รักษ์คลองอู่ตะเภา ฟื้นชีวิตให้สายน้ำ
หน้าแรก ข้อมูลทั่วไป สารคดี ฟอรั่ม มีอะไรใหม่
News Letter home.
จดหมายข่าว คลองอู่ตะเภา ปีที่ 1 ฉบับที่ 6/2547
จดหมายข่าว คลองอู่ตะเภา ปีที่ 1 ฉบับที่ 5/2547
จดหมายข่าว คลองอู่ตะเภา ปีที่ 1 ฉบับที่ 4/2547
จดหมายข่าว คลองอู่ตะเภา ปีที่ 1 ฉบับที่ 3/2547
จดหมายข่าว คลองอู่ตะเภา ปีที่ 1 ฉบับที่ 2/2547
จดหมายข่าว คลองอู่ตะเภา ปีที่ 1 ฉบับที่ 1/2547
จดหมายข่าว คลองอู่ตะเภา ปีที่ 1 ฉบับที่ 6/2547 บทความพิเศษประจำฉบับ : แข่งเรือยาว บทความพิเศษประจำฉบับ : หลักสูตรบูรณาการ : วิชารักษ์คลองอู่ตะเภา ก้าวย่างสู่ความยั่งยืนการอนุรักษ์คลองอู่ตะเภา รายงานพิเศษ : คุณภาพน้ำคลองอู่ตะเภา ปี 2547 รายงานพิเศษ : ทำป้ายรณรงค์อนุรักษ์คลองอู่ตะเภา รายงานพิเศษ : EM BALLS ความหวังใหม่ในการฟื้นฟูคลอง : จากแสนแสบถึงคลองอู่ตะเภา เกร็ดน่ารู้ : วิถีแห่งคนหาปลา
บทความพิเศษประจำฉบับ

หลักสูตรบูรณาการ : วิชารักษ์คลองอู่ตะเภา
ก้าวย่างสู่ความยั่งยืนการอนุรักษ์คลองอู่ตะเภา


ย่างเข้าสู่หน้าฝน น้ำใหม่จากท้องฟ้าเริ่มลงมาไล่น้ำเสียจากโรงงานและชุมชน เป็นสัญญาณแห่งการเริ่มต้นที่ดี หลังวันออกพรรษาเช่นนี้คลองอู่ตะเภากลับมามีชีวิตด้วยเสียงการแข่งขันเรือพาย ดังกึกก้องไปทั้งคุ้งน้ำ ขณะเดียวกันนั้น การอนุรักษ์คลองอู่ตะเภากำลังขยับเข้าสู่ความเคลื่อนไหวย่างก้าวสำคัญ

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้กำหนดให้การศึกษาเป็นกระบวนการเรียนรู้ เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคล และสังคมโดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์ความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อมสังคมแห่งการเรียนรู้ และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต

เห็นได้ไม่ยากว่าปัจจุบันสถานศึกษา มุ่งเน้นจัดกระบวนการเรียนรู้ให้ความสำคัญกับการฝึกทักษะกระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้ป้องกันและแก้ไขปัญหา โดยการจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็น รักการอ่านและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่องผสมผสานสาระความรู้ด้านต่างๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกัน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน และจัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลา ทุกสถานที่

ปัจจุบันโครงสร้างของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดไว้ดังนี้
1. ระดับช่วงชั้น กำหนดหลักสูตรเป็น 4 ช่วงชั้น ตามระดับพัฒนาการของผู้เรียน ดังนี้
ช่วงชั้นที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 - 3
ช่วงชั้นที่ 2 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 - 6
ช่วงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 3
ช่วงชั้นที่ 4 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 - 6
2. สาระการเรียนรู้ กำหนดสาระการเรียนรู้ตามหลักสูตร ซึ่งประกอบด้วยองค์ความรู้ ทักษะหรือกระบวนการการเรียนรู้ และคุณลักษณะหรือค่านิยม คุณธรรม จริยธรรมของผู้เรียนเป็น 8 กลุ่ม ดังนี้
2.1 ภาษาไทย
2.2 คณิตศาสตร์
2.3 วิทยาศาสตร์
2.4 สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
2.5 สุขศึกษาและพลศึกษา
2.6 ศิลปะ
2.7 การงานอาชีพและเทคโนโลยี
2.8 ภาษาต่างประเทศ

สาระการเรียนรู้ทั้ง 8 กลุ่มนี้เป็นพื้นฐานสำคัญที่ผู้เรียนทุกคนต้องเรียนรู้ โดยอาจจัดเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มแรก ประกอบด้วย ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เป็นสาระการเรียนรู้ที่สถานศึกษาต้องใช้เป็นหลัก ในการจัดการเรียนการสอน เพื่อสร้างพื้นฐานการคิด และเป็นกลยุทธ์ในการแก้ปัญหาและวิกฤติของชาติ กลุ่มที่สอง ประกอบด้วย สุขศึกษาและพลศึกษา ศิลปะ การงานอาชีพและเทคโนโลยี และภาษาต่างประเทศ เป็นสาระการเรียนรู้ที่เสริมสร้างพื้นฐานความเป็นมนุษย์ และสร้างศักยภาพในการคิดและการทำงานอย่างสร้างสรรค์

เรื่องสิ่งแวดล้อมศึกษา หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดสาระ และมาตรฐานการเรียนรู้ ไว้ในสาระการเรียนรู้กลุ่มต่าง ๆ โดยเฉพาะ กลุ่มวิทยาศาสตร์ กลุ่มสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม กลุ่มสุขศึกษาและพลศึกษา

จุดเริ่มต้นหลักสูตรสาระเพิ่มเติม "รักษ์คลองอู่ตะเภา"

โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์

ริมถนนกาญจนวนิช เยื้องๆกับตลาดทุ่งลุง หากเลี้ยวขวาขับรถขึ้นเนินข้ามรางรถไฟลงไป จะเห็นโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ตระหง่านอยู่เบื้องหน้า

