รักษ์คลองอู่ตะเภา ฟื้นชีวิตให้สายน้ำ
หน้าแรก ข้อมูลทั่วไป สารคดี ฟอรั่ม มีอะไรใหม่
research home.
หมวด
ทั่วไป (10)
งานวิจัย
งานวิจัย : การศึกษาเศรษฐศาสตร์ทรัพยากรน้ำของโครงการป้องกันน้ำท่วมเทศบาลนคร-หาดใหญ่ : กรณีศึกษาคลองระบายน้ำสายที่ 1 (ร.1)
งานวิจัย >> ทั่วไป (บทความ)
รายงาน
การวิจัยจากเงินรายได้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ประเภททั่วไป ประจำปี 2545


เรื่อง
การศึกษาเศรษฐศาสตร์ทรัพยากรน้ำของโครงการป้องกันน้ำท่วมเทศบาลนคร-หาดใหญ่ : กรณีศึกษาคลองระบายน้ำสายที่ 1 (ร.1)
Water Resources Economics of Hatyai Flood Protection Project : A Case Study of Drainage Canal No.1 (DR.1)

หัวข้อ

การสำรวจข้อมูลสนามฐานทรัพยากรตามแนวคลอง ร.1 และ
การประยุกต์แบบจำลองคณิตศาสตร์กับระบบคลองอู่ตะเภา





โดย

ผศ.บุญเรือง มานะสุการ
อ.กัลยาณี พรพิเนตพงศ์
ผศ.สมบูรณ์ พรพิเนตพงศ์

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
มีนาคม 2547
การศึกษาเศรษฐศาสตร์ทรัพยากรน้ำของโครงการป้องกันน้ำท่วม
เทศบาลนครหาดใหญ่ : กรณีศึกษาคลองระบายน้ำสายที่ 1 (ร.1)
Water Resources Economics of Hatyai Flood Protection Project :
A Case Study of Drainage Canal No.1 (DR.1)

1. วัตถุประสงค์ของการวิจัย

การศึกษาเศรษฐศาสตร์วิศวกรรมทรัพยากรน้ำในการสร้างคลองระบายน้ำสายที่ 1 (ร.1) ซึ่งเป็นระบบป้องกันน้ำท่วมในฝั่งตะวันตกของคลองอู่ตะเภาที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และเหมาะสมกับกรณีศึกษาเพราะว่ามีขอบเขตทางภูมิศาสตร์ที่ชัดเจน โดยมีวัตถุประสงค์การศึกษาดังนี้
1.1 เพื่อศึกษารูปแบบของการเกิดอุทกภัย(Pattern of Damage and Frequency) ในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่
1.2 เพื่อวิเคราะห์การใช้ประโยชน์ทรัพยากรในพื้นที่ซึ่งอยู่ในโครงการป้องกันน้ำท่วมเทศบาลนครหาดใหญ่และผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์ของท้องถิ่นหลังจากมีการสร้างคลองระบายน้ำสายที่ 1(ร.1)
1.3 เพื่อวิเคราะห์ประสิทธิภาพในการระบายน้ำของคลอง ร.1 และเปรียบเทียบกับแนวทางเลือกอื่นๆ
1.4 เพื่อวิเคราะห์มูลค่าและเปรียบเทียบต้นทุนและประโยชน์ที่ได้รับของการสร้างคลองระบายน้ำสายที่ 1(ร.1)

2. ความสำคัญและที่มาของโครงการวิจัย

จากลักษณะภูมิประเทศที่เป็นที่ตั้งของอำเภอหาดใหญ่ประกอบกับอยู่ในโซนฝนตกชุก ทำให้ชุมชนต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมใหญ่มาโดยตลอด เช่น ในปี 2518 2531 และ 2543 ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายอย่างมากทั้งทรัพย์สินและชีวิต สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(2544) ได้ประมาณการความเสียหายที่เกิดในปี 2543 ทั้งสิ้นเป็นเงินกว่า 17,000 ล้านบาท
แผนการป้องกันอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งล้วนเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้งบประมาณสูงถึง 10,633.5 ล้านบาท(สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 2544) การลงทุนด้านวิศวกรรมทรัพยากรน้ำด้วยงบประมาณจำนวนมากนี้ เป็นโครงการที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของพื้นที่ในบริเวณกว้าง โดยเฉพาะมาตรการเร่งด่วนคือการผันน้ำออกจากเขตเทศบาลนครหาดใหญ่โดยการขุดคลองระบายน้ำสายที่ 1(ร.1) ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาเปรียบเทียบต้นทุนและประโยชน์ของโครงการอย่างรอบด้าน

3. ขอบเขตการทำวิจัย

การศึกษานี้เป็นการศึกษาเฉพาะความเหมาะสมทางเศรษฐศาสตร์วิศวกรรมทรัพยากรน้ำในการสร้างคลองระบายน้ำสายที่ 1 (ร.1) ซึ่งเป็นระบบป้องกันน้ำท่วมในฝั่งตะวันตกของคลองอู่ตะเภาที่มีขอบเขตทางภูมิศาสตร์ที่ชัดเจน โดยอาณาเขตพื้นที่ศึกษาครอบคลุมพื้นที่ฝั่งตะวันตกของลุ่มน้ำอู่ตะเภาในเขตอำเภอหาดใหญ่ อำเภอบางกล่ำ และตัวคลองระบายน้ำสายที่ 1 (ร.1) ที่มีความกว้าง 90-100 ม ยาวประมาณ 21.34 ก.ม. ตั้งแต่เทศบาลนครหาดใหญ่จนถึงทะเลสาบสงขลา การเก็บฐานข้อมูลทรัพยากรภาคสนามครอบคลุมพื้นที่สองฝั่งคลองข้างละ 500 ม ซึ่งประมาณว่ามีชุมชนตลอดแนวคลองที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการนี้ประมาณ 13 หมู่บ้าน
การศึกษานี้เป็นการศึกษาขั้นต้น โดยเน้นการวิเคราะห์พื้นที่เพื่อระบุมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ทั้งหมดที่ได้รับผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านลบ ส่วนการประเมินค่านั้นการศึกษานี้จะมุ่งศึกษาส่วนที่ประเมินได้จากมูลค่าตลาดเป็นหลัก ในส่วนของ Indirect Use Value ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่มีมูลค่าตลาดนั้นจะทำการประเมินค่าโดยใช้ Benefit Transfer
มูลค่าในด้านการท่องเที่ยวซึ่งต้องใช้ Travel Cost Method และมูลค่าการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตชุมชนซึ่งสามารถวิเคราะห์โดย Contingent Valuation Method นั้นเป็นเทคนิคที่ต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายสูงจึงยังไม่รวมมูลค่าส่วนนี้ไว้ในการศึกษาขั้นต้นนี้ มูลค่าทางเศรษฐศาสตร์อื่นๆที่อาจจะพบภายหลังการสำรวจภาคสนาม(Nonuse Value)จะพิจารณาเป็นแต่ละกรณีไปตามความเหมาะสมของงบประมาณ

