รักษ์คลองอู่ตะเภา ฟื้นชีวิตให้สายน้ำ
หน้าแรก ข้อมูลทั่วไป สารคดี ฟอรั่ม มีอะไรใหม่
research home.
หมวด
ทั่วไป (10)
งานวิจัย
งานวิจัย ไทบ้าน
งานวิจัย >> ทั่วไป (บทความ)
click to view full image (photo size 84332 byte(s) : 640 x 480 pixel)
๑.สังคมและวัฒนธรรมปากมูน

วิธีการศึกษา
การศึกษาในหัวข้อนี้ดำเนินการโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยประกอบกันดังนี้ คือ
๑) การจัดประชุมกลุ่ม (focus group) ผู้ที่เข้าประชุมกลุ่มในแต่ละชุมชนจะประกอบด้วย คนหาปลา กำนันหรือผู้ใหญ่บ้าน หรือ กรรมการชุมชน หรือ สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล คนทำนา ครู เจ้าของร้านค้าและปั๊มน้ำมันในชุมชน คนรับซื้อปลา คนขับรถโดยสารรับจ้างในชุมชน ฯลฯ
การประชุมกลุ่มที่เชิญฝ่ายต่างๆ ในชุมชนเข้าร่วมนี้ จะทำให้ได้ข้อมูลที่ตรงกว่าการใช้แบบสอบถามที่ถามเฉพาะคน เนื่องจากพื้นที่บริเวณปากมูนมีความขัดแย้งสูง การใช้แบบสอบถามจึงทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนของข้อมูลได้ เพราะการตอบแบบสอบถามไม่สามารถตรวจสอบโดยคนในชุมชนได้ว่าข้อมูลที่ตอบไปนั้นตรงกับความจริงหรือไม่ ขณะที่ การประชุมกลุ่มที่เชิญหลายฝ่ายเข้ามาร่วมให้ข้อมูลพร้อมกันจะทำให้เกิดการตรวจสอบข้อมูลโดยชุมชนก่อน เช่น การกลับมาหาปลา คนในชุมชนจะรู้ว่าครัวเรือนใดลงหาปลาหรือไม่ลงหาปลา เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ไม่มีฝ่ายใดบิดเบือนข้อมูลได้ ไม่ว่าจะสนับสนุนหรือคัดค้านเขื่อน
๒) การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมโดยผู้ช่วยนักวิจัยได้เข้าไปใช้ชีวิตในชุมชนตลอด ๑ ปีที่ทำวิจัยนี้ และเข้าร่วมกิจกรรมของชุมชน เช่น การหาปลาของคนกลุ่มต่างๆ การซื้อขายปลา การจัดพิธีกรรมเนา การส่าวลวง ฯลฯ วิธีการนี้จะทำให้ผู้ช่วยนักวิจัยซึ่งเขียนข้อมูลได้เข้าถึงข้อมูลอย่างแท้จริง
๓) การสัมภาษณ์แบบเจาะลึกผู้ให้ข้อมูลหลัก เช่น ผู้ที่เป็นแรงงานซึ่งอพยพไปต่างถิ่นในช่วงมีเขื่อนและกลับมาหาปลาอีกครั้งเมื่อเปิดประตูเขื่อน การกลับมาหาปลาของคนริมห้วยและคนบ้านโคก ฯลฯ การลงพื้นที่และการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกนั้น นักวิจัยไทบ้านจะเป็นผู้นำผู้ช่วยนักวิจัยซึ่งจะเป็นผู้สัมภาษณ์และเรียบเรียงข้อมูลลงไปหาผู้ให้ข้อมูลหลัก เนื่องจากนักวิจัยไทบ้านจะทราบดีว่า ใครคือผู้ที่จะให้ข้อมูลหลักในเรื่องนั้นๆ เช่น ใครคือแรงงานที่อพยพกลับมาหาปลาอีกครั้งหลังการเปิดประตูเขื่อน ใครเป็นคนหาปลาจากบ้านโคก เป็นต้น
“มูน” หรือ “มูนมังสังขยา” ในภาษาอีสานหมายถึง “มรดก” ที่สืบทอดจากบรรพบุรุษ แม่น้ำมูนหรือ “แม่มูน” จึงเป็นสมบัติทางธรรมชาติของคนอีสานที่สืบทอดมารุ่นแล้วรุ่นเล่า คนลุ่มน้ำมูนบางคนเลี้ยงลูกนับสิบคนก็ด้วยปลาจากแม่น้ำมูนโดยไม่มีที่นาเลยสักแปลงเดียวจนกล่าวกันว่า “มีนาอยู่มูน”บางคนส่งลูกเรียนได้ก็ด้วยการหาปลาในแม่น้ำมูนจนมีคำพูดว่า “ทุกอย่างเกิดแต่มูน”
งานวิจัยไทบ้านพบว่า ก่อนการสร้างเขื่อนปากมูลมีชุมชนที่อาศัยพึ่งพิงแม่น้ำมูนบริเวณปากมูน ๓ กลุ่มใหญ่ๆ ตามลักษณะของระบบนิเวศน์และวิถีการผลิต มีรายละเอียดดังนี้

ชุมชนริมมูน
ชุมชนริมมูนหรือชุมชนริมน้ำเป็นชุมชนที่ตั้งริมมูน ชุมชนในกลุ่มนี้หาปลาจากแม่น้ำมูนและห้วยสาขา และพึ่งพาแม่น้ำมูนในหลายด้าน เช่น การทำเกษตรริมมูนตามดอน ริมฝั่ง และห้วยสาขา ซึ่งรวมไปถึงการตกกล้าข้าว และการทำนาตามทาม การอาศัยดอน ชายฝั่ง และแก่ง เป็นแหล่งอาหารและสมุนไพร การปลูกไม้ผลยืนต้นบริเวณดอนซึ่งถือเป็นของส่วนรวมและใช้ร่วมกันในช่วงที่มี งานสงกรานต์และงานเนา ปลูกไผ่ซึ่งเป็นไม้ที่สำคัญสำหรับทำเครื่องมือหาปลา การใช้น้ำในแม่น้ำมูนสำหรับอาบและซักผ้า และอาศัยน้ำ “ส้าง” บริเวณริมมูนและบริเวณแก่งสำหรับดื่มกินในฤดูแล้ง