ณ ที่นี้คือจุดเริ่มต้นการก่อเกิดหลักสูตรสาระเพิ่มเติม : รักษ์คลองอู่ตะเภา

หลักสูตรสาระเพิ่มเติม หรือจะเรียกว่าหลักสูตรท้องถิ่น ซึ่งเป็นชื่อที่เรียกกันจนเป็นที่คุ้นเคย ก็คือ หลักสูตรที่กำหนดให้ผู้เรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้เรียนรู้เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่นที่ตนอาศัยอยู่ ในด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ประเพณีและวัฒนธรรม ตลอดจนอาชีพและภูมิปัญญาท้องถิ่น ทั้งในทางทฤษฎีและปฏิบัติ ในห้องและนอกห้องเรียน ผู้ร่วมสร้างหลักสูตรประกอบด้วย โรงเรียน ชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยทุกฝ่ายจะกำหนดและพัฒนาหลักสูตรขึ้นตามความเหมาะสม และความต้องการของตน ผ่านคณะกรรมการโรงเรียน หลักสูตรดังกล่าว มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกผูกพันกับถิ่นที่อยู่ สามารถใช้ชีวิต ประกอบและพัฒนาอาชีพที่มีอยู่ในชุมชนท้องถิ่นของตนได้

โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ที่เพิ่งได้รับรางวัลโรงเรียนสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมดีเด่น ในระดับเขตพื้นที่ เขต 2ประจำปี 2547 ของจังหวัดสงขลามีบทบาทสำคัญในการนำเอาคลองอู่ตะเภา เข้ามาสู่การเรียนการสอน อาจารย์เบญมาศ นาคหลง แกนนำเครือข่ายรักษ์คลองอู่ตะเภาจากโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ กล่าวถึงการนำหลักสูตรท้องถิ่นมาเป็นเครื่องมือในการสร้างกระบวนการเรียนรู้ว่า

อ.เบญจมาศ นาคหลง
และ อ.สุภาพ ยะพงศ์
"เดิมทีสอนในรายวิชา วิทยาศาสตร์กับสิ่งแวดล้อม ตอนที่สอนปี 41 เรายังไม่ได้ใช้หลักสูตรท้องถิ่น เรายังใช้หลักสูตร สสวท.(คือ?)อยู่ ตอนนั้นเป็นวิชาบังคับที่เด็ก ๆ มัธยมปลายทุกคนต้องเรียน ณ ตรงนั้น สสวท.เขาทำหนังสือมาให้ฉบับหนึ่ง มีเนื้อหาสิ่งแวดล้อมสถานการณ์ที่เกิดนั้นอยู่ในส่วนกลาง จึงได้เห็นข้อจำกัด ว่าเขาให้กระบวนการเราก็จริง แต่ว่าทำอย่างไรถึงจะให้เด็กเกิดสำนึกขึ้นจริง ทำอย่างไรให้เราได้สอนสิ่งแวดล้อมในชุมชนของเราจริง ๆ เด็กก็สนใจว่าโรงเรียนเราอยู่ใกล้โรงงานอุตสาหกรรม มีโรงงานเยอะ เด็กเขาติดใจเรื่องคุณภาพน้ำ เลยพาเขาไปดูโรงงานอุตสาหกรรม พาเด็กเขาไปดูในชุมชนบ้าง แต่ ณ ตอนนั้นยังเป็นวิชาวิทย์ฯสิ่งแวดล้อม นั้นคือจุดที่เราทำในโรงเรียน แต่ในขณะเดียวกันเราก็ทำกิจกรรมร่วมกับกลุ่มสิ่งแวดล้อมศึกษาอยู่ด้วย มันก็เลยเกิดประเด็นความคิดขึ้นมาว่าเมื่อเราสนใจเอางานสิ่งแวดล้อมชุมชนเขามาในโรงเรียน มันก็น่าจะทำให้มีกิจกรรมคล้าย ๆ กิจกรรมค่าย เป็นจังหวะเดียวกับที่มีนักศึกษา มอ.เข้ามาร่วมทำด้วย การค้นหาโมดูลของนักศึกษา มอ. ครูเบญก็อยากหาองค์ความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมในชุมชน ก็คือเรื่องคลองอู่ตะเภานั่นเอง เราก็มานั่งคุยกับนักเรียนว่าถ้าเราเอาแนวความคิดของนักสืบสายน้ำมา น่าจะได้ไหม สุดท้ายเราก็มานั่ง กันดู ช่วยกันตรวจ ก็เป็นโมดูลคลองตะเภา"

โมดูลนี้คือหน่วยการเรียนรู้ โดยปกติที่ผ่านมาเวลาทำองค์ความรู้ให้กับนักเรียน หรือหนังสืออะไรต่างๆ ก็แล้วแต่ เราสามารถย่อยออกมาว่า เช่นในวิชาวิทยาศาสตร์ มีเนื้อหาอยู่ 3 บท ใช้ประกอบการสอน เรามาดูว่าน่าจะมีหน่วยอะไรบ้างที่ใช้ในบทนี้

"การที่ครูเบญนำหลักสูตรตัวนี้เข้าสู่วิชารักคลองอู่ตะเภาเนื่องจากว่า โรงเรียนนี้ได้ใช้หลักสูตรใหม่อันเป็นผลสืบเนื่องจากหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ 2544 แต่โรงเรียนนี้เริ่มใช้ปีแรกเมื่อปี 2546 ซึ่งจุดนั้นเปิดไว้ว่าให้โรงเรียนสามารถเปิดเป็นวิชาเพิ่มเติมได้ตามอิสระ แล้วแต่จะสร้างเอกลักษณ์ขึ้นมา พูดง่าย ๆ ว่าแล้วแต่จะสร้างจุดขายของโรงเรียนเพื่อให้สอดคลองกับสภาวะแวดล้อมของโรงเรียนนี้ จุดตรงนี้เองที่เป็นจุดผันเปลี่ยนให้โรงเรียนเห็นว่าวิชาวิทย์สิ่งแวดล้อมที่เป็นหน่วย ๆ น่าจะเอาเป็นหลักสูตร วิชาเพิ่มเติมโดยสมบูรณ์แบบ"

