รักษ์คลองอู่ตะเภา ฟื้นชีวิตให้สายน้ำ
หน้าแรก ข้อมูลทั่วไป สารคดี ฟอรั่ม มีอะไรใหม่
สารคดี : หน้าหลัก
สารคดี
คนค้นคลอง
คำคนคลอง
เล่ โรงงาน และน้ำเสีย
ที่มาของชื่อคลองอู่ตะเภา
ตามรอยจระเข้ที่คูเต่า
ลุยป่าต้นน้ำผาดำ
แข่งเรือยาว
สุขสันต์วันลอยกระทง
ตามรอยจระเข้ที่คูเต่า

"น้ำมันลึก เมื่อก่อนในคลองนี้มีจระเข้มาก ความคุ้นเคยระหว่างจระเข้กับคนก็คือ จระเข้ก็อยู่กันไป คนก็อยู่กันไป ความน่ากลัว น่าหวาดเสียวของมัน ไม่มีอะไรมาก เป็นเรื่องธรรมดา เหมือนคนอยู่ตามป่าตามเขา มีความเคยชินกับเสือ"


สัมภาษณ์อดีตกำนันเต๊ะ ปกติ วันที่ 10 พฤษภาคม 2547

1.
วังจระเข้


อดีตกำนันเต๊ะ ปกติ
10.00 น. เรานัดหมายกับอดีตกำนันเต๊ะ ปกติ ที่บ้านหน้ามัสยิดคูเต่า ตำบลนี้อยู่ในช่วงปลายๆของลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา ก่อนที่จะออกไปสู่ทะเลสาบ อดีตกำนันเป็นคนเฒ่าคนแก่ในพื้นที่ของคูเต่า เป็นที่นับหน้าถือตาของชาวบ้าน ตลอดชีวิตได้สร้างคุณประโยชน์ให้กับคูเต่าอย่างมหาศาล ขณะเดียวกัน ด้วยวัยวุฒิและคุณวุฒิ ก็ได้สั่งสมประสบการณ์และเรื่องราวมากค่า หลากเรื่องราวในอดีต จึงพร้อมที่จะพรั่งพรูออกมาจากปากของผู้เฒ่า ให้ผู้ที่สนใจได้ร่วมรับรู้และเก็บซับ

เรานัดอดีตกำนันมาอีกครั้งเพื่อตามรอยจระเข้ที่อยู่ในช่วงปลายของคลองอู่ตะเภา

เราบึ่งรถออกไปยังบริเวณที่เรียกว่า บ้านควน จอดรถตรงก่อนถึงเชิงสะพานข้ามไปสงขลาลากูนา ด้านซ้ายมือของถนน มีลำน้ำแยกตัวออกมาจากลำคลองใหญ่ เลาะขนานไปกับแนวถนน เดินไปตามทางลูกรังแคบๆ ด้านหลังของเราเป็นท้องทุ่งกว้าง

