน้ำท่าคงเหลือมีปริมาณมากถึง185 และ 233 ล้าน ลบ.ม./เดือน ตามลำดับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันอุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้นจำเป็นต้องพิจารณาข้อมูลใน 2 เดือน ดังกล่าว สำหรับเดือนกันยายนน้ำท่าคงเหลือมีปริมาณเพียง 5 ล้าน ลบ.ม./เดือน ซึ่งเป็นเดือนที่มีปริมาณน้ำท่าคงเหลือน้อยที่สุด จะเป็นข้อมูลที่ถูกนำมาพิจารณาในกรณีถ้าจะต้องนำน้ำท่ามาใช้เพื่อรองรับการขยายตัวของเมือง อุตสาหกรรม และเกษตรกรรม ในอนาคต ซึ่งจะเกิดขึ้นตามโครงการภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจ อาทิ โครงการความร่วมมือพัฒนาเขตเศรษฐกิจร่วมสามเหลี่ยมความเจริญภาคใต้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดสรรน้ำ สามารถนำน้ำท่าในเดือนที่มีปริมาณเหลือมากมาใช้ และในขณะเดียวกันสามารถนำแหล่งน้ำใต้ดินมาใช้ควบคู่กัน ตามศักยภาพของแหล่งน้ำที่มีอยู่ เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของกลุ่มผู้ใช้น้ำด้านต่าง ๆ

2.11 ศักยภาพแหล่งน้ำผิวดิน

ลุ่มน้ำย่อยคลองวาด/คลองต่ำ เป็นลุ่มน้ำย่อยที่มีปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยรายปีสูงกว่าลุ่มน้ำย่อยอื่น ๆ คือ มีปริมาณ 173 ล้าน ลบ.ม. รองลงมา คือ ลุ่มน้ำย่อยคลองรำ และคลองหวะ มีปริมาณเท่ากัน คือ 159 ล้าน ลบ.ม. ส่วนลุ่มน้ำย่อยคลองปอมมีปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยรายปีน้อยที่สุด คือ 56 ล้าน ลบ.ม.

ตาราง 9 การประเมินปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยรายปีในแต่ละลุ่มน้ำย่อยบริเวณลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา

ลุ่มน้ำย่อย พื้นที่รับน้ำ (ตร.กม.) ปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยรายปี (ล้าน ลบ.ม./ปี) *
คลองปอม 104.78 55.85
คลองตง/คลองประตู 171.30 84.43
คลองพังลา/คลองแงะ 185.37 85.77
คลองเล 173.23 81.73
คลองบางกล่ำ 191.86 108.45
คลองหวะ 277.90 159.18
คลองรำ 327.24 159.39
คลองวาด/คลองต่ำ 340.17 173.49
คลองหลา/คลองจำไหร 350.05 **
คลองสะเดา 260.66 **

หมายเหตุ :
* ปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยรายปีคำนวณจากสมการ Q = 0.001172 A0.947240 P0.851691
** ไม่ได้คำนวณ เนื่องจากเป็นลุ่มน้ำย่อยที่มีการพัฒนาสร้างอ่างเก็บน้ำ

2.12 ศักยภาพแหล่งน้ำใต้ดิน

จากการพิจารณาข้อมูลชั้นหินให้น้ำโดยจำแนกความยากง่ายในการขุดเจาะตามลักษณะธรณีวิทยา และอัตราการให้น้ำของน้ำใต้ดิน ปรากฏว่าบริเวณที่มีศักยภาพในการเป็นแหล่งน้ำใต้ดินสูงและขุดเจาะง่าย คือ บริเวณรอบชายฝั่งตอนใต้ของทะเลสาบสงขลา ต่อเนื่องลงมาตามแนวคลองอู่ตะเภาจนถึงเขตอำเภอหาดใหญ่ เนื่องจากชั้นหินให้น้ำบริเวณนี้เป็นตะกอนน้ำพา มีลักษณะเป็นตะกอนร่วนซึ่งมีอัตราการให้น้ำมากกว่า 10 ลบ.ม./ชม. บริเวณที่มีศักยภาพสูงครอบคลุมพื้นที่สองฝั่งคลองอู่ตะเภา ตั้งแต่อำเภอบางกล่ำ หาดใหญ่ คลองหอยโข่ง ไปจนถึงสะเดา

บริเวณที่มีศักยภาพปานกลาง คือ บริเวณที่ขุดเจาะง่าย แต่มีอัตราการให้น้ำเพียง 2-10 ลบ.ม./ชม. และบริเวณที่เป็นชั้นหินให้น้ำกึ่งหินแปรยุคคาร์บอนิฟอรัส (Carboniferous meta-sedimentary aquifers) ซึ่งลักษณะชั้นหินเป็นหินดินดาน หินทราย หินทรายแป้ง แม้อัตราการให้น้ำในบางพื้นที่จะสูงกว่า 10 ลบ.ม./ชม. แต่การขุดเจาะทำได้ยากกว่าบริเวณที่เป็นตะกอนน้ำพา ดังนั้นศักยภาพในการเป็นแหล่งน้ำใต้ดินจึงรองลงมา ผู้ต้องการใช้น้ำจากแหล่งน้ำใต้ดินบริเวณนี้จะต้องพิจารณาถึงความพร้อมของเงินทุน เนื่องจากงบประมาณในการขุดเจาะที่สูงขึ้น