กิจกรรมของนักเรียน
จากวิชาหลักสูตรท้องถิ่น ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นเรียกว่าวิชาเพิ่มเติม ตั้งแต่โรงเรียนใช้หลักสูตรใหม่นี้ ต่อไปนี้คำว่าหลักสูตรท้องถิ่นจะไม่ใช้ ใน พ.ร.บ.การศึกษาใหม่จะใช้คำว่า หลักสูตรสถานศึกษาที่สอดคล้องกับท้องถิ่น จากเดิมในความเห็นของอาจารย์เบญจมาศ บอกว่าถ้าหากเป็นหลักสูตรท้องถิ่น จะเปิดกว้างเลยว่า ท้องถิ่นไหนชุมชนไหน อยากให้เรียนรู้อะไร เช่น ถ้าที่นี่มีคนกรีดยางเยอะ เราก็สามารถเปิดวิชาสวนยางพารา ให้เด็กได้เรียนรู้อาชีพของพ่อของแม่เป็นอย่างไร นั้นคือหลักสูตรท้องถิ่นที่ผ่านมา แต่ที่มาที่ไปของหลักสูตรท้องถิ่นค่อนข้างจะหลายขั้นตอน กว่าจะผ่านไปจบที่ส่วนกลางได้นั้น นั้นก็หมายความว่ากว่ากรมวิชาการจะอนุมัติ ใช้เวลานาน

แต่พอเปลี่ยน พ.ร.บ. ใหม่ตรงนี้ขั้นตอนจะง่ายขึ้น ไม่ต้องเสนอถึงส่วนกลางแล้ว สุดท้ายจะหยุดอยู่ที่กรรมการสถานศึกษาเป็นผู้อนุมัติ โดยที่ขั้นตอนเหลือแค่การทำหลักสูตร จะโดยการจัดทำขึ้นก่อนโดยผู้รับผิดชอบ หรือเป็นการร่วมมือร่วมใจช่วยกันทำ อย่างในวิชารักษ์คลองอู่ตะเภานี้ อาจารย์เบญจมาศเล่าว่าเกิดจากความคิดของตนแล้วร่วมมือร่วมใจกันพัฒนากับกรรมการสถานศึกษา

"ตอนเริ่มคือวิชาวิทย์ฯเป็นแกน แล้วเราก็ได้ทีมบูรณาการเข้ามาช่วย จากทีมงานเราก็ทดลองใช้ พอทดลองใช้เราก็ประเมิน การประเมินนี้ทั้งในส่วนของผู้ใช้ ผู้เรียน แล้วก็ชุมชน พอเราเข้าไปชุมชนบางครั้งเราก็ใช้วิธีการสอบถาม นั้นคือการประเมิน แล้วเราก็เอามาพัฒนา สุดท้ายกรรมการสถานศึกษาเป็นผู้อนุมัติให้ใช้ได้ มีการประชุมร่วมกันหลาย ๆให้เขาได้มีส่วนรับรู้ในการวางแผน เพราะฉะนั้นในการเสนออนุมัติ อนุมัติบนพื้นฐานของการมีส่วนร่วม"

รวมระยะเวลาในการทำหลักสูตรนี้ตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มคิดเมื่อปี 2544 ในช่วงเดือนตุลาคม แล้วก็ทดลองใช้ ปี 2545 จนแล้วเสร็จประกาศใช้จริง ๆ ปี 2546 และเริ่มพัฒนาในเชิงบูรณาการเมื่อปี 2545 ช่วงเทอมที่ 2

"คือพอเราเห็นแนว ตอนทดลองทำปี 45 ครูเบญสอนคนเดียว แต่พอปฏิบัติงาน มีนักศึกษาปริญาโท มีท่านอาจารย์จาก มอ.เข้ามา ทำให้เรามองเห็นว่าการทำงานแบบนี้ทำคนเดียวไม่ได้ มันต้องเป็นทีม ยังไงก็แล้วแต่กระบวนการบูรณาการจะต้องเอามาใช้ในการสร้างกระบวนการปลูกจิตสำนึกรักษ์คลอง ก็เลยมีนักศึกษาปริญาโทคนที่ 2 มาทำเรื่องบูรณาการ"

"อีกอย่างคือการที่เราได้ไปทำงานกับชุมชนทำให้เราทราบว่า นี่คือสิ่งที่ชุมชนอยากจะเห็น ณ วันนี้สิ่งแวดล้อมของชุมชน มันเสียไปมันแย่ไป วงการศึกษาจะมาช่วยดูแลได้อย่างไร" อาจารย์เบญจมาศ สะท้อนความตั้งใจ

เครือข่ายสิ่งแวดล้อม

ณ ตอนนั้นเครือข่ายรักษ์คลองอู่ตะเภา ซึ่งประกอบด้วยคนหาดใหญ่จำนวนมากมารวมตัวกัน ทำกิจกรรมอนุรักษ์คลอง คุณสิทธิศักดิ์ ตันมงคล หนึ่งในแกนนำมีความสนใจว่าใครกำลังทำเรื่องคลองอู่ตะเภาอยู่บ้าง ชักชวนไปร่วมประชุม จึงได้รู้จักกับทุกคน

"วันนั้นเอาเด็กที่สนใจสิ่งแวดล้อมไปด้วย เขาก็ถามว่า ใครทำเรื่องคลองอู่ตะเภาอย่างไรบ้าง ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ตอนนั้นครูก็นำเสนอด้วย ว่าทำนักสืบสายน้ำ เป็นกิจกรรมของเด็กนักเรียน นอกเหนือจากวิชาเรียนแล้ว คือเขาสนใจสิ่งแวดล้อม เขาอยากรู้จังว่าเขาวัดคุณภาพน้ำกันอย่างไร พอมาเทอม 2 เขามาทำข้อมูลให้ คิดเองทำกันเอง พอไปบอกเขาตรงจุดนั้น ท่านที่เป็นท่านอาจารย์ของมอ. ยิงประเด็นไปที่ศูนย์สิ่งแวดล้อมกับคณะวิทย์มาทำแบบนี้ไหมให้กับโรงเรียนในสายคลอง"