กำนันเต๊ะ : ประเดี๋ยวจะไปชี้วังที่มันอยู่ ตรงนั้นเขาเรียกในวัง วังจระเข้
คนค้นคลอง: วังมันเป็นยังไง
กำนันเต๊ะ: หมายความว่าน้ำมันลึก เมื่อก่อนในคลองนี้มีจระเข้มาก ความคุ้นเคยระหว่างจระเข้กับคนก็คือ จระเข้ก็อยู่กันไป คนก็อยู่กันไป ความน่ากลัว น่าหวาดเสียวของมัน ไม่มีอะไรมาก เป็นเรื่องธรรมดา เหมือนคนอยู่ตามป่าตามเขา มีความเคยชินกับเสือ
คนค้นคลอง: พ่อแม่สอนเด็กอย่างไร ถ้าพบจระเข้
กำนันเต๊ะ: ไม่ เขาไม่ได้สอน แต่ส่วนใหญ่เด็กเล็ก ๆ ที่จะไปตรงนั้นมันมีน้อยมาก ถ้าจะไปก็มีผู้ใหญ่พาไป ผู้ใหญ่ที่ผ่านไป ก็เห็นมันขึ้นมานอนอาบแดด นอนอ้าปาก พอแมลงวันเข้าไปตอมมันก็งับ พอเราไปนอนดูมันมันก็เฉย ๆ ความคุ้นเคย ถ้าคนเข้าไปใกล้ ๆ มันก็ลงน้ำไปเสีย
คนค้นคลอง: ในสมัยนั้นจระเข้มีเยอะไหม
กำนันเต๊ะ: พอสมควร แม้แต่ลูกเราก็จับได้
คนค้นคลอง: เวลานอนมันอยู่ด้วยกันสักกี่ตัว
กำนันเต๊ะ: ตัวเดียว ไอ้จระเข้ในคลองนี้มันดุ ดุมาก ๆ เลย
คนค้นคลอง: เพราะอะไร
กำนันเต๊ะ: เพราะไอ้จระเข้น้ำเค็มนี้มันดุ ต่างจากจระเข้น้ำจืด
คนค้นคลอง: ทำไมมันถึงดุ
กำนันเต๊ะ: ผมเคยฟังในทีวี ฝรั่งเขาทำรายการ เขาวิเคราะห์กันอย่างนั้น...อ้อ ตรงนี้ เมื่อก่อนเรือมาจอดตรงนี้ เขาเรียกว่ามาบ
คนค้นคลอง: มาบนี้คืออะไร
กำนันเต๊ะ: เป็นแอ่งน้ำ มีน้ำตื้น มาบนี้เขาใช้ไปถึงภาคตะวันออก มาบตาพุด มาบ 1 มาบ 2 ทางใต้ก็มีมาบอยู่ ตรงนี้เขาเรียกหัวควน: นี้ที่เขาถามว่าชื่อบ้านควนมาจากไหน นี้แหละตรงนี้เป็นเนิน เมื่อก่อนสูง ตอนนี้ต่ำลงแล้ว
คนค้นคลอง: มันเคยเป็นที่สูงอยู่แล้วแล้วค่อยปรับเป็นที่นาหรือ
กำนันเต๊ะ: ที่นาก็มีอยู่แล้ว ที่ที่เขาปรับก็มี ตลิ่งนี้เมื่อก่อนสูงมหึมาเลย เดี๋ยวนี้เขาปรับลงไปๆ ตรงนี้เป็นที่นา(ชี้ไปยังทุ่งนาด้านข้าง) พอถึงฤดูเก็บข้าว คนใต้เขาจะใช้ "แกะ"เก็บ พอถึงตอนเที่ยง ชาวนาเอาวัวที่เลี้ยงไว้ที่นาข้าวมาอาบน้ำตรงนี้ จระเข้มันแอบมองอยู่ มันลากวัวลงไป ตลิ่งทางโน้นมันต่ำกว่า มันเลยลากไปทางโน่น ถ้าว่ากันแล้ว ความฉลาดของมัน ถ้าวางเบ็ดล่อมัน ผูกไก่เป็นเหยื่อ มันเอาไก่ไปกินเสีย เบ็ดไม่ติดมัน

เราเดินมาถึงเชิงสะพาน อดีตกำนันทักทายชาวบ้านที่ลอยเรือหาปลาอยู่ริมคลอง พลางชี้มือไปยังเนินดินฝั่งตรงข้าม

กำนันเต๊ะ: นั้นแหละวังมัน ตรงนั้นผมเคยว่าย เดี๋ยวนี้เขาถมขึ้นมาเป็นลากูน่า นั้นแหละที่มันขึ้นนอน ที่ตอไม้ ปะไอ้นี้หากินในคลอง มันลากมือไป ปะมันดึงหลุดติดเสื้อไป
กำนันเต๊ะ: ตรงโน่นที่พาวัวไปเลี้ยง ตอนจะกลับบ้านไล่วัวลงคลอง มันไม่ยอมลง ไล่ ผลัก มันไม่ลง ตีท้ายวัว วัวก็ไม่ยอมลง แต่มันไม่ทำอะไรเจ้าของวัว เหมือนกับว่าสัตว์มันรู้ว่า ในคลองมีจระเข้ ตรงนี้ที่ผมเคยดักจระเข้ได้
คนค้นคลอง: ตรงนี้เขาเรียกบ้านอะไร
กำนันเต๊ะ: หมู่ 5 บ้านควน

อดีตกำนันชี้มือไปยังพงหญ้าตรงเชิงสะพานฝั่งที่เรายืนอยู่ ตรงบริเวณนั้นมีต้นมะพร้าวยืนกางใบเขียว ถัดไปจากต้นมะพร้าวเป็นแนวถนน และถัดไปอีกเป็นท้องทุ่งหญ้ากว้างโล่ง