ที่ตั้งชุมชน นอกจากจะเป็นบริเวณที่สามารถเข้าถึงแหล่งหาปลาหรือ “ลวงปลา” เช่น แก่ง ขุม วัง คัน ฯลฯ ซึ่งเป็นหัวใจของความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจของชุมชนแล้ว บริเวณที่ตั้งชุมชนมักจะอยู่ระหว่างลำห้วยของแม่น้ำมูนหรือมีลำห้วยขนาบข้างซึ่งน้ำไม่สามารถท่วมถึงได้ การมีลำห้วยนั้นก็เท่ากับว่ามีแหล่งอาหารและสมุนไพรอีกแหล่งนอกจากตามดอนหรือริมมูน
ชุมชนริมมูนโดยส่วนใหญ่มักแบ่งพื้นที่ออกเป็น ๒ ส่วนคือ ส่วนที่เป็นเขตชุมชนและนอกเขตชุมชนโดยมีหลักเขตแบ่ง เขตชุมชนมักจะประกอบด้วยพื้นที่ที่สำคัญคือ
๑) พื้นที่ส่วนรวมติดฝั่งน้ำมูน เป็นพื้นที่ทำกินสำหรับปลูกพืชผักริมมูนโดยแบ่งกันปลูกพืชผักและเป็นพื้นที่ให้ชาวบ้านในชุมชนลงหาปลาในแม่น้ำหรือท่าน้ำ หากมีการแต่งงานแยกครอบครัว ออกมา ก็จะแบ่งพื้นที่เหล่านี้ให้ครอบครัวดังกล่าวได้ทำเกษตรริมมูน
๒) พื้นที่ส่วนรวมริมฝั่งห้วยนับจากชายฝั่งหรือป่าบุ่งป่าทามเช่นกัน บริเวณนี้เป็นพื้นที่สำหรับเก็บผักหักฟืน พืชผัก เห็ด และสมุนไพร
๓) ศาลากลางบ้าน บางชุมชน เช่น บ้านคันไร่ใต้ กำหนดให้พื้นที่ตรงกลางเป็นที่ตั้งศาลากลางบ้าน ศาลากลางบ้านเป็นพื้นที่สำหรับแขกของชุมชนพัก ในอดีต พื้นที่นี้ถูกใช้เป็นที่พักของคนบ้านโคกที่นำเกวียนบรรทุกข้าวมาแลกปลา ๒ ช่วง คือ เดือนอ้ายและเดือนหก หากว่ากลุ่มคนบ้านโคกหรือแขกบ้านมีจำนวนไม่มาก ก็จะให้พักที่บ้านผู้นำของชุมชน
๔) พื้นที่บ้านของแต่ละคนซึ่งจะสร้างบ้านเรือนล้อมรอบศาลากลางบ้าน
๕) พื้นที่สร้างวัดและโรงเรียน อยู่ข้างกลุ่มบ้าน
๖) พื้นที่ดอนปู่ตา เป็นบริเวณใกล้ชายฝั่งของลำห้วยหรืออาจจะรวมอยู่ในบริเวณที่ห่างจากร่องน้ำลึกของลำห้วย ๑ เส้น
๗) พื้นที่ป่าช้า
๘) พื้นที่ส่วนรวมที่เว้นว่างไว้จากบริเวณบ้านไปจนถึงหลักเขตชุมชน มีบริเวณพอสมควรสำหรับไว้จัดสรรให้กับครอบครัวที่แยกขยายออกใหม่
สำหรับพื้นที่นอกเขตชุมชน ประกอบด้วยพื้นที่นาและพื้นที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ ดังนั้นที่นาของ ชุมชนริมมูนจึงตั้งอยู่ห่างจากฝั่งแม่น้ำ ยกเว้นบางชุมชนมีที่นาระหว่างที่ริมมูนกับชุมชน เช่น บ้านหนองโพธิ์ หรือผู้ที่ทำนาตามทามหรือห้วยสาขา
การเลือกพื้นที่ตั้งชุมชนดังกล่าวนี้ทำให้ชุมชนริมมูนมีหลักประกันของความมั่นคงในมิติต่างๆ ทุกด้านที่ทำให้ชุมชนสามารถพึ่งตนเองจากฐานทรัพยากรแม่น้ำมูนและห้วยสาขา ทั้งความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงทางสุขภาพ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
ความมั่นคงทางอาหารพิจารณาได้จากการที่ชาวบ้านสามารถเข้าถึงปลาเพื่อเป็นอาหารและแหล่งรายได้ การกำหนดให้พื้นที่ริมมูนเป็นที่ส่วนรวมในการทำเกษตรริมมูนร่วมกัน รวมทั้งการกำหนดให้มีดอนปู่ตาซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญ เช่น เห็ด หน่อไม้ แมลง สัตว์เลื้อยคลาน เท่ากับว่าหลักประกันนี้เผื่อแผ่ไปยังคนรุ่นต่อๆ ไปด้วย
ขณะที่หลักประกันความมั่นคงทางสุขภาพนั้น สะท้อนให้เห็นจากการกำหนดให้มีดอนปู่ตา และพื้นที่ห่างจากร่องน้ำลึกของลำห้วยขึ้นมายังฝั่ง ซึ่งพื้นที่เหล่านี้เป็นแหล่งสมุนไพรที่สำคัญซึ่งตั้งอยู่ในเขตชุมชนที่ง่ายต่อการเข้าถึง
ในส่วนของความมั่นคงทางเศรษฐกิจนั้น เห็นได้ชัดว่าชุมชนริมมูนเป็นชุมชนหาปลาเป็นหลักแตกต่างกับชุมชนที่อยู่ห่างจากมูนที่มีวิถีการผลิตขึ้นอยู่กับที่ดิน(Land-based community) เพราะข้อจำกัดของที่ดินบริเวณปากมูนที่ไม่อุดมสมบูรณ์ ขณะที่มีแม่น้ำที่อุดมสมบูรณ์ด้วยปลาที่สามารถจับได้ตลอดปี การมีแม่น้ำจึงเป็นหลักประกันว่าชาวบ้านสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ชุมชนริมมูนจึงเป็นชุมชนที่พึ่งพาแม่น้ำเป็นหลัก (river-based community)