กิจกรรมของนักเรียน
"นั้นคือจุดเริ่มต้นเมื่อเดือนตุลาคมปี 45 คณะวิทย์นี้ให้นักวิชาการมาอบรม ทางสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ ให้เงิน ทางสิ่งแวดล้อมนี่หาทุนมาอบรม ตอนนั้นเชิญไป 16 - 18 โรงเรียนไปอบรม พออบรมแล้ว ตอนนั้นจะปิดเทอมแล้ว ทางทีม ม.4 บอกว่าอยากจะจัดบูรณาการ แต่เห็นว่ามันจะหมดเวลาเสียแล้ว พอคิดว่าพี่ ๆ พอจะทำจุดนี้อยู่ได้ก็มีแนวคิดว่า น่าเอาเรื่องคลองอู่ตะเภา ที่ทำกับข้างนอกไปทำปัจฉิมด้วย นั้นคือเราทำบูรณาการรักคลองอู่ตะเภา จากค่ายหนนั้น เราก็ดึงนักเรียนมา 5 คน มาทบทวนมาสอน จัดค่ายที่พะตงขึ้นมา ค่ายนั้นเน้นเรื่องการวัดคุณภาพน้ำ เน้นเรื่องการศึกษาชุมชน ก็เลยเกิดเครือข่ายขึ้นมาโดยอัตโนมัติว่านี่คือเครือข่ายแล้วนะ เราสัญญากันว่าทุกเดือนเราจะมาทำกิจกรรม แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะทำแบบค่าย"

"พอหลังจากนี้ คนที่รับผิดชอบ ตลอดสายคลอง ต้นน้ำที่โรงเรียนกอบกุลกับท่าโพธิ์วัดที่จุดนั้น กลางน้ำวัดที่ยานยาว พะตง 7-8 สถานี ช่วงชาวต่างคนต่างวัด บ่ายไปเจอกันตรงจุดนัดพบ ทำแบบนี้มา 3 - 4 ครั้ง ครั้งที่ 2 เราไปที่ท่าโพธิ์ ครั้งที่ 3 เราไปบางหัก ครั้งที่ 4 ไปที่คูเต่า แล้วก็ได้เวทีสรุปบทเรียนออกมา ณ ตอนนั้น โรงเรียนที่ทำงานจริง ๆ คือกอบกุล ท่าโพธิ์ พะตง ญ.ว. ญ.ว 2 เกาะแต้ว 6 โรง ที่ทำจริงจังในปีนั้น พอปี 47 มันก็โยงมาโครงการปฏิบัติการชุมชนและเมืองน่าอยู่"

หลังจากมีหลักสูตรท้องถิ่นที่ใช้ในโรงเรียน ก็ได้ขยายผลให้เป็นในระดับเครือข่าย โดยเริ่มจากที่อาจารย์เบญจมาศของบสนับสนุนจากโครงการปฎิบัติการชุมชนและเมืองน่าอยู่ ในชื่อแผนงานจิตสำนึกรักษ์คลอง มีกิจกรรมที่ 3 เป็นกิจกรรมในการทำหลักสูตรท้องถิ่นกับเครือข่าย

"เราเริ่มจากการสัมมนาเพื่อค้นหาศักยภาพของชุมชน จากโมดูล(หน่วยการเรียนรู้)เดิมที่มีอยู่ตอนนี้ มีทั้งหมด 4 หน่วย นั่นคือแนวคิดของคนสองคน พี่กับวิลาวัลย์ (นักศึกษาปริญญาโท)เรามีแนวคิดว่าใน 4 หน่วยนี้น่าจะเพียงพอแล้วกับแผนงานเดิม แต่ถ้าเป็นของเครือข่ายน่าจะมีอะไรมากกว่านี้ แต่ปรากฏว่าพอสัมมนาเสร็จแล้ว เหมือนกัน"

โมดูลคลองอู่ตะเภา

จากเดิมที่อาจารย์เบญจมาศและนักศึกษาปริญญาโทได้จัดทำร่วมกัน เป็นการทำงานระหว่างโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์กับ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โมดูลคลองอู่ตะเภา ประกอบไปด้วย

กิจกรรมของนักเรียน

1.โมดูลคลองกับระบบนิเวศ ซึ่งในโมดูลนี้ นักเรียนเขาจะได้รู้เนื้อหา เกี่ยวกับองค์ความรู้และ ระบบนิเวศของคลอง พอรู้แล้ว เด็กก็น่าจะสำรวจระบบนิเวศได้ แล้วสามารถบอกหน้าที่ หรือกิจกรรมของคลอง ทำหน้าที่อะไรได้ แล้วก็บอกบทบาทของคลอง และน่าจะสำรวจคุณภาพน้ำได้ด้วย ทั้งทางฟิสิกส์ เคมี ชีวะ แล้วก็วิเคราะห์และแปลความหมายได้

2.โมดูลที่ 2 ชื่อว่าการศึกษาชุมชน เขาน่าจะไปศึกษาชุมชนด้วย เพราะดูแต่น้ำในคลองไม่ได้ ต้องเรียนรู้ชุมชนด้วย ว่าชุมชนนี่ใช้ประโยชน์จากคลองบ้างไหม ด้านไหนบาง แล้วอดีตเป็นอย่างไร ปัจจุบันเป็นอย่างไร พยายามวิเคราะห์ตรงนั้นให้ได้

3.โมดูลที่3 คือนักเรียนรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้สัมผัสมา เป็นข้อมูลปฐมภูมิในพื้นที่และข้อมูลทุติยภูมิจากที่ชาวบ้านที่เล่ามา หรือข้อมูลจากนักวิจัย เอามาประมวลแล้วมาคิด ว่าคลองอู่ตะเภาน่าจะมีปัญหาจากอะไรบ้าง และผลกระทบมีไหม จากตรงนี้เด็กก็ได้วิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็ง เพื่อจะเอามาทำเป็นโมดูลที่ 4 คือ ยุทธศาสตร์

4.โมดูลที่ 4 AICกับการอนุรักษ์คลอง คือโครงการพลิกพื้นคลองอู่ตะเภานั้นเอง ที่เราพูดว่าทำไมต้อง A ก่อน A คือ Abbaciad เราต้องการให้เขามีความประทับใจก่อน เราก็เริ่มให้เด็กวาดรูป เราก็ให้เขาจินตนาการก่อนว่า เขาอยากเห็นคลองเป็นแบบไหน ต่างคนต่างวาดกันมา แล้วเอาจินตนาการทุกคนมารวมเป็นหนึ่งเดียว พอได้เค้าโครงขึ้นมา คิดเป็นโครงการขึ้นมา แล้วก็ลงมือปฎิบัติ หลังจากนั้นรวบรวมเขียนเป็นรายงานออกมา นี้เป็น 4 หน่วยที่ว่า