คนค้นคลอง: ตอนที่จับจระเข้ได้นั้นกำนันอายุสักเท่าไหร่
กำนันเต๊ะ: เป็นหนุ่มแล้ว ตอนนั้นเราเอาหยวกกล้วยทำแพ เอาไก่ไปตั้งไว้ให้มันกิน เหมือนกับทำพิธีไหว้ผีไหว้เจ้าทางภาคอีสาน พอมันกินเสร็จแล้ว มันไปอยู่ตรงนั้น(ชี้ไปยังพงหญ้าใต้ต้นมะพร้าว) สายมันมีคือว่าสายเบ็ดเอาเชือกป่านหนึ่งวา หวายเจ็ดวา หมอ(จระเข้)มาดึงสาย พอจะดึงสายเรือมันไม่มีจะทำยังไง เอาเรือใหญ่จากมัสยิดมาสองลำ จับได้ มันร้องเหมือนควาย เอาไปขายสงขลา กิโลละ 500 บาท ไม่ธรรมดาแล้ว


2.
จับจระเข้

อีก 10 นาทีต่อมา เราเลียบชายคลองที่เป็นโค้งหักศอก ตั้งฉากกับแนวสะพาน เราตรงไปตามทางลูกรังแคบๆ ฝั่งซ้ายเป็นทุ่งกว้าง ฝั่งขวาคือแนวคลอง ตรงไปอีกราวๆ 1 กิโลเมตร อดีตกำนันก็บอกให้เราจอดรถ แล้วก็เดินขึ้นไปยังเนินคันนา เลียบชายคลองไปยืนอยู่ตรงโคนต้นะพร้าว

กำนันเต๊ะ: จระเข้ในคลองนี้ หมดกับเอาสปอตไลต์ไปส่อง หรือไม่ก็ใช้ฉมวกแทง จระเข้ที่นี่ใหญ่มาก ผ่าท้องดูมีลิงมีอะไรอยู่ข้างใน เคยจับได้ตัวใหญ่หามกัน 8 คน ผมเคยว่ายน้ำตรงนี้ เมื่อก่อนเป็นท่า ต้นไม้ไม่มีเป็นต้นเตย ต้นโหนด โน่น!(ชี้ไปยังเนินดินฝั่งตรงข้าม) ตรงนั้นจระเข้มันเคยขึ้นนอน
คนค้นคลอง: น้ำลึกแค่ไหน
กำนันเต๊ะ: 2-3 เมตร
คนค้นคลอง: แล้ววัวลงไปได้ยังไง
กำนันเต๊ะ: มันว่ายน้ำ นี้ที่ข้ามคลอง เดี๋ยวนี้มันตื้นเขินหมดแล้ว ถ้าจะไปแลอีกที่ มันเคยกัดคนตาย
คนค้นคลอง: ตอนนี้น้ำลึกแค่ไหน
กำนันเต๊ะ: 2 เมตรกว่า ๆ ตื้นกว่าเมื่อก่อน เมื่อก่อนเราดำไม่ถึง
คนค้นคลอง: ที่เอาทั้งหวายทั้งเชือก เพราะอะไร
กำนันเต๊ะ: อย่าให้มันขาด พอดึงขึ้นมาสายเชือกป่านไม่ขาดแน่ ผูกเข้ากับเบ็ด ใช้ความยาวจมเจ็ดวาไม่ธรรมดา
คนค้นคลอง: คนที่เป็นหมอเป็นพุทธหรืออิสลาม
กำนันเต๊ะ: อิสลาม เป็นไสยศาสตร์ของอิสลาม มันมีอยู่ว่า 2 - 3 ตัวที่ได้ มีตัวหนึ่งพอมันกินเสร็จแล้วมันไปบางกล่ำ ขึ้นทางฝั่งโน่น ถ้ามันฟาดหาง คุณกับผมต้องล้มแน่ แต่ตัวมันไม่ใหญ่หรอก
คนค้นคลอง: ทำไมต้องลากไปบางกล่ำ
กำนันเต๊ะ: มันไปมาหาสู่กัน หากินตลอดคลอง แต่ตัวนั้นดุมาก ๆ เคยกัดคนในคลองข้างบ้านเรา คนหลายคนที่มันไล่กวด
คนค้นคลอง: มันกินสัตว์ทุกชนิด
กำนันเต๊ะ ทุกชนิด ปลามันก็กิน
คนค้นคลอง :พฤติกรรมการกินมันฟาดหรือ
กำนันเต๊ะ: มันฟาดให้น่วมก่อนกิน มันเคี้ยวไม่ได้
คนค้นคลอง: เมื่อก่อนแถวนี้เป็นชุมชนมุสลิมหมดเลยหรือ
กำนันเต๊ะ: ทางฝั่งโน่นเป็นที่ของมุสลิมหมด
คนค้นคลอง: นานเท่าไหร่
กำนันเต๊ะ จำไม่ได้ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ผมเป็นหนุ่มแล้ว
คนค้นคลอง: เวลาจระเข้มามันจะโผล่หัวให้เห็นไหม
กำนันเต๊ะ ไม่เสมอไป บางครั้งมันดำ บางครั้งมันมาขึ้นนอน การหายใจของมันนาน ๆ ทีสักครั้ง แล้วมันปิดจมูก
คนค้นคลอง: จระเข้อายุยืนไหม
กำนันเต๊ะ: คงจะยืน