4. วิธีการศึกษา

การศึกษานี้มุ่งตอบคำถามหลักในประเด็นต่างๆต่อไปนี้
1. สถานภาพทางธรรมชาติของการเกิดอุทกภัยในบริเวณลุ่มน้ำอู่ตะเภามีรูปแบบเป็นอย่างไร หากพิจารณาในลักษณะของความสัมพันธ์ระหว่างความถี่ในการเกิดและความเสียหายที่เกิดขึ้น (Pattern of Damage and Frequency)
2. โครงการปรับปรุงทางน้ำโดยการขุดคลองระบายน้ำสายที่ 1 (ร.1) เพื่อผันน้ำออกจากเขตเทศบาลนครหาดใหญ่จะส่งผลต่อรูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างความถี่ในการเกิดและความเสียหายอย่างไร
3. ต้นทุนทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการมีอะไรบ้าง
4. ประโยชน์ที่ท้องถิ่นได้รับจากโครงการมีอะไรบ้าง
เพื่อความสมบูรณ์ในการวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์วิศวกรรมทรัพยากรน้ำของโครงการขุดคลองระบายน้ำสายที่ 1 (ร.1) วิธีการศึกษาจึงแบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ
1. การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิทางวิศวกรรมทรัพยากรน้ำของโครงการขุดคลอง ร.1
2. การสำรวจข้อมูลปฐมภูมิทางด้านวิศวกรรมของโครงการขุดคลอง ร.1
3. การรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐศาสตร์ของโครงการขุดคลอง ร.1
4. การสำรวจข้อมูลปฐมภูมิทางด้านเศรษฐศาสตร์ของโครงการขุดคลอง ร.1