นอกจากการพึ่งพาแม่น้ำมูนสำหรับการดำรงชีวิตแล้ว แม่น้ำมูนยังมีความสำคัญต่อชาวบ้านมากจนก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมประเพณีเฉพาะของตน เช่น การใช้แก่งและที่ริมมูนเป็นสถานที่ประกอบพิธีสงกรานต์และวันเนา ในอดีตที่ยังไม่มีโบสถ์ชาวบ้านยังใช้แก่งเป็น “โบสถ์น้ำ” หรือ “สิมน้ำ” โดยสมมติให้แก่งที่มีน้ำล้อมรอบเป็นเขตสีมา เช่น แก่งตาดไฮ เป็นต้น โดยมีทั้งชุมชนริมมูนและชุมชนบ้านโคกที่ลงมาใช้แก่งเป็นโบสถ์

“แลงมีสิบอย่างให้เฝ้า เช้ามีเก้าอย่างให้ยาม”: วิถีริมมูน
ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ชุมชนริมมูนเป็นชุมชนหาปลาเป็นหลักซึ่งแตกต่างกับชุมชนอีสานทั่วไป เพราะข้อจำกัดของที่ดินที่ไม่อุดมสมบูรณ์ ขณะที่แม่น้ำมีความอุดมสมบูรณ์ ดังนั้น แม้ว่าชาวบ้านบางรายจะมีที่ดินหรือที่นามากแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นคนร่ำรวย เนื่องจากที่นาให้ผลผลิตต่ำ การทำนาของชาวบ้านนั้นก็เพียงเพื่อบริโภคในครัวเรือนไม่ได้เพื่อขาย จะมีบ้างก็เพื่อแลกกับปลา ขณะที่การจับปลานั้นทั้งเพื่อการบริโภคและขาย ค่าใช้จ่ายต่างๆ ในครอบครัว เช่น ค่าเสื้อผ้า ค่าเทอมลูก ฯลฯ จึงมาจากการขายปลา จนกล่าวกันว่า “เติบโตเป็นผู้เป็นคนเป็นเจ้าเป็นนายก็เพราะแม่น้ำมูน”
ข้อจำกัดประการหนึ่งของการอธิบายระบบเศรษฐกิจของชาวบ้านปากมูนของคนภายนอกก็คือ การนำเอาเรื่องของรายได้และอาชีพมารวมกันและเรียกว่าอาชีพ โดยจัดกลุ่มเป็น “อาชีพหลัก” “อาชีพเสริม”หรือ“อาชีพรอง” ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะครอบครัวชาวปากมูนเป็นครอบครัวขยาย แต่ละครอบครัวจะประกอบอาชีพหลายอย่าง ทั้งหาปลาอย่างเดียวทั้งกลางวันและกลางคืนตลอดทั้งปี ผู้ที่มีที่นาอาจให้ลูกเขยหรือผู้ชายที่แข็งแรงเป็นคนทำนาในตอนกลางวัน (เพื่อมีหลักประกันว่าจะมีข้าวกิน มิใช่เพื่อขาย) บางคนเสร็จจากทำนาตอนกลางวัน ตอนค่ำก็จะหาปลา การเลี้ยงสัตว์โดยปล่อยไว้ตามที่ส่วนรวมในที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ เก็บพืชผักอาหารและสมุนไพร คนเฒ่าคนแก่จะทำเครื่องมือ และเหยื่อปลาให้ลูกหลานหรือทำขาย ว่างจากการหาปลาและทำนาก็จะจักสานหรือตกแต่งเครื่องมือหาปลา ในฤดูแล้งชาวบ้านจะทำเกษตรริมมูน ฯลฯ แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่นำมาซึ่งรายได้หลักจริงๆ ก็คือ การหาปลา ยกเว้นกรณีที่เป็นข้าราชการซึ่งมีเงินเดือน จะมีอาชีพในความหมายที่รวมถึงรายได้จากการรับราชการและบางคนอาจจะหาปลาเป็นอาชีพเสริม
บางครอบครัวที่มีฐานะการเงินดี สมาชิกในครอบครัวอาจจะเป็นทั้งคนหาปลา ทำนา เป็นเจ้าของและขับรถรับจ้างและรับซื้อปลาขายไปพร้อมกัน บางคนลงทุนส่าวลวง หรือลงทุนเครื่องมือหาปลาให้เพื่อนบ้านเพื่อได้สิทธิในการซื้อปลา แต่ก็ลงหาปลาเองด้วย
วิถีการผลิตของชุมชนริมมูนนี้ชาวบ้านเรียกว่า วิถีการผลิตแบบ “แลงมีสิบอย่างให้เฝ้า เช้ามีเก้าอย่างให้ยาม” แต่รายได้หลักของชาวบ้านจะขึ้นอยู่กับการหาปลาหรือที่เรียกว่า “เศรษฐกิจที่ขึ้นอยู่กับการหาปลา” (fishing economy)
เมื่อมีการสร้างเขื่อน พันธุ์ปลาหายไปจากแม่น้ำมูน พรรณพืชอาหารและสมุนไพรถูกทำลาย ที่ดินริมมูนที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดที่ชาวบ้านใช้ทำเกษตรริมมูนในฤดูแล้งถูกน้ำท่วม ชาวบ้านกลุ่มนี้จึงเดือดร้อนมากที่สุดโดยเฉพาะคนที่ไม่มีที่ดินทำกินซึ่งหาปลาและทำเกษตรริมมูน