ครึ่งชั่วโมงต่อมา เราขับรถกลับเข้ามาในหมู่บ้านบ้านควน ผ่านกุโบร์แห่งหนึ่ง อดีตกำนันชี้ไปยังจอมปลอกใต้ต้นจามจุรี

กำนันเต๊ะ: ตอนนั้นพอจับได้ เราเอาหามมาตั้งตรงนี้ ตรงนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เขามาบนบานศาลกล่าว เรียกว่าบนโต๊ะชาย ทำนองนี้ ตอนนั้น คนบ้านนี้นัดคนมาเล่นการพนัน โต๊ะชายไปเข้าทรงลูกสาว ว่าดูถูกเขา นัดคนมากินเหล้า มาเล่นการพนันที่ป่าช้า คนสมัยนั้นเขาเชื่อกัน ปัจจุบันค่อยๆ สลายไปเพราะคนไม่เชื่อ เมื่อก่อนมีบนตะเคียนสามง่าม ตั้งหมากพลูเชือดไก่ปากทอง ก็บนกันไป
คนค้นคลอง : เขาบนอะไรกัน
กำนันเต๊ะ: ความเดือดร้อนของเขา ให้ช่วยขจัดปัดเป่าออกไป แล้วเขาจะเชือดไก่ปากทอง ทำนองนี้
คนค้นคลอง :ไก่ปากทองนี้อะไร
กำนันเต๊ะ :ไก่ปากทอง คือไก่ธรรมดานี่แหละ เอาแหวนมาสวมเข้า แล้วเชือด นั้นคือความเชื่อของคน
คนค้นคลอง :ไม่ค่อยต่างกันเท่าไหร่ เพราะคนพุทธก็มีความเชื่อแบบนี้
กำนันเต๊ะ: มันก็มี เคยสัมผัสสัมพันธ์กัน คนเมื่อก่อนอยู่กันเป็นหย่อม ๆ ดูแลกันง่าย รักษากันง่าย...เมื่อก่อนผมอยู่ที่นี่ต่อมาผมตัดสินใจไปย้ายออกไปอยู่ข้างนอก เดี๋ยวนี้คนตามไปอยู่เต็มไปหมด
คนค้นคลอง: สมัยก่อนกลางคืนเขาใช้ตะเกียงใช่ไหม
กำนันเต๊ะ: ใช่
คนค้นคลอง: ตะเกียงอะไร
กำนันเต๊ะ: ตะเกียงน้ำมันกาด หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ไม่มีแล้วตะเกียง ใช้ไต้ ใช้เปลือกไม้เสม็ดคลุกกับมันยาง หอใบเตย
คนค้นคลอง: ช่วงญี่ปุ่นขึ้น มันผ่านทางนี้ไหม
กำนันเต๊ะ ไม่
คนค้นคลอง: ชาวบ้านได้รับผลกระทบอะไรไหม
กำนันเต๊ะ: มันมีเรื่องเศรษฐกิจ เวลาเครื่องบินมามันผ่านทางนี้
คนค้นคลอง: คนหาปลานี้เขาได้รับผลกระทบไหม
กำนันเต๊ะ: ไม่ ไม่เกี่ยว เพราะเครื่องมือไม่ทันสมัย ตลอดไปถึงบ้านเกาะนกหมู่ที่ 4 เขายังพาเรือยาวแข่งกันตลอด
คนค้นคลอง: แข่งเรือต้องมีลากพระไหม
กำนันเต๊ะ: ต้องลากพระ คนอิสลามก็มาดู พอมาถึงนี้แล้วก็มีแข่งเรือ ว่าเพลงเรืออะไรกัน พวกเมาก็ทำตลกแฟนซี น่าดูน่าแล
คนค้นคลอง: ระยะทางยาวแค่ไหนที่เขาแข่งเรือ
กำนันเต๊ะ: ตั้งแต่ผมพาไปดูที่ในวัง ตลอดจนถึงหมู่ 4 ที่หมู่บ้านทั้งสองฝั่งคลองเต็มหมดเลย
คนค้นคลอง: เขาแข่งกันที กี่หมู่บ้าน
กำนันเต๊ะ: จับคู่กันไปเอง ทีละคู่ ๆ ไม่มีกรรมการ แพ้ชนะเพื่อความสนุกสนาน
คนค้นคลอง: เพลงเรือเขาเล่นกันยังไง
กำนันเต๊ะ: ต้องแต่งมาก่อน ซ้อมกันเป็นเดือน