5. บทนำ

ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาครอบคลุมพื้นที่ 2,305 ตารางกิโลเมตร ที่มีสัณฐานของภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงทางทิศตะวันตก(รูปที่ 1) ส่วนพื้นที่ตอนกลางเป็นที่ราบตะกอนแม่น้ำ(Alluvium Deposit) มีการปลูกยางพาราขึ้นแทนพืชพรรณธรรมชาติ คลองอู่ตะเภาซึ่งเป็นลำน้ำสำคัญที่สุดในลุ่มน้ำนี้ มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาสันกาลาคีรีในเขตอำเภอสะเดาและไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลาทางทิศเหนือ
คลองอู่ตะเภาไหลผ่านชุมชนต่างๆของอำเภอสะเดา อำเภอหาดใหญ่ และออกสู่ทะเลสาบสงขลาที่บ้านแหลมโพธิ์ ลำน้ำมีความยาวประมาณ 51 กม. ความกว้างของคลองแปรเปลี่ยนอยู่ระหว่าง 40-80 เมตร และความลึกประมาณ 3-8 เมตร ลำน้ำมีความลาดชันมากระหว่างอำเภอสะเดา-อำเภอหาดใหญ่ และค่อยๆลาดลงระหว่างอำเภอหาดใหญ่(กม.+23)ถึงทะเลสาบ(กม.+0) ช่วงนี้ของลำน้ำเป็นเขตอิทธิพลของทะเล(estuary) โดยระดับน้ำต่ำสุดที่สถานีอุทกวิทยาอำเภอหาดใหญ่ (X44)มีค่าต่ำกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง(MSL)อยู่ 0.10 เมตร (AIT, 2537)
สถานที่ตั้งของสถานีอุทกวิทยาในลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาถูกแสดงไว้ในรูปที่ 1 โดยที่สถานี X44 ที่อำเภอหาดใหญ่มีขนาดพื้นที่รับน้ำประมาณ 1,740 ตารางกิโลเมตร หน้าตัดคลองส่วนนี้รับน้ำได้สูงสุด 400 ลบ.ม/วินาทีก่อนล้นตลิ่งเข้าท่วมเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ โดยอัตราการไหลในคลองอู่ตะเภามีความผันแปรมาก โดยอัตราการไหลเฉลี่ยในฤดูแล้ง(เมษายน-กันยายน)มีค่าประมาณ 7.8 ลบ.ม/วินาที ขณะที่ในช่วงฤดูฝน(พฤศจิกายน-ธันวาคม)มีค่า 88.6 ลบ.ม/วินาที(สมบูรณ์ 2538)
ภูมิอากาศในลุ่มน้ำเป็นแบบร้อนชื้น ระหว่างเดือนพฤษภาคม-ตุลาคมได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และเดือนพฤศจิกายน-มกราคม เป็นลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งทำให้เกิดฝนตกหนัก ปริมาณฝนตกเฉลี่ย 1800 มม.ต่อปี ฤดูแล้งอยู่ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-สิงหาคม อัตราการระเหยรายเดือนเฉลี่ยเท่ากับ 139 มม (วัดที่ศูนย์วิจัยการยาง ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่)
อำเภอหาดใหญ่ตั้งอยู่ตอนกลางของลุ่มน้ำอู่ตะเภาที่มีลักษณะเป็นที่ราบต่ำ เป็นส่วนที่รองรับน้ำที่ไหลลงมาจากต้นน้ำเขตอำเภอสะเดา และยังเป็นส่วนที่ได้รับอิทธิพลจากการหนุนและการรุกของน้ำเค็มจากทะเลสาบสงขลา(เสรี 2533 ) ดังนั้นความสามารถในการรองรับน้ำที่ไหลบ่าลงมาจากที่สูงนอกจากจะขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนแล้ว ระดับน้ำในทะเลสาบสงขลาก็มีอิทธิพลอย่างมากด้วยเช่นกัน
อุทกภัยครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในปี 2543 มีฝนตกในปริมาณมากถึง 330 มิลลิเมตรต่อวัน (วัดที่สถานีอากาศเกษตรคอหงส์) โดยมีน้ำฝนรวมระหว่างวันที่ 1-27 พฤศจิกายน 2543 ถึง 922.4 มิลลิเมตร ในขณะที่เกณฑ์เฉลี่ยมีค่า 290.4 มิลลิเมตร(กองอุตุนิยมวิทยา กองทัพเรือ 2543)ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในรอบ 100 ปี(กรมชลประทาน 2544)
ในทางวิศวกรรมทรัพยากรน้ำได้มีการจำแนกประเภทของน้ำท่วมไว้ 4 กรณี (Argue, 1986) คือ
1) Minor stormwater flows หมายถึงการเกิดน้ำท่วมเล็กน้อยทุกๆ 2-3 ปี
2) Major floods คือ การเกิดน้ำท่วมที่อยู่ระหว่างกรณีที่ 1 และ 3 ที่สามารถป้องกันได้
3) Rare floods เป็นการเกิดน้ำท่วมที่ไม่บ่อยนัก อาจเรียกได้ว่าในรอบ 50 ปี
4) Extreme floods จัดเป็นมหันตภัยน้ำท่วมที่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมากในช่วงชีวิตคน
น้ำท่วมในระดับ 1 และ 2 นั้นอยู่ในระดับที่พอจะป้องกันได้และมีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ส่วนน้ำท่วมในระดับ Rare Floods และ Extreme Floods นั้นอยู่ในระดับที่ต้องใช้ต้นทุนมหาศาลเพื่อการป้องกันและมักจะไม่คุ้มค่าเพราะต้นทุนในการบำรุงรักษากว่าจะถึงรอบของอุทกภัยจะยาวนานมาก หากไม่รักษาระบบไว้อย่างดีการลงทุนก็จะสูญเปล่า มาตรการที่จะช่วยบรรเทาความเสียหายได้เป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็นอุทกภัยระดับใดก็คือการจัดกระบวนการทางสังคมในการเตรียมรับภาวะอุทกภัย เช่น การติดตามสถานการณ์ การจัดระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ การปรับปรุงระบบระบายน้ำให้มีประสิทธิภาพ
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(2544) ระบุว่าแผนงานป้องกันน้ำท่วมเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ต้องใช้งบประมาณ 10,633.5 ล้านบาทใช้เวลาดำเนินการระหว่างปี 2544-2553 โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ
1) ระยะเร่งด่วน ได้แก่ การปรับปรุงระบบระบายน้ำเดิมในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ การจัดหาที่ดิน การปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำ การติดตั้งระบบเตือนภัย และการปรับปรุงผังเมืองรวม รวมเป็นเงิน 2,044 ล้านบาท
2) ระยะกลาง ได้แก่ การขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ การสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมเทศบาลนครหาดใหญ่ การออกแบบอ่างเก็บน้ำ และการปรับปรุงผังเมืองเทศบาลนครหาดใหญ่ รวมเป็นเงิน 3,059.4 ล้านบาท
3) ระยะยาว ได้แก่ การจัดหาที่ดิน การสร้างอ่างเก็บน้ำ การปลูกป่าและปรับปรุงระบบนิเวศ รวมเป็นเงิน 5,530.1 ล้านบาท



รูปที่ 1 ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาและอาณาเขตพื้นที่ศึกษา

6. ผลการศึกษา

6.1 การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลทางวิศวกรรมทรัพยากรน้ำของโครงการขุดคลอง ร.1
6.1.1 เขตแนวคลองระบายน้ำ ร.1
โครงการคลอง ร.1 ตั้งอยู่บริเวณตอนล่างของลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา(U-Taphao River Basin)โดยเริ่มต้นที่ริมคลองอู่ตะเภาที่บ้านหน้าควนลัง อ.หาดใหญ่ จากนั้นผ่านเข้าบ้านบางแฟบของ อ.หาดใหญ่ และเข้าสู่บ้านโคกเมา อ.บางกล่ำที่เป็นชุมชนหนาแน่น ต่อจากนั้นตรงไปทางทิศทิศเหนือผ่านบ้านดินลานก่อนที่จะไปตัดกับคลองท่าช้าง-บางกล่ำ รวมระยะทางถึงจุดนี้ประมาณ 12.5 ก.ม. (รูปที่ 2) เมื่อเลยจากคลองท่าช้าง-บางกล่ำ คลอง ร.1 จะผ่านบ้านท่าช้าง อ.ซึ่งเป็นชุมชนหนาแน่นและตรงไปตัดกับคลองโพธิรสที่บ้านเกาะน้ำรอบ อ.ควนเนียง ก่อนที่จะออกสู่ทะเลสาบสงขลา รวมความยาวทั้งสิ้น 21.343 ก.ม. คิดเป็นพื้นที่ที่ใช้ในการก่อสร้างคลองระบายน้ำ ร.1 ประมาณ 1,400 ไร่ หมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบมีจำนวน 13 หมู่บ้านของ 4 ตำบล คือ ตำบลบางเหรียง ตำบลบางกล่ำ ตำบลท่าช้าง และตำบลควนลัง ใน 3 อำเภอ คือ อำเภอหาดใหญ่ อำเภอบางกล่ำ และอำเภอควนเนียง (ที่มาสำนักงานชลประทานเขต 12)