จากแผนงานจิตสำนึกรักษ์คลองอู่ตะเภา กิจกรรมสร้างหลักสูตรท้องถิ่นระดับเครือข่ายโรงเรียน การสัมมนาครูเครือข่ายรักษ์คลองอู่ตะเภาวันแรกที่ศูนย์ส่องแสงฯ เมื่อวัน 18-18-20 มิถุนา 47 มีการระดมความเห็นได้หน่วยของสิ่งที่อยากให้นักเรียนได้เรียนรู้ซึ่งก็คล้ายกัน คือ หน่วยที่ 1 คลองกับระบบนิเวศ
หน่วยที่ 2 เป็นเรื่องของการศึกษาชุมชน
หน่วยที่ 3 เป็นเรื่องของสถานการณ์
หน่วยที่ 4 เป็นเรื่องการใช้ประโยชน์จากคลอง
หน่วยที่ 5 คือทางเลือกหรือว่าโครงการฟื้นฟูคลอง

"ซึ่งเห็นว่า ขณะที่สัมมนาไม่เฉพาะครู ชุมชนเขาไปด้วย องค์กรท้องถิ่นเขาไปด้วย ทำให้เราได้แนวความคิดที่เปิดกว้าง ณ ตอนนั้น พอเราสรุปกันว่าน่าจะสัมมนาเพิ่มอีกสักครั้ง เราก็เลยเกิดการสัมมนาครั้งที่สอง ที่มอ.หาดใหญ่ที่ชื่อว่าหลักสูตรการพลิกฟื้นคลอง ณ ตอนนั้นเราได้ข้อสรุปเลยว่าจาก 5 หน่วยในการสัมมนาครั้งที่หนึ่ง พอไปเสนอในการสัมมนาครั้งที่สอง ที่จะทำหลักสูตร ทุกคนเห็นด้วย เราก็เลยมีความมั่นใจขึ้นมาแล้ว เราก็เลยทำสัมมนาครั้งที่สามต่อ ก็ไปสวมอยู่ในการเข้าค่ายบูรณาการปลายคลอง มีอยู่วันหนึ่งที่เราเชิญครูมานั่งพูดคุยกันวา แล้วเราจะมีผลการเรียนที่คาดหวังของแต่ละช่วงชั้นอย่างไร ในหน่วยต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ วันนั้นได้ไปคือช่วงชั้นที่ 1, 2 กับ 3 ส่วนช่วงชั้นที่ 4 อย่างน้อยสุดอยู่ในมือครูเบญอยู่แล้ว"

ผลจากการสัมมนาที่ มอ.ครั้งนั้น ท่านสมนึก สีแสง ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาเขต 2 ได้ร่วมกิจกรรมด้วย ท่านได้ร่างรูปแบบแนวคิด แล้วท่านก็เป็นคนหนึ่งที่อยากให้หลักสูตรนี้ ใช้ได้ครบทุกช่วงชั้น ได้ปรารภว่า อยากให้โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์เป็นแกน แล้วท่านก็พร้อมจะจับมือสร้างเป็นภาคี เพื่อให้สายน้ำตรงนี้ที่จะเป็นสายหลักออกสู่ทะเลสาบ

"เพราะทุกคนคิดเหมือนกันว่าต้องสร้างจิตสำนึกที่เยาวชน แล้วมันจะแก้ปัญหาได้ อย่างของครูเบญนี่เป็นจุดที่น่าสนใจ เพราะนักเรียนมัธยมนี่มันสะดวกที่จะพาออกนอก คือเรื่องอื่น ๆ ที่จะจัดระบบให้ไปตามแผน เรียกได้ว่าโดดเด่น ทำให้เวทีต่าง ๆ มันถูกขยายแทนที่จะไปที่สถานศึกษาอย่างเดียว"

เท่ากับว่าขณะนี้ได้เกิดการทำงานเป็นเครือข่ายอย่างเต็มตัว จากเดิมที่โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ทำอยู่โรงเรียนเดียว ภายหลังเพิ่มขึ้นมาเป็น 18 โรง และสุดท้ายนี้เป็น 37 โรง แล้วการหาเครือข่าย ทุกคนที่เข้าร่วมก็มีความสมัครใจ ณ ตอนนี้ก็มีเพิ่มมาอีกเรื่อย ๆ ซึ่งทั้งหมดนั้นทำอยู่บนพื้นฐานของการทำงานร่วมกัน

"ชุมชนเองก็เข้ามาร่วมด้วยตลอด ณ ปัจจุบันก็มากกว่านี้อยู่แล้ว เราเอาวัดเป็นแหล่งเรียนรู้ได้เยอะมาก นักเรียนควรได้เขาไปจุดนี้ ภาคเอกชนโรงเรียนกวดวิชาเข้ามาด้วย ดูแล้วไม่น่าจะเข้ามาได้ แต่ปรากฏว่าเป็นหน่วยสวัสดิการที่ดีมาก ๆ เลย เห็นไหมค่ะว่าเราไม่ได้มองตัวใดตัวหนึ่งเป็นตัวตั้ง แต่เอาทุกคนมาร่วมด้วย หน่วยงานภาครัฐ จากมอ.เดิมคณะวิทย์ สหกรณ์ แต่ตอนนี้เริ่มเข้ามาคือสิ่งแวดล้อมภาค ทรัพยากรธรรมชาติของจังหวัด ล่าสุด สสวท.เข้ามา ว่าจะลงโปรแกรมโกรฟลงที่เครือข่ายรักคลอง ไปลงที่อื่นก็แค่จุดเดียว คือกิจกรรมนักเรียน

"โปรแกรมโกรฟคือการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางด้านสิ่งแวดล้อม กันระหว่างประเทศ เช่นข้อมูลทางด้านน้ำ ดิน สิ่งที่ปกคลุมดิน คือเชิญทีมงานเข้าไปฟังว่า เราจะวัดคุณภาพน้ำทำอย่างไร วัดคุณภาพดินทำอย่างไร บรรยากาศอย่างไร ณ ตอนนี้ ตอนเรานำเสนองานตอนต้นปี เขาติดตามการทำงานของเรามาตลอด เขาอยากจะดึงทีมงานมาเพราะอยากให้เกิด เราว่าตอนนี้มันจะขึ้นระดับสากลแล้ว เราจำเป็นต้องพัฒนาภาษา เพราะเว็บนี้เป็นของต่างประเทศ นอกจากหน่วยงานนี้แล้ว หน่วยงานท้องถิ่นก็เข้ามาตลอด ตอนนี้เทศบาล อบต. โยงเข้ามาหากัน องค์กร 2 องค์กรที่เชื่อมกับเราอยู่ คือหน่วยงานของโครงการปฏิบัติการชุมชนและเมืองน่าอยู่ และสสส. เรากำลังทำโครงงานที่เชื่อมโยงกัน แม้แต่ชุมชนกับโรงเรียนก็ไม่แปลกแยก จากแต่เดิมที่เขาบอกว่าจูนคลื่นไม่ติดไม่รู้จะเข้าตรงไหน พอได้จังหวะก็เข้ากันปุ๊บ"

หลอมรวมบูรณาการ 8 สาระการเรียนรู้

อาจารย์โชคลาภ สุวรรณเคหะ อาจารย์ 3 ระดับ 8 หัวหน่งานพัฒนาบุคลากร ฝ่ายบริหารทั่วไป โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ กล่าวว่าการปฏิรูปการศึกษาในปัจจุบัน มีมาตรฐานเดียวแต่หลากหลายวิธีปฎิบัติ โดยจุดหมายสุดท้ายของการจัดการ คือครูปฎิรูปการสอน ผู้เรียนปฎิรูปการเรียนรู้ ครูปฎิรูปการสอนหมายความว่า การเรียนรู้ไม่จำเป็นที่ครูจะสอนแค่ในห้องเรียน เรียกว่าการเรียนรู้นอกห้องเรียน OUT DOOR เป็นสิ่งที่ผู้เรียนเห็นด้วยตัวเอง เช่นจัดเสวนา สัมมนา ผู้เรียนปฎิรูปการเรียนรู้ หมายถึงว่าการเรียนรู้แต่เดิม อาจจะมีคัดลอก ลอกจด แต่การเรียนรู้แบบใหม่เป็นแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย

"วิชารักษ์คลองอู่ตะเภา เริ่มต้นจากการที่อาจารย์เบญจมาศ นาคหลง พาเด็กไปอยู่กับชุมชน ในเทศบาลตำบลพะตงมีป่าชุมชน ผมก็เลยคิดว่าน่าจะชวนครูบาอาจารย์วิชาอื่นที่สอนในชั้นเดียวกัน ชวนกันไปดู เราเริ่มจาก ม.4 ก่อน ว่าชุมชนต้นลุง แหล่งวัฒนธรรมที่อยู่ริมคลองอู่ตะเภา ชีวิตสภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้านเป็นอย่างไร ต่อมาเราหลอมรวม 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ว่าการจัดการเรียนรู้บูรณาการ 8 คณะ"

แนวทางในการปฏิบัติจะมีคณะกรรมการบูรณาการระดับชั้นของ ม.4 จัดประชุมทุกวันพุธเพื่อหาข้อสรุป PDCA: - P คือประชุมวางแผน D คือลงมือปฎิบัติ C คือทบทวนกระบวนการ A คือรายงานผลการปฎิบัติงาน ตรงนี้ครูผู้เรียนจากชุมชนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

"ชุมชนแรกที่เราจัดได้และพึ่งพากันอยู่คือ สำนักงานเทศบาลพะตง คือรองนายกฯท่านเห็นความสำคัญมาก พอประชุมเสร็จแล้วเราก็วางแผนการดำเนินงาน ครั้งแรกเราจัด 4 วันภายใน 4 วันนี้เป็นสัปดาห์สุดท้ายเป็นการวัดผลปลายภาค เราใช้การประเมินผลแบบใหม่ที่นอกเหนือจากการสอบข้อเขียน เป็นการสอบที่วัดกระบวนการของผู้เรียนอยากให้กระบวนการแบบนี้ไปปลูกฝังในตัวของผู้เรียน จะใช้วิธีบอกจดก็ไม่ได้ แต่เราต้องเป็นแบบให้เด็กดู"

สิ่งที่ได้ดำเนินการครั้งแรกคือให้ผู้เรียนได้ความรู้ โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์เชิญวิทยากรจากหลายหน่วยงาน เช่น สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ สภาทนายความสงขลา ให้ความรู้เชื่อมโยงกับชุมชนชน แบ่งนักเรียนออกเป็น 8 ชุมชน มีรถรับส่งเรียบร้อย

กิจกรรมที่ผู้เรียนต้องปฏิบัติคือ 1.คือตรวจวัดคุณภาพน้ำ 2.ใบความรู้คู่กับใบงาน ทั้ง 8 วิชาหลอมรวมเป็นหนึ่ง หมายความว่างาน 1 ชิ้น หลอมรวม 8 วิชา งานหนึ่งชิ้นนักเรียนส่งได้ 8 อาจารย์

"เราไม่ทำคนละชิ้น ๆ ซึ่งเป็น 2-3 ร้อยชิ้น มันไม่มีประโยชน์ เด็กจะเป็นคนเห็นแก่ตัว แต่ถ้างานใดก็ตาที่เราให้เด็กรู้คิดรู้ทำร่วมวางแผน มันจะมีคุณค่าแก่ตัว"

ทั้งนี้จะมีรายวิชาคลองอู่ตะเภาเป็นตัวตั้ง มีอาจารย์เบญจมาศเป็นผู้กำหนดสิ่งที่ผู้เรียนน่าจะเรียนรู้ ร่วมกับครูวิทยาศาสตร์ แล้วก็กำหนดสิ่งที่ผู้เรียนน่าจะเรียนรู้ ว่าเรียนรู้วิชานี้จบแล้วได้อะไร ซึ่งในภาษาทางวิชาการจะเรียกว่า ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง

"ผลการเรียนรู้ที่คาดหวังเป็นตัวแม่ของวิชารักษ์คลองอู่ตะเภา มีผลการเรียนรู้ที่คาดหวังอีกข้อหนึ่ง ระบุว่าให้ นักเรียนบอกประวัติความเป็นมาของชุมชนในเขตตำบลพะตงได้ ผมในฐานะผู้รับผิดชอบวิชาประวัติศาสตร์ สรุปใบความรู้ให้ผู้เรียน บอกผู้เรียนว่า วิธีการทางประวัติศาสตร์ทั้งหมดมี 5 ขั้นตอน ผมยกตัวอย่างหนึ่ง ชุมชนประธานคีรีวัฒน์ สิ่งที่ผู้เรียนต้องนำไปตอบในใบงานคือ 1. ประวัติชุมชนประธานคีรีวัฒน์ 2.อาณาบริเวณของชุมชนประธานคีรีวัฒน์มีกี่ส่วน 3.ทำเนียบของผู้นำชุมชนประธานคีรีวัฒน์ 4.ประวัติความเป็นมาของคลองแทงแม่ คลองหินเหล็กไฟ อาชีพ ภูมิปัญญา ลักษณะอย่างนี้ ซึ่งมีอยู่ในใบงาน สิ่งสำคัญคือ ผู้เรียนต้องไปสัมภาษณ์ชาวบ้านซึ่งเขาอยู่ในพื้นที่จริง สุดท้าย เราจะให้ผู้เรียนวันหนึ่ง สรุปบทเรียนทั้ง 8 วิชา"

ขณะที่กลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นๆ ดังเช่น วิชาพลานามัย ซึ่งแยกออกไปเป็นสองส่วนคือ สุขศึกษากับพละศึกษา สุขศึกษา ได้มีการสำรวจสุขภาวะของชุมชน สิ่งที่ชุมชนคาดหวัง ในเรื่องสุขภาพ

วิชาคณิตศาสตร์อาจารย์จะกำหนดให้ผู้เรียนคำนวณระยะทางจากชุมชนมาสู่โรงเรียน หรือคำนวณจากชุมชนไปยังศูนย์ราชการเทศบาลเทศบาลตำบลพะตง หรือคำนวณระยะทางจากโรงเรียนไปยังคลองอู่ตะเภาในเส้นที่ใกล้ชุมชนมากที่สุด

วิชาภาษาไทยเด็กได้เรียนรู้เพลงเห่ที่เหมือนกับเพลงกล่อมเด็ก เด็กไปเรียนรู้มาจากชุมชนสวนมะพร้าว อีกกลุ่มหนึ่งได้มีการแต่งนิราศ ความสัมพันธ์ของนิราศคือเขาจะบอกความเชื่อมโยงระหว่างโรงเรียน กับชุมชนกับคลองอู่ตะเภา

วิชาภาษาอังกฤษ ให้เด็กหาคำศัพท์เกี่ยวกับอาหาร เกี่ยวกับอาชีพ เกี่ยวกับพืชพรรณธรรมชาติ เกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ในชุมชน

กระบวนการที่ให้ผู้เรียนเรียนรู้เรื่องอะไร ต้องเป็นหน้าที่ของอาจารย์ประจำวิชาแต่ละคน ช่วยกันคิดแล้วก็ไปมอง ผลการเรียนรู้ของวิชาแม่เป็นตัวตั้ง

การทำหลักสูตรบูรณาการเกิดขึ้นได้อย่างไร?

อาจารย์สุภาพ ยะพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ ให้ความเห็นว่า ภายใต้การบริหารโรงเรียนของผู้อำนวยการของโรงเรียนท่านจะเน้นการมีส่วนร่วม และการใช้โรงเรียนเป็นฐาน เมื่อเป็นอย่างนี้ ในลักษณะการคิดร่วมกันจึงเกิดได้ทุกที่ทุกเวลา

"เมื่อเป็นอย่างนี้จึงเป็นลักษณะที่ว่าเอา พ.ร.บ มาตี ที่ไม่พลาด พ.ร.บ แล้วก็มันเป็นสิ่งที่เขามุ่งหวังว่าควรจะทำ จริง ๆ แล้วใน พ.ร.บ หลักสูตรการศึกษาไม่พ้นในเรื่องบูรณาการ ไม่พ้นในเรื่องของการวิจัยในชั้นเรียน แม้แต่งานหนึ่งชิ้นต้องสามารถประเมินผลได้ทุกวิชา ก่อนที่จะเป็นอย่างนั้นได้ ต้องเอหาหลักสูตรมาวาง ต้องเช็คว่ากิจกรรมที่ผู้เรียนเรียนเป็นอย่างไร จัดการประเมินผลตามหลักสูตรอย่างไร ถ้าพูดคือยิงนกครั้งเดียวได้หลาย ๆ ตัว"

อาจารย์เบญมาศ นาคหลง ให้ความเห็นว่าอุปสรรคการทำงานในเชิงบูรณาการก็คืออัตตา ถ้าผู้ร่วมงานมีอัตตาสูง แน่นอน มันจะไม่เกิด การบูรณาการต้องอาศัยว่า ทีมทำงานต้องรู้จักยืดหยุ่น

"เราอย่ายึดติดเนื้อหา แต่เอากระบวนการเป็นตัวตั้ง ตรง Process นี้สำคัญมาก โดยเฉพาะเรื่องของเวลา ประการที่สองเป็นเรื่องของเวลา การบูรณาการมันมีอยู่ 4 ขั้น 4 ระดับ ก็ขึ้นอยู่กับว่าเป็นการบูรณาการแบบไหน ถ้าเป็นบูรณาที่ทำได้ง่าย คือบูรณาการสอดแทรก นั่นคือที่พี่ทำตอนแรก ๆ คือสอดแทรกอยู่คนเดียว ทุกวิชาเลย ทำเอง ซึ่งก็เช่นดียวกับครูประถมที่ใช้วิธีสอดแทรก ถ้าจะให้ดีขึ้น ขออย่างน้อยสักสองคนที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน ต่างคนต่างประเมินก็ได้ เรียกว่าการบูรณาการคู่ขนาน แต่ถ้ามากกว่า 2 คน เอาเนื้อหามาเรียงร้อยกันในหนึ่งชุด สมมุติว่ามี 4 บล็อก สุดท้ายจบแล้ว 4 วิชา ต่างคนต่างประเมิน นั้นคือสหวิทยาการ ทีนี้ของเราขั้นสูงสุดแล้ว นั่นคือบูรณาการแบบหมู่คณะ ไม่ได้สอนอยู่คนเดียว ลงปฎิบัติทีเดียวพร้อมกัน คล้ายการเข้าค่าย"