3.
บาม

ออกจากบ้านควนเลียบหมู่บ้านมาออกตรงชายป่าพรุ เราตรงไปตามทางลูกรังสีแดงที่มีน้ำขังเป็นแห่งๆ ซึ่งต้องระวังเป็นพิเศษไม่ให้รถไปติดอยู่ในหล่มดิน เราตั้งใจว่าจะไปสำรวจป่าพรุผืนสุดท้ายของคูเต่า หรือของคลองอู่ตะเภา ขับรถมาจอดไว้ข้างทาง ตรงไปยังคลองท่าเมรุที่อยู่ใกล้ๆ ที่นั่นเราพบชาวบ้าน 3-4 คนกำลังสร้างเครื่องมือในการจับสัตว์น้ำที่เรียกกันว่า "บาม"

คนค้นคลอง: เวลาเขาใช้บาม เขาทำกันยังไง
กำนันเต๊ะ: หมุนไอ้ลูกกลิ้ง หมุนขึ้นมา ๆ พอยกขึ้นมา มันจะเป็นสี่เหลี่ยม เป็นท้องย้อยอยู่ข้างล่าง ปลาก็อยู่ในนั้น
คนค้นคลอง: ลอยครั้งละกี่วัน
กำนันเต๊ะ: ไม่เป็นวันเลย แล้วแต่สภาพ ถ้าปลามาก ก็ยกได้ทั้งวันเลย
คนค้นคลอง: นี่ยังไม่เคยได้ลองใช้เลยใช่ไหม
กำนันเต๊ะ: เพิ่งทำหรอก เมื่อก่อนมีไม่กี่เจ้า เจ้าของตลาดเกาะหมีมาทำอยู่ ไอ้นี้มันก็ได้เงินพอสมควร บางที่เป็นหมื่น คืออันนี้ ถ้าไปเทียบกับภาษากลาง เหมือนกับว่า คนที่เราไม่เคยผ่านมาทีจะไม่รู้ ถ้าไปถามคนภาคกลางว่าบางนี้คืออะไร เขาไม่รู้ ความจริงเขาเรียกว่ายอ แต่ตัวมันเล็ก ๆ นะยอ มันมีมานานแล้วตั้งแต่ผมไม่เกิด คุณรู้ไหม ผมเคยถามคนที่นครปฐมว่ารู้จักไอ้จาวมะพร้าวไหม มันก็ไม่รู้ว่าอะไร จริง ๆ แล้วมันเป็นภาษากลาง ภาษาใต้เรียกว่า พวมมะพร้าว
คนค้นคลอง: บามนี้ภาคกลางเขาเรียกว่าอะไร ที่ถามจะได้รู้ที่มาของรากคำ
กำนันเต๊ะ: เขาเรียกยอใหญ่บ้าง แต่จริง ๆ ศัพท์ที่เขาใช้คือบาม บามคือเครื่องมือจับปลาชนิดหนึ่ง