1= เทศบาลนครหาดใหญ่ 2 = สวนยาง/ไม้ผล 3 = พื้นที่ชุ่มน้ำ 4 = ทุ่งหญ้า/นา

รูปที่ 2 โครงการคลอง ร.1 ทรัพยากรและตำแหน่งสำรวจทรัพยากรตามแนวคลอง ร.1


6.1.2 รูปร่างหน้าตัดคลองระบายน้ำ ร.1
รายละเอียดรูปทรง (รูปที่ 3) และค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างคลอง ร.1 ได้รับความอนุเคราะห์จากกรมชลประทาน โดยหน้าตัดคลอง ร.1 เป็นคลองดินรูปสี่เหลี่ยมคางหมูที่ไม่มีการดาด มีความลึก 7 ม และท้องคลองกว้าง 50 ม (ตารางที่ 1) รวมความกว้างของเขตคลองที่ใช้ในการสร้างคลองประมาณ 120 ม ดินที่ขุดขึ้นมาจะถูกนำมาทำเป็นถนนริมตลิ่ง(berm)ที่มีความกว้างเท่ากับ 9 ม ของทั้งสองฝั่งคลอง ใช้เวลาในการก่อสร้างระหว่างปี 2545-48 ใช้งบประมาณการขุดคลอง ร.1 จำนวน 1,274,285,000 บาท (ตารางที่ 2) สำหรับประมาณการค่าก่อสร้างและการเวนคืนคลองระบายน้ำสาย ร.1 ช่วงที่ตัดผ่านคลองบางกล่ำถูกแสดงไว้ในตารางที่ 3 ซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณการเวนคืนประมาณ 254 ล้านบาท และค่าก่อสร้างประมาณ 448 ล้านบาท รวม 702 ล้านบาท








สัญลักษณ์ B=ท้องคลอง D=ความลึกการไหล HL=ความสูงสันคลอง TL=ความกว้างถนน

รูปที่ 3 รูปร่างหน้าตัดของคลองระบายน้ำ ร.1

ตารางที่ 1 ขนาดองค์ประกอบต่างๆของคลองระบายน้ำ ร.1
A
ตร.ม R
ม S 1:SS B
ม D
ม h
ม H
ม T
ม RL
ม RR

372 4.84 1:8,000 1:2 50 6 7 8 9 60 60
สัญลักษณ์ A=พื้นที่หน้าตัด R=รัศมีชลศาสตร์ S=ความลาดคลอง 1:SS=ความลาดตลิ่ง

ตารางที่ 2 งบประมาณการก่อสร้างคลองระบายน้ำ สาย ร.1 ร.2 ร.3 ร.4 และ ร.5
รายการ งบประมาณ
รวม (บาท)
2545
2546
2547
2548
ขุดคลองระบายน้ำ สาย 1-5 พร้อมอาคารประกอบ 1,710,335,600
42,000,000
357,265,300
680,319,400
630,750,900
งานขุดคลองระบายน้ำสาย ร.1 1,274,285,000
-
228,016,000
594,187,000
452,082,000


ตารางที่ 3 งบประมาณการก่อสร้าง/เวนคืนคลองระบายน้ำสาย ร.1 และช่วงที่ตัดผ่านคลองบางกล่ำ

ปี
รายการ งบประมาณ
รวม
( บาท ) ระยะทาง

กม. พื้นที่

ไร่ เฉลี่ยรายจ่าย
บาท/ไร่
หมายเหตุ
44-47 เวนคืนที่ดิน คลอง 5 สาย 1,560,000,000 46.00 3,018 516,932 ข้อมูลกรมชลประทาน
เวนคืนคลอง ร.1 ตลอดสาย 723,704,348 21.34 1,400 ประมาณจากค่าเฉลี่ย/ไร่
เวนคืนคลอง ร.1 ช่วงบางกล่ำ 254,347,826 7.50 492
เวนคืนคลอง ร.2- ร.5 836,295,652 24.66 1,618
45-48 ขุดคลอง 5 สาย พร้อมอาคารประกอบ 1,710,335,600 46.00 3,018 ข้อมูลกรมชลประทาน
งานขุดคลองระบายน้ำสาย ร.1 1,274,285,000 21.34 1,400 910,204 ข้อมูลกรมชลประทาน
งานขุดคลองระบายน้ำสาย ร.1 ช่วงบางกล่ำ 447,850,867 7.50 492 ประมาณจากค่าเฉลี่ย/ไร่
งานขุดคลองระบายน้ำสาย ร.2- ร.5 436,050,600 24.66 1,618

6.1.3 สถานการณ์การเกิดน้ำท่วมหาดใหญ่ในอดีต
การประมาณความเสียหายจากอุทกภัยที่ต้องทำการศึกษา คือ ความรุนแรงของอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นบนสมมติฐานที่ว่า สภาพน้ำท่วมสัมพันธ์กับชลภาพของแหล่งน้ำซึ่งวิเคราะห์ได้จากความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณน้ำฝนและน้ำท่าในลุ่มน้ำ ดัชนีที่ใช้วัดความรุนแรงของอุทกภัย(สมบูรณ์ ลุวีระ 2530)ได้แก่
1) ความลึกของน้ำท่วม
2) ขนาดพื้นที่ของน้ำท่วม
3) ระยะเวลาที่น้ำท่วมขัง
4) ความเร็วของกระแสน้ำที่ไหลท่วม
5) ปริมาณตะกอนที่มากับน้ำ
6) ความถี่ของการเกิดน้ำท่วม
ดัชนีแสดงความรุนแรงของน้ำท่วมเหล่านี้หาได้จากการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์เหตุการณ์อุทกภัยในอดีต
ปี 2518 เกิดน้ำท่วมในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่วัดได้ 1.2 ม ที่ถนนนิพัทธ์อุทิศ 3 ในปี 2531 น้ำท่วมวัดได้ 1.4 ม (ปราโมทย์ ไม้กลัด 2532) และปี 2543 วัดได้ 2.2 ม (กรมทางหลวง 2544)
แม้ว่าหาดใหญ่จะมีประวัติการเกิดน้ำท่วมมาในอดีตแต่ไม่มีการบันทึกในเชิงวิชาการ ทำให้การอ้างอิงจากเอกสารต่างๆอาจมีความขัดแย้งกัน ตารางที่ 4 และรูปที่ 4 แสดงความลึกของน้ำท่วมและรอบของการเกิดซ้ำ(Frequency of occurrence) จะเห็นว่าโอกาสการเกิดน้ำท่วมในระดับของปี 2531 และ 2543 คือ 25 ปี และ 70 ปี ส่วนปี 2518 ไม่เคยมีการวิเคราะห์ไว้ จากตารางที่ 4 สังเกตว่าระดับน้ำท่วมในปี 2543 มากกว่าปี 2531 ประมาณ 0.5 ม แต่มูลค่าความเสียหายในปี 2543 มากกว่าปี 2531 ถึง 14-18 เท่า โดยในปี 2531 มีค่าเสียหาย 1,000 ล้านบาท ขณะที่ในปี 2543 มีมูลค่าถึง 14,500-18,000 ล้านบาท เป็นที่น่าเสียดายที่ขาดสถิติความเสียหายในปี 2518 ทำให้ยังไม่สามารถเขียนความสัมพันธ์ได้อย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตามจากรูปที่ 4 จะเห็นว่าในปี 2543 ความเสียหายเพิ่มสูงกว่าครั้งที่ผ่านมามาก ทั้งนี้เพราะพฤติกรรมการเกิดน้ำท่วมแตกต่างกัน คือ ในปี 2531 เป็นการเอ่อท่วมจากคลองอู่ตะเภาและมีการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า ขณะที่ในปี 2543 น้ำหลากมาจากลุ่มน้ำ อ.นาหม่อมซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกและเข้าท่วมเทศบาลนครหาดใหญ่อย่างรวดเร็ว ขณะที่ระดับน้ำในคลองอู่ตะเภายังคงสภาพปกติจึงขาดการเตือนภัยล่วงหน้า