อาจารย์เบญมาศมองว่าการทำงานเชิงบูรณาการนี้ เกิดขึ้นได้ก็มาจากกรอบแนวคิดของหลักสูตรท้องถิ่น มันสอดคล้องกับเรื่องคลองอู่ตะเภา และที่สำคัญอย่างยิ่งคือได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหาร

"เรามีสภาพปัญหา มีความพร้อมของนักเรียน สุดท้ายพรบ.การศึกษาแห่งชาติต้องการ ขณะเดียวกัน พรบ.การทำหลักสูตร เราได้พัฒนาเนื้อหาสาระตรงนี้"

"เราต้องทำแล้วค่ะ ไม่รอให้ใครมาทำ ต้องช่วยกันพัฒนา ปีนี้ใช้แล้ว ปีหน้าจะปรับใหม่อีก ตามสถานการณ์ ซึ่งจะมีทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการ ซึ่งก็ยากถ้าเราขาดความพร้อมในหลาย ๆ เรื่อง สุดท้ายสิ่งที่เราได้ คือ นักเรียนได้กระบวนการเรียนรู้ ครูได้ทักษะการจัดการเรียนรู้บูรณาการแบบหมู่คณะ โรงเรียนได้หลักสูตร-ครบ นี้คือกิจกรรมที่เราทำตามกันมา สุดท้ายสิ่งแวดล้อมที่ดีคือสิ่งที่ชุมชนปรารถนา ณ ขณะนี้เทศบาลเมืองสงขลามาขอเทคโนโลยีจากพะตง ขอวิทยากรมาอบรม EM บอล"

"ถ้าเอาน้ำหมักชีวภาพไปใช่ที่ที่น้ำไหลอยู่ตลอดเวลาอย่างเช่นที่คลองอู่ตะเภา เราก็เลยมองว่ามันน่าจะได้ผลเพียงส่วนหนึ่ง เราก็เลยคิดกันว่านะจะผลิต EM ที่อยู่ในรูปของก้อนบอลหรือเป็นรูปไหนก็ได้ให้มันเป็นของแข็ง เพื่อที่จะโยนลงไป ไปศึกษาดูเจอในของเกษตรฯเข้าชื่อว่าดังโหงะ มีสูตรให้ ใช้ดินเหนียว ใช้รำ ใช้น้ำหมักชีวภาพ แกลบ พอได้สูตรมาก็คุยกับอาจารย์ศักดิ์ศิริ โตเอี่ยม ว่าเรามาทำ EM บอล กันเถอะ เราเรียกอย่างนี้ ชื่อเต็ม ๆ คือ EM BOKASHI MUD - MUDแปลว่าดินเหนียว ณ ขณะนี้ทีมงานของเทศบาล ถ้าต้องการให้พวกเราทำงาน ก็จะชวนไปดูงานที่สุราษฎร์ธานีบ้าง ที่พัทลุงบ้าง เรื่องของขยะ คือครูด้วย ชุมชนด้วย กลับมาเราก็มาทำ EM บอล กันเพื่อที่จะอนุรักษ์คลองกัน"

ในช่วงแรกศูนย์ที่ทำEM บอล จะมีอยู่ 3 ศูนย์ คือ โรงปุ๋ยชีวภาพ โรงเรียนส่องแสงวิทยา และโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์

"ณ เวลาปฎิบัติงานที่โรงเรียนมีสภาพปัญหาคือคือไม่มีสถานที่ เราก็เลยขอให้ที่ที่โรงงานปุ๋ย เอาเด็กไปทำกันได้ 5,000 ก้อน วันที่ 10 กันยายน เราได้มีกิจกรรมโยน EM บอล ลงในคลองที่พะตง นายอำเภอมาเห็นก็บอกว่า ณ ขณะนี้พะตงมีความเข้มแข็งเยอะนะ เพราะว่าเด็กที่เข้ามาไม่ใช่พะตงประธานอย่างเดียวแล้ว ทุกโรงเรียนในพะตง เข้ามาร่วมด้วย ที่สำคัญคือโรงงานเข้ามาร่วมด้วย คือสนับสนุนอาหารมาให้เด็กนักเรียนที่เข้ามาร่วม ทำให้เรามองเห็นแล้วว่าเขาไม่ได้เป็นปรปักษ์กับเราแล้ว เราเริ่มจะมาร่วมด้วยช่วยกันแล้ว ขอให้มีใจนิดหนึ่งก่อน แล้วเดี๋ยวต่อไปเราจะค่อย ๆ ใช้ EM บอลในบ่อบำบัดของเขา น่าจะเป็นอะไรที่ดีขึ้น ทราบมาจากที่เห็นในข่าวมีโรงงานอยู่ 50 โรงในนิคมอุตสาหกรรมแห่งหนึ่ง เขาเอาน้ำหมักไปใส่ในบ่อบำบัด ลดค่าใช้จ่ายต่อเดือน จาก 4 แสน เหลือ 4 หมื่น หากเราเอาการจัดการไปใส่ในความคิดผู้บริหารของเขาด้วย จุดนั้นน่าว่ามันจะเป็นไปได้ นี่คือครั้งแรก แต่เราจะทำอย่างต่อเนื่อง ให้พ้นหน้าฝนไปก่อน ซึ่งน้ำมันก็ไม่แย่มากเท่าหน้าแล้ง"

นวัตกรรมใหม่นี้ อาจะเป็นอีกหนึ่งความหวังในการบำบัดและฟื้นฟูสายน้ำในคลองอู่ตะเภา ที่กำลังเสื่อมโทรมลงทุกขณะ.

จำนวนคนดู 3452 ครั้ง ล่าสุดเมื่อ 23 ตุลาคม 57 12:56:52
 Member username  password remember me  สมัครสมาชิก  Go to top.
 Web Statistics : online 0 member(s) of 0 user(s) from all 203 member(s). SoftGanz Group. My Sql Database Server. PHP. The Apache. Mozilla. Nedstat Basic - Free web site statistics
Personal homepage website counter
User count is 6009351 person(s) and 16380450 hit(s) since Apr,27 2004 , current hit 1 time(s).
The Coca-Cola Foundation