4.
ค้างคาวแม่ไก่นับแสนตัว

เดินสำรวจไปตามแนวคลองท่าเมรุซึ่งด้านหนึ่งสายน้ำไหลออกไปสู่ทะเลสาบ เป็นคลองแคบๆไม่กว้างนัก ถ้าหากยืนอยู่ตรงฟื้นดินฝั่งคูเต่า ชะโงกหน้าออกไป จะเห็นลำคลองคดเคี้ยวกลืนไปกับแมกไม้

อดีตกำนันพาเราเดินกลับมาตรงชายป่าพรุ เลาะชายป่าเข้าไปในป่าพรุ ที่เวลานี้มีหญ้าขึ้นรกเต็มไปหมด ไม้เตี้ยๆกับเถาวัลย์ขึ้นแซมแทรกหนาตา สลับกับต้นไม้ใหญ่ขึ้นแทรก อดีตกำนันบอกว่านี่คือป่าพรุ ซึ่งที่บริเวณนี้ย้อนหลังไปเมื่อ 30 ปีก่อน เป็นที่อาศัยของค้างคาวแม่ไก่นับแสนตัว

คนค้นคลอง: ค้างคาวทำไมมาอยู่ที่ตรงนี้มาก
กำนันเต๊ะ: เพี่อความปลอดภัยของมัน
คนค้นคลอง: แต่ว่าตรงนี้เป็นป่าจาก ปกติค้างค้าวมันอยู่ในถ้ำ
กำนันเต๊ะ: ไม่ใช่ ค้างคาวนี้ไม่ได้อยู่ในถ้ำ ค้างคาวแม่ไก่มันอยู่ตามต้นไม้
คนค้นคลอง: มันอยู่ที่ต้นอะไร
กำนันเต๊ะ: ต้นอะไรก็ได้ ที่นี่มันอยู่กันเป็นแสน ๆ ตัว ต้นไม้ที่มันมาเกาะจับอยู่นาน ๆ มันจะได้เพราะมันรับน้ำหนักไอ้พวกนี้ไม่ไหว
คนค้นคลอง: ที่เห็นหลังสุดเมื่อใด
กำนันเต๊ะ: หลังสงครามโลกครั้งที่สองราว 10 ปี
คนค้นคลอง: มันมาเป็นฤดูหรือว่าอยู่โดยตลอด
กำนันเต๊ะ: มันอยู่ประจำอยู่แล้ว
คนค้นคลอง: ตรงนี้เขาเรียกป่าอะไร
กำนันเต๊ะ: ป่าจาก
คนค้นคลอง: ป่ามันลักษณะแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไหนแต่ไรแล้วหรือ
กำนันเต๊ะ: เมื่อก่อนมันใหญ่กว่านี้ เป็นป่าจากกับป่าลำพู
คนค้นคลอง: พื้นที่สักเท่าไหร่
กำนันเต๊ะ: 100 ไร่ นี้แหละคุณดูสิว่าน้ำมันมีสักเท่าไหร่ได้ เป็นพรุชัด ๆ นี้มันตื้นเขินขึ้นมาแล้ว หญ้านี้เมื่อก่อนไม่มี
คนค้นคลอง: เป็นเฉพาะฤดูแล้งไหมที่น้ำแห้งไหม
กำนันเต๊ะ: เมื่อก่อนฤดูแล้งมันไม่ได้แห้ง หน้าน้ำ-น้ำมันก็มากขึ้น
คนค้นคลอง: แล้วค้างคาวที่ว่ามันเลือกต้นไม้ไหม
กำนันเต๊ะ: มันเกาะต้นใหญ่ ๆ แล้วอยู่ให้ไกลคนเข้าถึง เมื่อก่อนชาวบ้านเข้ามา เขามาหาเชือก เชือกนี้เอาไปเชือกผูกวัว เรียกว่าย่านมันแดง เอาไปขูดเปลือก แล้วควั่นเป็นเกลียว ๆ แต่เดี๋ยวนี้คนไม่เอาแล้ว
คนค้นคลอง: ต้นที่ใหญ่ ๆ นี้ต้นลำพูหรือ
กำนันเต๊ะ: ใช่ครับ
คนค้นคลอง: ค้างคาวพวกนี้กินอะไร
กำนันเต๊ะ: ผมเข้าใจว่ามันกินลูกลำพู แต่มันกินลูกละมุด กระท้อน มันไปในช่วงกลางคืน ก่อนค่ำมันบินแล้ว
คนค้นคลอง: แล้วชาวบ้านป้องกันยังไง
กำนันเต๊ะ: ไม่มี มีแต่ไล่ ทำเป็นกระรอกเอาปีบตั้งข้างบนแล้วใช้เชือกชัก ๆ ดังโครม ๆ สมัยนั้นผลไม้เป็นสินค้าราคาเหมือนกันแต่ราคาถูก
คนค้นคลอง: ที่มันหายไปเพราะอะไร
กำนันเต๊ะ: คนยิง
คนค้นคลอง: คนเข้ามานี่มายิงเลยหรือ
กำนันเต๊ะ :เข้ามาเลย เอาปืนลูกซองมายิงเอาไป
คนค้นคลอง: เอาไปทำอะไร
กำนันเต๊ะ: กิน
คนค้นคลอง กินอร่อยหรือเป็นยา
กำนันเต๊ะ: ไม่
คนค้นคลอง: แค่ความอยากของคนหรอกหรือ
กำนันเต๊ะ: คือคนอิสลามเขาไม่กินหรอก ที่เข้าไปยิงก็เป็นคนพุทธ ด้วยความคะนอง นี้แหละเรื่องที่มันไม่อยู่
คนค้นคลอง: สัตวน้ำล่ะมีบ้างไหมครับ
กำนันเต๊ะ: มีปลาในคลอง ในหนองไม่ค่อยจะมี ตรงนี้เมื่อก่อนเป็นที่นา ตรงนี้แถวนี้ริมถนนเป็นนาข้าว ข้างในก็มีป่าจาก นอกจากเย็บจากขายแล้ว ก็เอาใบไปขายคนที่สูบยา ตรงนี้มีจระเข้เหมือนกัน เคยกัดวัว
คนค้นคลอง: ยังมีลิงอีกไหม
กำนันเต๊ะ: มีเดี๋ยวพาไปดู