รูปที่ 4 ความสัมพันธ์ระหว่างความลึกของน้ำท่วมและรอบของการเกิดซ้ำ (ตัวเลขในตารางแสดงค่าความเสียหาย)




ตารางที่ 4 ความลึกของน้ำท่วมและรอบการเกิดซ้ำ(Frequency of occurrence)

ปี Ref.1 Ref.2 Ref.3
Tr D C Tr D C EL
2459 . 2
2485 0.6
2502 0.2
2504 1.2 1.2
2505 0.7
2509 0.7 1.2 0.7 1.2
2510 0.7 2.7 0.7 2.7
2514 +6.30
2515
2516 0.76 6.7 0.76 6.7 +7.05
2518 0.7 0.7 +6.76
2519 +6.65
2524 0.5 0.5
2526 0.6 0.6 +6.47
2530 0.4
2531 25 2 >1,000 30 1.43 1,000
2543 70 3.5 >18,000/
14,520b
สัญลักษณ์ Tr=คาบการกลับ(ปี) D=ความลึกน้ำท่วม(ม) C=ความเสียหาย(ล้านบาท)
EL=ระดับน้ำท่วม(ม. รทก)

เอกสารอ้างอิง
Ref.1 = โครงการจัดการคลองอู่ตะเภา, ม.เกษตร
Ref.2 =น้ำท่วมหาดใหญ่ 2543, ม.สงขลานครินทร์
Ref.3 =ศึกษาออกแบบระบบป้องกัน, Water Development Consultant


6.2 การสำรวจข้อมูลปฐมภูมิทางด้านวิศวกรรมของโครงการขุดคลอง ร.1
จากการรวบรวมข้อมูลข้างต้นพบว่า ยังขาดการวิเคราะห์ความลึกน้ำท่วมในรายละเอียดซึ่งมีผลอย่างมากต่อการประเมินความสูญเสียเนื่องจากการเกิดน้ำท่วมเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ ในการศึกษานี้จึงทำการสำรวจข้อมูลทางวิศวกรรมที่สำคัญ 2 ส่วน คือ การวัดความลึกคลองบางกล่ำและการสำรวจระดับน้ำท่วม ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้
6.2.1. การวัดความลึกคลองท่าช้าง-บางกล่ำ
คลองบางกล่ำเป็นคลองธรรมชาติสายสั้นๆมีความกว้าง 40-90 ม และยาวประมาณ 11.5 ก.ม. ที่รับน้ำจากพื้นที่ราบลุ่มของอำเภอบางกล่ำแล้วระบายลงสู่ทะเลสาบสงขลา จากการเกิดอุทกภัยเมื่อปี 2531 ทางกรมชลประทานได้ทำการขุดคลองจากบ้านคดยางเชื่อมกับคลองบางกล่ำที่บ้านท่าช้าง เรียกว่า คลองคดยาง-ท่าช้าง ซึ่งแล้วเสร็จเมื่อประมาณปี 2541 (งบประมาณ ~160 ล้านบาท) เพื่อช่วยระบายน้ำทางตอนล่างของคลองอู่ตะเภาให้ออกสู่ทะเลสาบสงขลาได้เพิ่มขึ้นประมาณ 50 ลบ.ม/วินาที โดยที่บ้านคดยางซึ่งเป็นต้นคลองที่เชื่อมกับคลองอู่ตะเภาเป็นคลองคอนกรีตรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีความกว้างเท่ากับ 12.0 ม ตลิ่งมีความสูงประมาณ 6.3 ม ยาวประมาณ 550 ม ต่อจากนั้นจึงเป็นคลองดินรูปสี่เหลี่ยมคางหมูที่มีความกว้างผิวน้ำอยู่ระหว่าง 20-35 ม ดินที่ขุดขึ้นมาถูกนำมาทำเป็นคันคลองริมตลิ่ง(ภาพ ข1)ซึ่งก่อให้เกิดน้ำท่วมขังบนตลิ่ง ทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ข้างคลองต้องเจาะคันดินเพื่อระบายน้ำลงสู่คลอง จากลักษณะดังกล่าวทำให้ประชาชนที่อยู่ข้างคลอง ร.1 เกรงว่าจะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขังรุนแรงและนานขึ้น
ผลการหยั่งความลึกในเดือนกรกฎาคม 2544 ตามแนวร่องน้ำตลอดคลองท่าช้าง-บางกล่ำถูกแสดงในภาคผนวก ก พบว่า คลองคดยาง-ท่าช้างส่วนที่เป็นคอนกรีตมีความลึกประมาณ 1.5 ม ที่ปากคลองมีตะกอนทรายทับถมจำนวนมาก (ภาคผนวก ง) และส่วนที่เป็นคลองดินมีความลึกประมาณ 2.2 ม บางแห่งตื้นเขินมากโดยเฉพาะบริเวณใต้สะพานพบว่าลึกน้อยกว่า 1 ม สำหรับคลองบางกล่ำพบว่ามีความลึกอยู่ระหว่าง 2.5-5 ม ตลิ่งสูงจากผิวน้ำประมาณ 1.5 ม และที่ปากคลองที่ออกสู่ทะเลสาบสงขลามีความลึกประมาณ 1 ม มีข้อสังเกตว่าระหว่างการขุดลอกมีการทำลายต้นไม้ริมตลิ่งจำนวนมาก