การสร้างเขื่อนทำให้ชาวบ้านต้องกลายเป็นคนไม่มีรายได้ ทุกหมู่บ้านมีคนอพยพออกเป็นแรงงานราคาถูกในกรุงเทพฯ และที่อื่นๆตั้งแต่ในท้องถิ่น ไปจนถึงภาคใต้ เช่น แรงงานก่อสร้าง คนงานนากุ้ง คนงานเรือประมงทะเล ตัดอ้อย ยาม แม่บ้านฯลฯ บางครอบครัวให้ลูกออกจากโรงเรียนไปทำงานต่างประเทศ การเคลื่อนย้ายของคนจำนวนมากออกไปหางานทำนี้เกิดขึ้นหลังการสร้างเขื่อนทั้งสิ้นเพราะก่อนสร้างเขื่อนชุมชนแถบปากมูนออกไปหางานทำน้อย จะมีก็บางชุมชนทางตอนบนที่ไปหางานทำหลังจากเสร็จหน้านาซึ่งก็น้อยมาก
ส่วนคนที่ยังอยู่ในชุมชนบางคนต้องหันมาทำนารับจ้าง และทำไม้กวาด ชาวบ้านจำนวนมากต้องเช่าที่นาของคนอื่นในหมู่บ้านหรือนอกหมู่บ้าน เพราะค่าชดเชยที่ได้นั้นไม่เพียงพอต่อการซื้อที่ดินใหม่ที่อุดมสมบูรณ์ ชุมชนที่ไม่มีที่ดินเพราะตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนเช่น บ้านท่าแพ ต้องเป็นแรงงานรับจ้างเลี้ยงวัวแทน รายได้หลักของหลายหมู่บ้านเปลี่ยนจากการหาปลาเป็นทำไม้กวาด เช่น บ้านหัวเห่วหมู่ ๔ ซึ่งเป็น หมู่บ้านที่ไม่มีที่นามีคนทำไม้กวาดถึง ๑๗๐ ครัวเรือนจาก ๓๔๐ ครัวเรือน บ้านตุงลุงทำทุกครัวเรือน คือ ๘๐ ครัวเรือนเช่นเดียวกับบ้านวังใหม่ที่มี ๑๑๔ ครัวเรือน วังสะแบงใต้ ๑๐๐ ครัวเรือน จาก ๑๑๔ ครัวเรือน แต่การทำไม้กวาดก็ไม่ง่ายเพราะหาดอกหญ้ายากและไม่มีแหล่งขาย คนที่มีอายุที่เคยหาปลาต้องเปลี่ยนมารับจ้างที่ไม่ต้องใช้แรงงานมาก การไม่มีปลาให้จับและแรงกดดันทางเศรษฐกิจทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ขายเรือทิ้งไปในราคาถูกมาก บางคนขายแค่ลำละประมาณ ๑,๕๐๐ บาท ส่วนใหญ่ต้องกู้หนี้ยืมสินจากญาติและแหล่งทุนต่างๆ เช่น สหกรณ์เพื่อการเกษตร ธนาคาร มาเป็นค่าใช้จ่ายด้านอาหาร ค่าเล่าเรียนลูกฯลฯ คุณภาพชีวิตลดลงเพราะต้องพึ่งอาหาร จากรถเร่ที่มีคุณค่าทางโภชนาการต่ำ แหล่งอาหารแหล่งเดียวที่พอพึ่งพาได้คือป่าโคกที่ชาวบ้านได้อาศัยขุดเขียดและเก็บพืชผัก สภาพเช่นนี้ทำให้คนที่มีที่นากลายเป็นผู้ที่มีหลักประกันมากที่สุดแทนเพราะอย่างน้อยที่สุดก็มีข้าวกิน
กรณีบ้านวังพอกซึ่งเป็น ๑ ในชุมชนริมมูนที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนปากมูลอย่างรุนแรง พบว่า บ้านวังพอกมีสมาชิก ๑๓๘ ครอบครัว มีจำนวนประชากรประมาณ ๑,๗๐๐ คน ทุกครอบครัวเคยทำประมงทั้งหมดโดยหาตลอดปี บางครอบครัวมีรายได้ในฤดูแล้งมากกว่าฤดูน้ำหลากเพราะใช้เครื่องมือง่ายกว่าและสามารถเดินทางไปหาที่ไกลๆ เมื่อมีการสร้างเขื่อนชาวบ้านไม่สามารถหาปลาได้อีก ทำให้มีการย้ายถิ่นฐานออกไปอยู่ที่อื่นประมาณ ๑๘ หลังคาเรือน บางครอบครัวออกไปรับจ้างเป็นแรงงานก่อสร้างถึงภาคใต้ รายได้วันละ ๑๕๐–๒๐๐ บาท บางครอบครัวหัวหน้าไปเป็นยาม ขณะที่ผู้หญิงเป็นแม่บ้านในกรุงเทพฯ ได้เงินวันละ ๑๖๗ บาท
ส่วนผู้ที่ยังอยู่ในชุมชนก็ต้องทำนาอย่างเดียวซึ่งมีประมาณ ๑๐๐ ครอบครัว ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่เคยหาปลาแต่ต้องหันมาเช่าที่นาจนถึงปัจจุบัน ๒๐ ครอบครัว การเช่าที่นานี้เกิดขึ้นหลังจากมีการสร้างเขื่อนเพราะหาปลาไม่ได้ไม่มีเงินไปซื้อข้าวจึงต้องหันมาเช่านาทำ ส่วนแม่ค้าปลาก็ต้องเลิกอาชีพโดยปริยาย
การสร้างเขื่อนยังทำลายความมั่นคงทางอาหาร ทำให้ชาวบ้านต้องกินข้าวกับน้ำปลาเพราะไม่มีเงินจะซื้ออาหารหรือถึงซื้อปลาร้าตลาดมากินก็กินไม่ค่อยได้เพราะไม่สะอาด
ช่วงก่อนสร้างเขื่อน ชาวบ้านไม่เป็นหนี้ แต่เมื่อปิดเขื่อนต้องกลายเป็นคนมีหนี้ บางคนต้องยืมเงินจากนายทุนเสียดอกร้อยละ ๒๐ ชาวบ้านคนหนึ่งยืมเงินต้น ๑๐,๐๐๐ บาท ขณะที่เก็บข้อมูลในปี๒๕๔๔ เป็นหนี้รวมทั้งต้นและดอก ๑๔,๐๐๐ บาท ส่วนหนึ่งของหนี้เกิดขึ้นหลังการสร้างเขื่อนที่หาปลาไม่ได้จึงต้องไปกู้เขามาทำนา พอทำนาเสร็จก็ต้องขายข้าวใช้หนี้ ขณะที่ข้าวที่ได้ก็ไม่พอกิน
ผลที่ตามมาอีกประการของการไม่มีรายได้จากการหาปลาก็คือ ไม่มีเงินค่าเทอมให้ลูกและส่งลูกเรียน ซึ่งต้องไปขอกู้เงินมาจากที่อื่น บางคนก็ให้ลูกหลานออกจากโรงเรียนและไปเป็นแรงงานด้วยกันทั้งครอบครัว