5.
ลิงฝูงสุดท้ายของคลองอู่ตะเภา

ขึ้นรถขับไปตามชายป่าพรุ ที่ดินตรงนี้เป็นที่ของเอกชนหมดแล้ว ความที่ไม่แน่ใจว่าสภาพเส้นทางข้างหน้าเป็นอย่างไร เราตัดสินใจจอดรถไว้ข้างทาง เดินผ่านเพิงบ้านของเด็กหนุ่มที่ทำงานเฝ้านากุ้ง เด็กหนุ่มหันไปทัก

คนค้นคลอง: ลิงไม่มีแล้วหรือ
ชาวบ้าน: ไม่เห็นแล้ว
กำนันเต๊ะ: มันไม่ให้คนเห็น คนยิงมัน ถ้าพูดกันแล้ว พวกที่ทำลายทรัพยากร เอาไปกินกับเหล้า กินกับผัก อิสลามห้าม กินของแบบนี้ไม่ได้

เลี้ยวซ้าย ด้านขวามือเป็นชายป่าพรุ มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นเขียวทึบเต็มไปหมด ด้านซ้ายมือเป็นสระน้ำกว้างโล่งที่ขุดทิ้งไว้เพื่อเลี้ยงนากุ้ง บนท้องฟ้ามีนกบินว่อน