6.2.2. การสำรวจระดับน้ำท่วม
การกระจายความเสียหายภายในเขตน้ำท่วมสามารถทำได้โดยการใช้ข้อมูลจากแผนที่ที่แสดงการใช้ที่ดินในแต่ละปี เช่น เขตชุมชน เขตเกษตรกรรม และแผนที่แสดงความถี่และความรุนแรงของอุทกภัย หลังจากการเกิดน้ำท่วมใหญ่ในปี 2543 เทศบาลนครหาดใหญ่ได้จัดทำเครื่องหมายแสดงระดับน้ำตามที่ต่างๆไว้ ทำให้สะดวกต่อการสำรวจระดับน้ำท่วมทั่วทั้งเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ อย่างไรก็ตามเนื่องจากระดับภูมิประเทศที่แตกต่างกันจึงจำเป็นต้องทำการวัดเทียบกับระดับอ้างอิงมาตรฐาน ในที่นี้ใช้เสาวัดระดับน้ำของกรมชลประทานที่สถานีอุทกวิทยา อ.หาดใหญ่ (X44) จากนั้นจึงเทียบกับระดับมาตรฐานที่สำรวจโดยเทศบาลนครหาดใหญ่ ภาคผนวก ช แสดงเส้นชั้นความลึกน้ำท่วมปี 2518 2531 และ 2543 ที่ตำแหน่งต่างๆทั่วทั้งเทศบาลนครหาดใหญ่
ผลการศึกษานี้ถูกนำไปเปรียบเทียบกับที่เคยมีการรายงานไว้ ภาคผนวก ข แสดงการเปรียบเทียบผลการวิเคราะห์ระดับน้ำท่วมเทศบาลนครหาดใหญ่จากการเขียนเส้นชั้นความลึกน้ำท่วมกับการแบ่งโซนน้ำท่วมสำหรับปี 2531 และ 2543 ซึ่งพบว่า บริเวณหาดใหญ่ในและเขต 8 (บริเวณ 1-5) ความลึกน้ำท่วมที่ได้มีความแตกต่างกันมาก

6.3 การสำรวจข้อมูลปฐมภูมิทางด้านสังคมของโครงการขุดคลอง ร.1
จากการสำรวจภาคสนามตามแนวคลอง ร.1 พบว่าแนวคลองผ่านพื้นที่ 13 หมู่บ้านใน 3 อำเภอ คือ บ้านหน้าควน บ้านควนลัง และบ้านบางแฟบ ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ บ้านโคกเมา บ้านดินลาน บ้านเลียบ บ้านหนองจูด และบ้านท่าช้าง ต.ท่าช้าง อ.บางกล่ำ บ้านหนองม่วง บ้านยวนยาง บ้านบางกล่ำกลาง และบ้านบางหยี ต.บางกล่ำ อ.บางกล่ำ บ้านเกาะน้ำรอบ ต.บางเหรียง อ.ควนเนียง แต่ละพื้นที่มีวิถึชีวิตชุมชนที่แตกต่างกัน สามารถจำแนกเป็น 3 ลักษณะ คือ
1. ชุมชนเมือง ส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพรับจ้างและค้าขาย มีบ้างที่มีอาชีพเกษตรกรรม ได้แก่ บ้านบางแฟบ บ้านควนลังและบ้านหน้าควน ซึ่งอยู่ในเขตตำบลควนลัง ลักษณะเด่นของชุมชนเมือง คือ มีความคล่องตัวในการย้ายถิ่นฐานเพื่อการประกอบอาชีพ เนื่องจากพื้นที่อยู่อาศัยมีขนาดเล็ก
2. เขตชานเมือง ชาวบ้านจะนิยมประกอบอาชีพเกษตรกรรม ได้แก่ การปลูกข้าว การทำสวนยางพารา สวนส้มโอ สวนทุเรียน และการปลูกพืชผักสวนครัว ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ได้แก่ บ้านหนองจูด บ้านดินลานและบ้านโคกเมา มีการลงทุนเพื่อประกอบธุรกิจที่สอดคล้องกับพื้นที่ เช่น ธุรกิจที่เกี่ยวกับยางพารา ธุรกิจเครื่องจักรกล กิจการที่เกี่ยวกับวัสดุก่อสร้าง กิจการบางส่วนเป็นของคนในพื้นที่แต่ก็มีเป็นส่วนน้อย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เขตเมืองเริ่มขยายออกมาสู่พื้นที่รอบนอกมากขึ้น
3. ชุมชนชนบท เป็นชุมชนเกษตรกรรมดั้งเดิมที่มีรากฐานมายาวนานและอยู่กันเป็นเครือญาติ จึงอยากต่อการโยกย้ายเพื่อตั้งถิ่นฐานใหม่ พื้นที่ส่วนนี้ตั้งอยู่ในตำบลท่าช้าง ตำบลบางกล่ำ และตำบลบางเหรียง ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและกสิกรรม ได้แก่ การปลูกข้าว ไม้ผล ไม้ยืนต้น และพืชผักต่างๆ ซึ่งการปลูกข้าวทำการเพาะปลูกปีละ 1 ครั้งโดยจะอาศัยน้ำฝน พบมากที่สุดในพื้นที่บ้านบางหยี บ้านยวนยาง บ้านหนองม่วง และบ้านท่าช้าง มีการทำสวนสมรมเกือบทุกครัวเรือนเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน การปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้นเป็นแบบผสมผสานในบริเวณเดียวกัน ได้แก่ ยางพารา กระท้อนห่อ ทุเรียน ละมุด เงาะ มังคุด และส้มโอ ฯลฯ ผลผลิตที่ได้ส่วนใหญ่นำมาบริโภคภายในครัวเรือน ที่เหลือจึงจำหน่ายภายในหมู่บ้านและพื้นที่ใกล้เคียง มีการปลูกข่าเป็นพืชเศรษฐกิจส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่บ้านบางหยี บ้านบางกล่ำและบ้านยวนยาง การเลี้ยงสัตว์จะเป็นแบบปล่อยให้หาอาหารเองตามธรรมชาติ ได้แก่ โค กระบือ สุกร และไก่ เป็นต้น เป็นการเลี้ยงเพื่อบริโภคภายในครัวเรือนและจำหน่ายบ้างบางส่วน นอกจากนี้มีการประกอบอาชีพนอกภาคการเกษตร ได้แก่ ค้าขายและรับจ้างภายในหมู่บ้าน ที่เทศบาลนครหาดใหญ่ และจังหวัดใกล้เคียง