บริเวณที่เหลือเป็นบริเวณที่มีศักยภาพต่ำ เนื่องจากมีอัตราการให้น้ำน้อยกว่า 2 ลบ.ม./ชม. และส่วนใหญ่จะเป็นหินแข็งขุดเจาะบ่อบาดาลได้ยาก ซึ่งนอกจากจะต้องใช้งบประมาณในการขุดเจาะที่สูงแล้ว อัตราการให้น้ำของชั้นหินให้น้ำยังต่ำอีกด้วย

ตาราง 10 ศักยภาพแหล่งน้ำใต้ดินในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา

ความยากง่ายในการขุดเจาะ / ลักษณะหิน ปริมาณน้ำใต้ดิน (ลบ.ม./ชม.) ศักยภาพ
ขุดเจาะง่าย / ตะกอน กรวด ทราย ทรายแป้ง ดินเหนียว มากกว่า 20
10-20
2-10
น้อยกว่า 2
สูง
สูง
ปานกลาง
ต่ำ
ขุดเจาะปานกลาง / หินดินดาน หินทราย หินทรายแป้ง 10-20
2-10
น้อยกว่า 2
ปานกลาง
ปานกลาง
ต่ำ
ขุดเจาะยาก / หินแกรนิต 2-10
น้อยกว่า 2
ต่ำ
ต่ำ

ข้อมูลศักยภาพน้ำใต้ดิน สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนด้านต่าง ๆ ดังนี้

  • ใช้เป็นข้อมูลในการวางผังเมือง การขยายเขตชุมชน และอุตสาหกรรมในบริเวณที่เหมาะสม ซึ่งจำเป็นต้องทราบว่ามีแหล่งน้ำเพียงพอหรือไม่ ในกรณีที่แหล่งน้ำผิวดินไม่เพียงพอ และต้องใช้น้ำใต้ดินเป็นแหล่งน้ำเสริม
  • ใช้เป็นข้อมูลในการประเมินแหล่งน้ำต้นทุนที่มีอยู่ เพื่อที่จะจัดสรรการใช้น้ำให้เพียงพอในอนาคต
  • ใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนกำหนดพื้นที่เหมาะสมสำหรับการฝังกลบขยะ โดยการกันพื้นที่แหล่งน้ำใต้ดินที่มีศักยภาพปานกลาง-สูง ออกจากพื้นที่ฝังกลบเพื่อป้องกันการปนเปื้อนสู่ชั้นน้ำใต้ดิน
  • ใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนแม่บทการพัฒนาแหล่งน้ำ โดยการจัดหาแหล่งน้ำตามศักยภาพแหล่งน้ำใต้ดินที่มีอยู่ในแต่ละพื้นที่
  • ใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนเจาะบ่อบาดาลตามหมู่บ้านต่าง ๆ หรือหมู่บ้านที่มีปัญหาน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดโดย คณะกรรมการอำนวยการงานพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในชนบท (พชช)

2.13 หมู่บ้านที่ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค

จากการวิเคราะห์เพื่อหาหมู่บ้านที่มีปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค พบว่า จากจำนวน 252 หมู่บ้านในพื้นที่ลุ่มน้ำฯ 78 และ 82% หรือส่วนใหญ่ของพื้นที่ มีน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคตลอดทั้งปี ตามลำดับ มีเพียง 4 และ1% เท่านั้นที่ขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคมากตามลำดับ ส่วนที่เหลือขาดแคลนน้ำในระดับปานกลาง คือ กว่า 60-70% ของครัวเรือนในหมู่บ้านยังคงมีน้ำใช้เพียงพอตลอดทั้งปี ตามเกณฑ์ของคณะกรรมการอำนวยการงานพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในชนบท (2544)

จากการลงพื้นที่สอบถามผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านมีปัญหาพบว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่นิยมซื้อน้ำบรรจุขวดที่มีพ่อค้านำมาขายภายในหมู่บ้าน ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องน้ำบริโภค แต่อาจมีปัญหาบ้างสำหรับน้ำเพื่อการอุปโภคในช่วงหน้าแล้ง เนื่องจากน้ำในลำคลองที่แห้งขอด หรือน้ำจากบ่อน้ำใต้ดินลดปริมาณลง

ตาราง 11 จำนวนหมู่บ้านที่มีระดับความเพียงพอของการใช้น้ำอุปโภคบริโภคตลอดทั้งปี

ระดับความเพียงพอของน้ำอุปโภคและบริโภค จำนวนหมู่บ้านที่ใช้น้ำเพื่ออุปโภค จำนวนหมู่บ้านที่ใช้น้ำเพื่อบริโภค
ระดับ 1 (ไม่ขาดแคลน) 197 208
ระดับ 2 (ขาดแคลนปานกลาง) 10 7
ระดับ 3 (ขาดแคลนมาก) 11 4
หมู่บ้านที่ไม่มีข้อมูล 34 33
รวม 252 252