นอกจากนั้น ยังมีปัญหาสังคมต่างๆ ตามมาตั้งแต่การขัดแย้งกันในครอบครัวหรือบ้านใกล้เรือนเคียง ปัญหาคนติดยาที่มีมาก เพราะคนที่ออกไปหางานต่างถิ่นติดยากลับมา

ชุมชนริมห้วยสาขา
เป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ตามห้วยหรือแม่น้ำสาขาของแม่น้ำมูน เช่น ดงมะไฟ กุดเรือคำ ดงบาก หนองแสงใหญ่ ฯลฯ ส่วนมากจะอยู่ห่างจากมูนพอสมควร (ประมาณ ๓-๖ กิโลเมตร) ชุมชนกลุ่มนี้เป็นชุมชนที่หาปลาและทำนาควบคู่กันไป ชาวบ้านเกือบทุกครอบครัวจะหาปลาทั้งเพื่อกินและขาย ก่อนการสร้างเขื่อน ชาวบ้านจะเดินทางไปหาปลาทั้งในนา ห้วยสาขา และน้ำโขง โดยจะหาปลา “ตามน้ำ”คือ เมื่อน้ำขึ้นมากก็จะหาในนา พอน้ำลดก็จะหาจากที่นาลงไปห้วย ลงมูน และเคลื่อนไปยังแม่น้ำโขงก่อนที่จะย้อนกลับขึ้นมาตามเส้นทางของปลา เครื่องมือในการหาปลาก็จะแตกต่างกันไปตามฤดูกาลเกือบทุกหลังคาเรือนจึงมีเรือหาปลาเป็นของตัวเอง เมื่อสร้างเขื่อนเสร็จไม่ได้หาปลาจึงต้องขายเรือบางครอบครัวก็ยังเก็บเรือไว้
หลังการสร้างเขื่อน กลุ่มนี้ต้องทำนาอย่างเดียวและเป็นหนี้มาก กรณีบ้านดงมะไฟพบว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) และสหกรณ์เงินกู้เพื่อการเกษตรที่กู้มาสำหรับใช้จ่ายในการปรับที่นา การซื้อรถไถและปุ๋ย หลังการทำนาก็จะหารายได้ทั่วไป เช่น จักสานหาของป่าขาย ชาวบ้านส่วนมากเป็นหนี้ร้านค้าของชำมากจนถือเป็นเรื่องปกติ ประมาณร้อยละ ๔๐ ส่งลูกไปทำงานต่างประเทศ ลงทุนคนละประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ บาท โดยใช้ที่นาไปจำนอง กับสหกรณ์หรือ ธกส.

ชุมชนบ้านโคก
ได้แก่ชุมชนที่ตั้งอยู่ไกลออกไปจากแม่น้ำมูนและห้วยสาขาไปไม่ถึงหรืออยู่ต้นน้ำของห้วยสาขากลุ่มนี้ทำนาเป็นหลัก และพึ่งพาแม่น้ำมูนโดยเดินทางมาหาปลาตามแก่งต่างๆ ในแม่น้ำมูน
แม่มูนเมื่อถึงหน้าแล้ง แก่งต่างๆจะเต็มไปด้วยผู้คนจากชุมชนบ้านโคกที่เดินทางมายังแม่น้ำมูน ส่วนใหญ่จะใช้ “แห” ที่มีขนาดแตกต่างกัน เช่น ๕ เซ็น ๖ เซ็น ๘ เซ็น ในอดีตการเดินทางมายังแม่น้ำมูนจะเริ่มจากเดินเท้า เกวียน หรือจักรยาน ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นรถจักรยานยนต์ รถปิคอัพหรือรถไถนา โดยเดินทางเป็นกลุ่ม บริเวณที่ลงหาก็จะแตกต่างกันตามความ “ถนัดน้ำ” คนหาปลาจากบ้านกุดชมภู บ้านโนนเจริญ ทุ่งช้าง และบ้านอื่นๆ ที่อยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำจะมาลงบริเวณ บ้านแสนตอ หินลาด และลง “ตึกแห” ที่แก่งหมื่น แก่งคำพวง แก่งไก่เขี่ย แก่งกว้าง ส่วนบ้านระเว นาจาน นาแก จะลงแถว แก่งตาดไฮ แก่งคันลึม แก่งคำพวง
คนหาปลาบ้านโคกบอกว่า ใครเคยไปที่ไหนมักจะไปที่นั่น เพราะ”รู้น้ำ” คือรู้ว่าตรงไหนน้ำแรงตรงไหนลึก ตรงไหนอันตราย มีหินและโพรงถ้ำอยู่ตรงไหน ถ้าไปที่อื่นก็ต้องไปเรียนรู้ใหม่ ถ้าไม่รู้น้ำอาจจะเป็นอันตรายได้
เมื่อมีการสร้างเขื่อนปากมูล คนหาปลาจากบ้านโคกก็หายไปจากลำน้ำมูนเนื่องจากระดับน้ำสูง แก่งจมอยู่ใต้น้ำ ประกอบกับปลาในแม่น้ำก็ไม่มี คนบ้านโคกจึงเดือดร้อนหนัก ในฤดูแล้งบ้างก็ต้องหันไปขุดกบเขียด บ้างก็ต้องเดินทางไปหาปลาในแม่น้ำโขง บ้างก็รวมกลุ่มกันเดินทางไปยังอ่างเก็บน้ำเขื่อนสิรินธร หรือไม่ก็ลองลงหาปลาแม่น้ำมูนบริเวณท้ายเขื่อนปากมูล แต่ไม่ได้ปลามากและต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูงเพราะห่างไกลชุมชนมาก อาหารประจำวันของครอบครัวก็พึ่งรถตลาดที่เข้ามาบริการในชุมชนมากขึ้น ซึ่งก็คือการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว

ระบบเศรษฐกิจแบบศีลธรรม