6.4 การสำรวจข้อมูลปฐมภูมิทางด้านเศรษฐศาสตร์ของโครงการขุดคลอง ร.1
ทรัพยากรธรรมชาติและการประกอบอาชีพของประชาชนที่อยู่ในแนวคลอง ร.1 (รูปที่ 2) ได้รับการสำรวจอย่างละเอียดระหว่างเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2545 และนำมาวิเคราะห์ร่วมกับแผนที่ทางทหาร 1:50,000 เพื่อจัดแบ่งหมวดหมู่ของการใช้ประโยชน์จากที่ดิน รายละเอียดการสำรวจแสดงไว้ในภาคผนวก ค ซึ่งพบว่า บ้านเรือนที่อยู่ในแนวคลองประมาณ 56 หลัง ส่วนใหญ่อยู่ที่บ้านท่าช้าง บ้านโคกเมา บ้านบางแฟบ และบ้านทุ่งปรัง ส่วนพื้นที่การเกษตรที่เสียหายอาจจำแนกออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนต้นคลอง ร.1 จะเป็นสวนยางสวนผักและสวนผสม ส่วนตอนล่างจะเป็นทุ่งนา สวนผัก สวนผลไม้ และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
นอกเหนือไปจากความเสียหายในทรัพย์สินโดยตรงที่แสดงไว้แล้ว พบว่า ยังเกิดค่าความเสียโอกาสเกิดขึ้นอย่างมาก เนื่องจากประชาชนไม่แน่ใจว่าโครงการคลอง ร.1 มีความแน่นอนเพียงใดและจะดำเนินงานเมื่อไร ทำให้ไม่กล้าลงทุนทำกิจกรรมและประกอบอาชีพต่อไป นอกจากนั้นยังเกิดปัญหาการลดลงของราคาที่ดินที่มีลักษณะเป็นชายธงที่คลอง ร.1 ตัดผ่าน

6.5 ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการก่อสร้างโครงการคลอง ร.1
จากการศึกษาพบว่า คลอง ร.1 มีผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อชุมชนตามแนวคลอง โดยผลระทบทางตรง คือ การเวนคืนที่ดิน ซึ่งมีทั้งพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่ที่เป็นบ้านเรือน เจ้าของที่ดินบางรายพอใจกับค่าตอบแทนที่ได้รับ แต่บางรายไม่ยอมให้เวนคืนที่ดินของตนเอง เพราะไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของตนเอง ประชาชนจำนวนมากถูกกดดันจากหน่วยงานภาครัฐที่เข้าไปดำเนินโครงการ โดยอ้างว่าถ้าไม่ยินยอมจะถูกเวนคืนที่ดินโดยไม่ได้รับค่าชดเชย ทำให้ไม่กล้าทำกิจกรรมต่อไป เช่น การทำฟาร์มไก่ การเลี้ยงปลา การปลูกพืชสวน การสร้างบ้านเรือน ฯ
ผลกระทบทางอ้อมเกิดจากขาดการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคมของโครงการฯ ส่งผลต่อสภาวะจิตใจของชาวบ้านในพื้นที่แนวคลอง เกิดความกลัวและวิตกกังวล ไม่ว่าจะเป็นการเกิดน้ำท่วมในฤดูฝนเนื่องจากเปลี่ยนสภาพเป็นพื้นที่รองรับน้ำที่ระบายมาจากคลองอู่ตะเภา สังเกตได้จากการปลูกบ้านหลังใหม่ในพื้นที่ที่อยู่ใกล้กับแนวคลองจะเป็นแบบยกพื้นสูงมากกว่าปกติ เพราะเชื่อว่าจะเกิดน้ำท่วมหลังจากที่โครงการแล้วเสร็จ การแบ่งแยกพื้นที่ทำกินจะทำให้เกิดความยากลำบากในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม และความสัมพันธ์ในเครือญาติลดลงเพราะการคมนาคมที่ไม่สะดวก การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตเมื่อมีการพัฒนาสองฝั่งคลองในอนาคต การปรับตัวกับตั้งถิ่นฐานใหม่ โดยเฉพาะที่บ้านท่าช้างและบ้านบางหยี ซึ่งมีประชากรค่อนข้างหนาแน่น นอกจากนี้ยังกังวลกับสภาพแวดล้อมที่อาจเปลี่ยนไป อาทิ การรุกเข้ามาของน้ำเค็มตามแนวคลองที่ขุด การลดลงของระดับน้ำใต้ดิน ฯ