ตาราง 12 หมู่บ้านที่ขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคในระดับขาดแคลนมาก

อำเภอ/ตำบล หมู่ที่/บ้าน จำนวนครัวเรือนทั้งหมด ร้อยละของครัวเรือนที่มีน้ำเพื่อการอุปโภคเพียงพอ ร้อยละของครัวเรือนที่มีน้ำเพื่อการบริโภคเพียงพอ
หาดใหญ่
คูเต่า 6 / คูเต่า 127 31 100
คูเต่า 8 / วัดดอน 211 47 100
พะตง 4 / ปลักเด 215 48 100
พะตง 5 / คลองนุ้ย 160 100 59
พะตง 6 / ควนขี้แรด 156 26 67
พะตง 7 / ทุ่งปรือ 170 59 59
สะเดา
ปาดังเบซาร์ 10 / ล็อก 72 56 100
ทุ่งหมอ 1 / ทุ่งหมอ 176 68 57
ทุ่งหมอ 1 / ทุ่งหมอ 176 68 57
เขามีเกียรติ 4 / ท่าโต้ 127 63 100
ทุ่งลาน 1 / ย่านยาว 150 28 100
พังลาออก 2 / พังลาออก 87 68 100
คลองหอยโข่ง
คลองหอยโข่ง 6 / เก่าร้าง 165 37 100
คลองหลา 7 / ช่างแก้ว 174 100 52

2.14 แหล่งก่อมลพิษต่อทรัพยากรน้ำ

แหล่งก่อมลพิษประเภทน้ำทิ้งน้ำโสโครกที่มีผลต่อคุณภาพน้ำในคลองอู่ตะเภาและคลองสาขา มีทั้งการปล่อยน้ำทิ้งแบบลงเป็นจุด (Point sources) และแบบกระจาย (Non-point sources) ซึ่งแต่ละประเภทได้จำแนกตามแหล่งที่มาของสารมลพิษ ออกเป็นประเภทต่าง ๆ ได้แก่ แหล่งน้ำทิ้งจากชุมชน โรงงานอุตสาหกรรม และพื้นที่เกษตรกรรม พบว่า แหล่งก่อมลพิษแต่ละประเภทครอบคลุมพื้นที่แตกต่างกัน แหล่งก่อมลพิษแบบกระจายครอบคลุมพื้นที่ถึง 75% ทำให้การควบคุมการปลดปล่อยมลพิษทำได้ยาก อย่างไรก็ดีแหล่งมลพิษแบบ Point sources ก็ยังคงกระจัดกระจาย ซึ่งจะต้องหามาตรการควบคุม ไม่เช่นนั้นคุณภาพน้ำในลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาทั้งน้ำผิวดินและน้ำใต้ดินจะเสื่อมโทรมลงมากกว่านี้โดยเฉพาะน้ำใต้ดิน หากเสื่อมโทรมไปแล้วเป็นการยากที่จะฟื้นฟูกลับคืนดังเดิมได้หรืออาจจะเป็นไปไม่ได้เลย

ตาราง 13 ประเภทแหล่งก่อมลพิษต่อทรัพยากรน้ำ

ประเภทแหล่งก่อมลพิษ พื้นที่
ไร่ เปอร์เซ็นต์
แบบลงเป็นจุด (Point sources)
- น้ำทิ้งจากแหล่งชุมชนขนาดใหญ่ ได้แก่ เทศบาล 14,375 0.96
- น้ำทิ้งจากแหล่งอุตสาหกรรม ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรม โรงงานอุตสากรรม 6,344 0.42
- น้ำทิ้งจากแหล่งเกษตรกรรม ได้แก่ นากุ้ง โรงเรือนเลี้ยงโค กระบือ ม้า สุกร 3,500 0.23
แบบกระจาย (Non-point sources)
- น้ำทิ้งจากแหล่งชุมชนขนาดเล็ก ได้แก่ หมู่บ้าน 21,431 1.43
- น้ำทิ้งจากแหล่งเกษตรกรรม ได้แก่ สวนยางพารา ปาล์มน้ำมัน ไม้ผลผสม นาดำ นาหว่าน 1,122,975 75.41
จำนวนคนดู 5287 ครั้ง ล่าสุดเมื่อ 30 มีนาคม 60 20:22:30

 Member username  password remember me  สมัครสมาชิก  Go to top.
 Web Statistics : online 0 member(s) of 18 user(s) from all 203 member(s). SoftGanz Group. My Sql Database Server. PHP. The Apache. Mozilla. Nedstat Basic - Free web site statistics
Personal homepage website counter
User count is 7953554 person(s) and 26602457 hit(s) since Apr,27 2004 , current hit 1 time(s).
The Coca-Cola Foundation