ระบบเศรษฐกิจของชาวบ้านเป็นระบบศีลธรรมที่ตั้งอยู่บนฐานของการหาปลา ปลาที่หามาได้นั้นไม่ได้มีความหมายเพียงพอกินเหลือขายหรือจับเพื่อขายอย่างเดียว ปลาและทรัพยากรอย่างอื่นจากแม่น้ำมูน เช่น พืชผักธรรมชาติและพืชผักเกษตรริมมูนนอกจากบริโภคในครอบครัวแล้ว ทรัพยากรเหล่านี้ยังถูกแจกจ่ายไปยังเครือญาติ เป็นของฝากของต้อนให้หมู่พวก-เสี่ยวเหยเกยฮักหรือญาติของเสี่ยว ของฝากของต้อนในระบบฮักแพงนั้นจะเป็นของธรรมชาติทั้งสิ้น มิใช่ของที่ซื้อขายตามท้องตลาด
ปลาและทรัพยากรปากมูนยังเป็นสิ่งสำคัญสำหรับพิธีบุญทุกพิธีตามฮีตสิบสอง รวมไปถึงงานเนาและงานทำบุญลวง
คนหาปลาปากมูนมีคติความเชื่อที่ว่า หากไม่แบ่งปันปลาให้เครือญาติหรือคนรู้จัก ไม่ทำบุญจะทำให้ไม่ “หมาน” หรือทำให้หาปลาไม่ได้ “หมาน” จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการแบ่งปันปลา หรือกล่าวอีกนัยยะหนึ่ง “หมาน” คือตัวกำหนดวัฒนธรรมของชุมชนในการอยู่ร่วมกันในสังคมปากมูนที่ต้องมีการเอื้อเฟื้อ แบ่งปัน และทำบุญ ก่อนการหาปลาชาวบ้านบางชุมชนจึงต้องทำบุญส่าวลวงโดยนิมนต์พระมาเทศน์และฉันภัตตาหาร รายละเอียดในส่วนนี้จะกล่าวถึงในตอนต่อไป
สำหรับการขายปลานั้น ปกติชาวบ้านจะขายให้กับพ่อค้าแม่ค้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนในชุมชนที่เป็นผู้ลงทุนส่าวลวงหรือลงทุนเครื่องมือจับปลาให้โดยปลาที่จับได้นั้นจะถูกล่ามไว้หรือใส่กระชังตามท่าน้ำ แต่ละคนจะรู้ว่าเป็นปลาของใคร บางคนที่หาปลาไม่ได้แต่อยากกินปลาก็สามารถยืมปลาที่ท่าน้ำไปได้เช่นเดียวกับการยืมเงินหรือสิ่งของทั่วไป เมื่อหาปลาได้ก็จะนำมาชดใช้คืน
นอกจากนั้น การขายปลาในชุมชนก็ตั้งอยู่บนฐานของระบบศีลธรรมมิใช่มุ่งจะเอากำไรถ่ายเดียว เมื่อจับปลาได้ซึ่งส่วนใหญ่ที่มีรสชาติอร่อย เช่น ปลายอน ปลาดอกบัว คนหาปลาจะร้อยปลาเป็นพวงให้ผู้หญิงเดินขายในชุมชนในราคาที่เหมาะสม
ระบบเศรษฐกิจแบบศีลธรรมนี้ ยังถูกนำมาใช้ในการจัดการทรัพยากร ดังเช่น ลวงปลา บางคนที่ไม่มีลวงหรือลวงของตนไม่หมาน ต้องการมีลวงที่หมานก็สามารถขอโดยการเสียค่าคาย นำสัตว์เลี้ยงมาแลกเปลี่ยน หรือขอซื้อจากคนที่มีลวงที่หมาน คนที่มีลวงก็จะแบ่งหรือขายให้มิใช่เพราะต้องการกำไร แต่เพราะคำนึงถึงการแบ่งปันพื้นที่หากินกันมากกว่า การซื้อขายลวงจึงมีความหมายแตกต่างจากการซื้อขายทั่วไปตามระบบตลาด แต่เกิดจากการเห็นอกเห็นใจและแบ่งปันกัน
ในมิติของการจัดการทรัพยากร ชาวปากมูนจะยึดหลักกรรมสิทธิ์ส่วนรวมเป็นหลัก ดังจะเห็นได้อย่างชัดเจนจากที่ดินในชุมชนส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ส่วนรวมที่ใช้ร่วมกันซึ่งรวมไปถึงการทำกิจกรรมทางสังคมต่างๆ ของชุมชน แม้แต่ที่นาซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่าเป็นของปัจเจก แต่แท้จริงแล้วเป็นระบบกรรมสิทธิ์ที่ซ้อนทับกัน ดังกรณีที่นาบ้านหนองโพธิ์ที่ชาวบ้านจะหันมาปลูกพืชผักตามนาในฤดูแล้ง หากใครไม่มีที่นาหรือที่นาไม่สมบูรณ์ก็ขอพื้นที่นาของเพื่อนบ้านปลูกได้โดยไม่ต้องเช่า
การกำหนดการใช้ที่ดินยังเกี่ยวโยงไปถึงหลักประกันในการเข้าถึงแม่น้ำและทรัพยากร โดยการกันให้พื้นที่ห่างจากมูนตลอดริมมูนเป็นพื้นที่ส่วนรวมในการลงหาปลาและท่าน้ำ หลักประกันในการเข้าถึงทรัพยากรยังมีการวางแผนไว้สำหรับคนรุ่นลูกรุ่นหลานด้วย โดยเฉพาะเรื่องการใช้ที่ดินสำหรับการทำเกษตรริมมูนและที่ดินสำหรับการสร้างบ้านเรือนใหม่
ขณะที่ “ลวง” ในแม่น้ำมูนและห้วยสาขาชาวบ้านถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของส่วนรวม ดังนั้นไม่ว่าคนริมมูน คนริมห้วย หรือคนบ้านโคกก็มีสิทธิ์หาปลาในลำน้ำมูนและห้วยสาขา ลวงขนาดใหญ่ที่ชุกชุมด้วยปลาและเหมาะสำหรับการไหลมอง เช่น ลวงวังสะแบง ลวงขุมบก ชาวบ้านจะร่วมกัน “ส่าวลวง”หรือทำความสะอาดลวงโดยนำเศษไม้ตอไม้ออกไม่ให้กีดขวางมองซึ่งทำให้มองเสียหาย การส่าวลวงนี้เป็นการร่วมมือของคนหาปลาในชุมชนในการจัดการทรัพยากรที่คล้ายคลึงกับชาวนาในภาคเหนือที่ร่วมกันจัดการน้ำในระบบเหมืองฝาย