7 การวิเคราะห์ประสิทธิผลของคลอง ร.1 และแนวทางเลือกด้วยแบบจำลองคณิตศาสตร์

พฤติกรรมทางชลศาสตร์ของคลองอู่ตะเภาแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ตอนล่างตั้งแต่ อ.หาดใหญ่-ปากคลอง จะมีท้องคลองต่ำกว่าระดับน้ำทะเลปานกลางและถูกควบคุมด้วยการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำขึ้นน้ำลงในทะเลสาบสงขลา ทำให้มีสภาพเป็นน้ำกร่อย (Estuary) ในฤดูแล้ง ส่วนตั้งแต่บ้านพรุขึ้นไปถึง อ.สะเดาจะเป็นคลองน้ำจืด (Stream or River) คลองอู่ตะเภาที่ อ.หาดใหญ่สามารถรองรับการหลากของน้ำได้ไม่เกิน 600 ลบ.ม/วินาที
ในการอธิบายพฤติกรรมของคลองอู่ตะเภาตอนล่างซึ่งเป็นที่ตั้งของโครงการคลอง ร.1 จึงสามารถอธิบายได้ด้วยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ทางอุทกพลศาสตร์ของ Estuary ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้
7.1 คุณสมบัติของแบบจำลองคณิตศาสตร์
ในที่นี้แบบจำลองคณิตศาสตร์ทางอุทกพลศาสตร์แบบ 2 มิติ (2D Mathematical Model of Hydrodynamics) ที่มีชื่อเชิงพาณิชย์ว่า Water Quality Mapping (WQMAP) ของบริษัท Applied Sciences Associates, Inc. (ASA) ประเทศสหรัฐอเมริกา รายละเอียดสามารถดูได้ที่ http://www.appsci.com/ ถูกนำมาประยุกต์กับคลองอู่ตะเภาและคลอง ร.1 ลักษณะเด่นของแบบจำลองฯนี้ คือ ใช้กับระบบ GIS และเป็นระบบกริดในการคำนวณเป็นแบบโค้งที่ลัดเลาะไปตามความโค้งของลำน้ำ(Boundary fitted coordinate) ทำให้ได้คำตอบที่แม่นยำ
7.2 วิธีการวิเคราะห์
การวิเคราะห์ด้วยแบบจำลองคณิตศาสตร์ทางอุทกพลศาสตร์ (hydrodynamic model) โดยการจำลองการไหลในช่วงฤดูฝนที่มีน้ำไหลบ่าในคลองอู่ตะเภาในอัตรา 600 ลบ.ม/วินาที ซึ่งจะก่อให้เกิดน้ำท่วมได้ ในที่นี้การศึกษาด้วยแบบจำลองฯจำแนกออกเป็น 2 กรณี คือ
การหลากของน้ำในคลองอู่ตะเภาและคลอง ร.1 เมื่อมีการก่อสร้างคลอง ร.1 ซึ่งตัดผ่านคลองบางกล่ำ (รูปแบบปัจจุบัน)
การหลากของน้ำในคลองอู่ตะเภาและคลอง ร.1 เมื่อมีการก่อสร้างคลอง ร.1 โดยให้ระบายลงคลองบางกล่ำ (แนวทางเลือก)
ระบบคลองที่ใช้ในแบบจำลองฯครอบคลุมคลองอู่ตะเภา คลอง ร.1 และคลองบางกล่ำ โดยคลองอู่ตะเภาตอนล่างเริ่มตั้งแต่บ้านพรุ ผ่านทางเข้าคลอง ร.1 และออกสู่ทะเลสาบสงขลาดังแสดงในรูปที่ 5 คลองอู่ตะเภามีความกว้าง 40-60 ม และคลองบางกล่ำกว้าง 50-70 ม ลึก 5 ม ตลอดสาย
การเปรียบเทียบผลการศึกษาทั้ง 2 กรณี สามารถอธิบายให้ทราบถึงประสิทธิภาพของคลอง ร.1 และ แนวทางเลือกในการป้องกันน้ำท่วมเทศบาลนครหาดใหญ่ ปัจจัยที่นำมาพิจารณา คือ ระดับน้ำ อัตราการไหล และเวลาในการหลาก
7.3 ผลการศึกษาด้วยแบบจำลองฯ
7.3.1 การพยากรณ์ระดับน้ำและอัตราการไหล
" ระดับน้ำในคลองอู่ตะเภาและคลอง ร.1 กรณีรูปแบบปัจจุบัน
คลอง ร.1 แยกออกจากคลองอู่ตะเภาที่บ้านควนลังและตรงออกสู่ทะเลสาบฯ รวมเป็นระยะทางประมาณ 21.3 กม น้ำที่หลากมาถึงทางแยกคลอง ร.1 จะแยกไหลออกเป็น 2 ส่วน คือ เข้าสู่คลอง ร.1 และเข้าคลองอู่ตะเภา ผลการคำนวณระดับน้ำในคลองอู่ตะเภาและคลอง ร.1 ในฤดูฝน (อัตราการไหล 600 ลบ.ม/วินาที) พบว่า น้ำจะไหลเข้าคลอง ร.1 ด้วยอัตราการไหล 270 ลบ.ม/วินาที ทำให้ระดับน้ำที่จุดแยกเข้าคลอง ร.1 มีความลึกการไหลประมาณ 5.45 ม และค่อยๆลดระดับลงสู่ทะเลสาบสงขลา (รูปที่ 6)
" ระดับน้ำในคลองอู่ตะเภาและคลอง ร.1 กรณีแนวทางเลือก
ในกรณีที่ให้น้ำในคลอง ร.1 ระบายลงสู่คลองบางกล่ำที่บ้านท่าช้าง และออกสู่ทะเลสาบสงขลาที่ปากคลองบางกล่ำ คิดเป็นระยะทางประมาณ 23.5 กม การระบายน้ำลงสู่คลองบางกล่ำจะช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างคลอง ร.1 และลดผลกระทบต่อชุมชนลงได้มาก ผลการ

โดย kai (ip:203...232)  เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2547 09:34:59 น.

 print friendly version 
 จำนวนคนดู 5869 ครั้ง
 Member username  password remember me  สมัครสมาชิก  Go to top.
 Web Statistics : online 0 member(s) of 28 user(s) from all 203 member(s). SoftGanz Group. My Sql Database Server. PHP. The Apache. Mozilla. Nedstat Basic - Free web site statistics
Personal homepage website counter
User count is 7942191 person(s) and 26522263 hit(s) since Apr,27 2004 , current hit 1 time(s).
The Coca-Cola Foundation