ลวงสำหรับเครื่องมือหาปลาบางชนิดดูเหมือนว่ามีเจ้าของเพราะคนหาปลาซึ่งเป็นเจ้าของลวงค้นพบ มีการจับจองก่อน และจำเป็นต้องมีการลงทุนลงแรงส่าวลวงหรือเตรียมให้เหมาะกับเครื่องมือจับปลา เช่น ลวงจั่น ลวงลอบ ลวงเบ็ด แต่แท้จริงแล้วกรรมสิทธิ์ในลวงก็ไม่ได้เป็นของคนนั้นตายตัวหากว่าเจ้าของลวงไม่ใช้ในปีแรกๆ คนหาปลาคนอื่นก็สามารถขอไปใช้ได้ หรือหากไม่ใช้ติดต่อกันสองหรือสามปี ลวงนั้นก็จะตกเป็นของส่วนรวมที่คนอื่นมีสิทธิ์เข้ามาใช้วางเครื่องมือต่อไป
หากพิจารณาวัฒนธรรมปากมูนผ่านมิติของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ชาวปากมูนมีความเชื่อที่ว่ามนุษย์ไม่ได้เป็นเจ้าของธรรมชาติ ชาวปากมูนเชื่อว่าปลาที่อพยพจากแม่น้ำโขงขึ้นมาแม่น้ำมูนเป็นปลาที่ไปไหว้พระธาตุ ปลาแต่ละตัวซึ่งผ่านหลี่ผีจะมีจุดสีดำเล็กบนลำตัวซึ่งเป็นเครื่องหมายว่าเป็นปลาให้มนุษย์จับกิน การจับปลาโดยใช้เครื่องมือใหม่บางชนิด จะต้องมีการปล่อยปลาหนุ่มปลาสาวคู่แรกกลับคืนสู่ลำน้ำมูน เป็นต้น
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นวัฒนธรรมของชาวปากมูนที่ตระหนักถึงความมั่นคงและความเป็นธรรมในการเข้าถึงทรัพยากรของคนในชุมชนและการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และสามัคคีกันเป็นหลักโดยมีกฎเกณฑ์ที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรแต่ได้รับการสืบทอดปฏิบัติเสมอมา ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญให้เกิดความสามัคคีขึ้นมาในชุมชน

วัฒนธรรมข้าวแลกปลา-ปลาแลกข้าว
ก่อนการสร้างเขื่อน ชุมชนทั้ง ๓ กลุ่ม มีระบบเศรษฐกิจที่ขึ้นอยู่กับการแลกเปลี่ยนระหว่างข้าวกับปลา คนริมมูนที่ไม่มีที่นา เช่น บ้านหัวเห่ว ห้วยหมากใต้ บ้านด่าน ห้วยไผ่ มักเอาปลาไปแลกข้าวกับคนริมห้วยอยู่เป็นประจำ บางคนเอาปลาร้าไปใส่ไว้ รอเมื่อเก็บเกี่ยวข้าวจึงจะมีการ “เก็บข้าว” การปฏิบัติต่อกันเช่นนี้ไม่มีการทำสัญญาต่อกัน ไม่มีการวัดตวงใดๆ แต่ใช้ความไว้เนื้อเชื่อใจกัน
นอกจากนั้น ชุมชนริมมูนมักจะนำปลาที่ได้โดยเฉพาะปลาเอือบ ปลาร้า หรือปลาแห้งไปแลกข้าวกับชุมชนบ้านโคกที่ห่างไกลไปจากริมมูน หรือคนบ้านโคกเดินทางนำข้าวมาแลกปลากับชุมชนริมมูน การสร้างศาลากลางบ้านของคนริมมูนได้สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนริมมูนและชุมชนบ้านโคกได้เป็นอย่างดี ระบบความสัมพันธ์นี้เรียกได้ว่าเป็นระบบความสัมพันธ์แบบบ้านโคก-บ้านน้ำที่ตั้งอยู่บนฐานของการแลกเปลี่ยนผลผลิตกันระหว่างข้าวกับปลา หรือที่ชาวปากมูนเรียกกันว่า“วัฒนธรรมข้าวแลกปลา-ปลาแลกข้าว” การติดต่อกันเพื่อการแลกเปลี่ยนนี้ทำให้เกิดภาพ ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ไปสิหาบปลา มาสิหาบข้าว” และภาพเหล่านี้ได้หมดไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อมีการสร้างเขื่อนปากมูลในปี ๒๕๓๔
วัฒนธรรมฮัก-แพง
การหาปลาร่วมกันในแม่น้ำมูนของคนริมมูน คนริมห้วยสาขา และคนบ้านโคก ได้ทำให้เกิดโครงข่ายทางสังคมที่สลับซับซ้อนที่เรียกว่าวัฒนธรรมฮัก-แพง คนบ้านริมน้ำ เช่น บ้านแสนตอ หินลาดแก่งเจริญ ดอนสำราญ จะคุ้นเคยกับคนหาปลาที่มาจากบ้านกุดชมภู นาเจริญ คนบ้านหัวดอน คอนสาย ทรายมูน คันไร่ ปากบุ่งจะรู้จักมักคุ้นกับคนที่มาหาปลาที่แก่งตาดไฮ คันลึม คำพวง เป็นต้น คนริมมูนจะสอนคนบ้านโคกให้รู้จักหาปลา คนริมมูนที่มีเรือ ถ้าคนบ้านโคกต้องการข้ามฝั่งจะพายเรือไปส่งข้ามฟากโดยไม่คิดค่าจ้างแต่อย่างใด คนบ้านโคกที่เดินทางมาหาปลา ถ้ามีโอกาสจะนำ “ของฝากแนวต้อน” มาให้เป็นน้ำใจตอบแทน บางครั้งจะร่วมวงกินข้าวด้วยกันเหมือนเป็นคนบ้านเดียวกัน จนบางคนได้เป็น “เสี่ยวเหยเกยฮัก” กันก็มี และถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นเสี่ยวกันแต่จะรู้จักและเป็นมิตรที่ดีต่อกันในฐานะที่เป็นหมู่พวกเดียวกัน เมื่อมีการจัดงานเนาหรือกินข้าวแก่งที่บางครั้งคนบ้านโคกนิมนต์พระและชักชวนญาติมิตรมากินข้าวแก่ง คนริมมูนที่เป็นหมู่พวกฮัก-แพง ก็จะเข้าช่วยเหลือกันและร่วมวงด้วยกัน
ดังนั้นคนปากมูนนอกจากสัมพันธ์กันบนฐานของเครือญาติและความเป็นคนบ้านเดียวกันดังเช่นชุมชนชนบททั่วไปแล้ว ชาวปากมูนยังมีความสัมพันธ์ทางสังคมอีกอย่างน้อย ๒ ระบบด้วยกัน คือระบบหมู่พวกและระบบฮัก-แพง
หมู่พวก เป็นความสัมพันธ์ภายในกลุ่มคนที่ใกล้ชิดกันทั้งภายในชุมชนและต่างชุมชน คนปากมูนจะมีหมู่พวกบนฐานของการอยู่ชุมชนเดียวกัน การคบหากันมานาน และการผลิต การที่ต้องรวมกลุ่มกันลงหาปลาด้วยกัน การหาปลาในบริเวณเดียวกัน หรือการทำเกษตรริมมูนด้วยกัน ดังเช่น คนหาปลาบ้านโคกที่ลงหาปลาในมูนจะอาศัยเรือข้ามฟากของคนริมมูน คนริมมูนสอนให้คนบ้านโคก รู้จักวิธีการหาปลาโดยใช้เครื่องมือหาปลาอย่างอื่นนอกเหนือจากแห การให้ยืมเรือและเครื่องมือหาปลา คนริมมูนที่เป็นหมู่พวกเดียวกันก็ต้องพึ่งพากันเช่นกัน เช่น ในการไหลมอง คนที่มีเครื่องยนต์ ก็จะจับคู่กับคนที่ไม่มีเครื่องยนต์ เมื่อไหลมองเสร็จคนมีเครื่องยนต์จะช่วยลากเรือของคนที่ไม่มีขึ้นไปตั้งต้นเข้าคิวเพื่อไหลมองต่อไป ส่วนคนที่ทำนาและไม่มีเครื่องมือประมงเลย หากกลับจากทำนาต้องการหาปลาก็สามารถยืมเรือและเครื่องมือจากคนหาปลาที่หยุดพักได้ ในการไหลมอง หากตนเอง หมานคนที่ไม่หมานมาขอแลกคิวก็จะแลกคิวกันได้
ความสัมพันธ์เช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงการช่วยเหลือเกื้อกูลและความสามัคคีของชุมชนปากมูนดังนั้น การมองว่าคนหาปลาที่มีเรือและเครื่องยนต์ จะสามารถเข้าถึงทรัพยากรปลามากกว่าคนที่ไม่มีเครื่องยนต์โดยมิได้พิจารณามิติความสัมพันธ์ของคนในชุมชนจึงไม่ใช่ความจริงเสมอไป
ฮัก-แพง ฮัก-แพง เสี่ยวเหยเกยฮัก เป็นความสัมพันธ์ของกลุ่มคนปากมูนขั้นสูงที่เทียบเสมอเครือญาติหรือบางครั้งอาจจะสูงกว่าเครือญาติด้วยซ้ำ เพราะคนที่เป็นฮัก-แพงกัน สามารถฝากผีฝากไข้ ไว้วางใจกันได้และต้องช่วยเหลือกันอย่างเต็มกำลัง บางครั้งสามารถที่จะตายแทนกันได้ ระบบนี้มีหลายอย่าง ได้แก่ “เสี่ยวเหยเกยฮัก” ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ของคนวัยเดียวกัน จะมีการผูกเสี่ยวกัน “พี่ฮัก-น้องฮัก” เป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนที่มีอายุต่างกันไม่มาก ส่วนคนที่อายุต่างกันมากจะเป็น “พ่อฮัก-ลูกฮัก” หรือ “แม่ฮัก-ลูกฮัก”
โดยทั่วไปคนลุ่มน้ำมูนได้เป็นเสี่ยวก็จากการคบค้าจนถูกอกถูกใจ มีอุปนิสัยที่ตรงกัน จริงใจต่อกัน บ้างก็เกิดจากแต่งงานข้ามเขต เมื่อเข้าไปอยู่ในหมู่ชุมชนใหม่ก็ต้องหาพวกพ้องหาเสี่ยว คนเฒ่าคนแก่ในอีสานจึงมีเสี่ยวแทบทุกคน ใครที่มีจิตใจดีและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มีเมตตาก็จะมีเสี่ยวเยอะ
สำหรับชาวปากมูน ฮัก-แพง ส่วนมากเกิ

โดย kai (ip:203...70)  เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 2547 07:35:48 น.

 print friendly version 
 จำนวนคนดู 8575 ครั้ง
 Member username  password remember me  สมัครสมาชิก  Go to top.
 Web Statistics : online 0 member(s) of 29 user(s) from all 203 member(s). SoftGanz Group. My Sql Database Server. PHP. The Apache. Mozilla. Nedstat Basic - Free web site statistics
Personal homepage website counter
User count is 7942191 person(s) and 26522280 hit(s) since Apr,27 2004 , current hit 1 time(s).
The Coca-Cola Foundation