คนค้นคลอง: เสียงนกอะไร
กำนันเต๊ะ : ภาษากลางเขาเรียกนกกระแตแต้แว้ด ชาวบ้านเรียกนก ตีเตี้ยวเหว็ด เมื่อก่อนค้างค้าวอยู่ที่ต้นสูงแบบนี้ นี้ ๆ ต้นใหญ่แบบนี้ เอ...วันนี้รู้สึกว่าลิงมันคงหลบ
คนค้นคลอง: แล้วฝั่งโน่นละเป็นอะไร
กำนันเต๊ะ: มันมีอ่าวเป็นทะเล ข้ามไปฝั่งโน่นก็เป็นคลองบางกล่ำ คลองนี้เป็นคลองท่าเมรุ ไม่ใช่ว่าตื้นนะ ที่ตัดตรงไปโน่นคือคลองขุด
คนค้นคลอง: ที่เขามาขุดทำนากุ้งละ
กำนันเต๊ะ: เขาซื้อแล้ว หมดแล้ว เขาทำนากุ้งนี้แหละ เมื่อก่อนเขาว่าจะทำสนามกอล์ฟ ทำโรงแรม เมื่อก่อนเป็นป่าใหญ่มหึมา มีแต่ค้างค้าวอยู่
คนค้นคลอง: แล้วใครเป็นคนไปขาย
กำนันเต๊ะ: เอกสารสิทธิที่มีบ้างก็ตรงริมคลอง พอออกมาก็เป็น สค.1 คนโน่นคนนี้ไปชี้ก็ออกมาเป็น นส.3 นี้ใครจะออกให้ โค่นต้นไม้ไปเท่าไหร่แล้ว เขาเรียกว่าตัดไม้ทำลายป่า คือมันเป็นว่าเจ้าหน้าที่แนะนำ มี สค.1 2 ไร่ ออกได้ 25 ไร่
คนค้นคลอง: มันมีกฎหมายว่ายังไง
กำนันเต๊ะ: กฎหมายนี้ผมไม่เคยเห็น แต่ผมเคยทะเลาะกับเจ้าหน้าที่ ผมไม่ให้ออก นั้นเป็นที่หลวงอยู่ พวกลิงมันเคยคราง ผมเคยมาวางอวนสมัยหนุ่ม ๆ สมัยก่อนลมพัด เขาเรียกลมสลาตัน ลิงมันเย็นเหมือนคนนี้แหละ มันเย็นจ้าน ชาวบ้านเขาเรียกว่า "มันเย็นจนลิงร้อง"
คนค้นคลอง: ลิงกับสัตว์อื่นนี้อยู่ร่วมกันหรือ
กำนันเต๊ะ: ลิงกับค้างคาว ค้างคาวมันตัวใหญ่ ตัวใหญ่มาก ที่ไหนที่ไหนในประเทศไทยก็เรียกค้างคาวแม่ไก่

เดินกลับมาที่เก่า อดีตกำนันพาเราเดินขึ้นไปจนเกือบสุดชายป่าพรุ พยายามมองหาลิงแต่ก็ไม่พบ เราผ่านเพิงเฝ้านากุ้งของเด็กหนุ่ม เดินไปบนคันนาตรงไปยังเพิงเล็กๆโกโรโกโสที่อยู่ริมคลอง

คนค้นคลอง เมื่อก่อนเขาทำนาหรือ ตอนนี้เขาทำนากุ้งไม่มีปัญหาเรื่องน้ำเสียหรือ
กำนันเต๊ะ: มี
คนค้นคลอง: แล้วน้ำเสียเขาปล่อยลงไหน
กำนันเต๊ะ: ลงในทะเล ลงในทะเลกลายเป็นน้ำเสียไปตลอดกาลเลย โดยธรรมชาติน้ำในทะเลเคยเสีย ผมรู้ ผมวิ่งเรืออยู่ในทะเลสาบนานแสนนาน ปลาตายเป็นฝูงเลย อยู่ดี ๆ มันก็ตาย
คนค้นคลอง: ตายเพราะอะไรครับ
กำนันเต๊ะ: ผมไม่รู้ ไม่มีความรู้
คนค้นคลอง: ปลาตายนานหรือยัง
กำนันเต๊ะ :นานแล้ว 30 ปีได้แล้ว ตรงนั้นมีเรือข้าม(ชี้ไปยังปากทะเลสาบ) เมื่อก่อนมีศาลา ผมเคยวางอวนติดจระเข้เท่าขา ตรงนี้มีต้นลำพู ผมแจวเรือมาสามสี่คน จระเข้มาโผล่ขึ้นข้างหน้า พอผมแจวเรือลงไปใกล้มันก็จมลงไป บริเวณนี้มีจระเข้มาก อันตราย
คนค้นคลอง: บริเวณนี้เป็นอีกคลองหนึ่งไหม หรือว่าเป็นคลองขุด
กำนันเต๊ะ: ไม่ใช่ เป็นอ่าว ต่อมาจากแหลมโพธิ์ ในนี้มีทรัพยากรมหึมา ต้นไม้ที่งอกมามาทีหลัง ตรงนี้เขาเรียกนาของลุงสี ขุดคลองลงไปออกอ่าว เมื่อก่อนมีต้นคุระต้นลำพูเต็ม แลแล้วน่าหวาดเสียวอยู่หรอก
คนค้นคลอง: ทั้งหมดมีคลองขุดเท่าไหร่
กำนันเต๊ะ: ทั้งหมด 5 สาย ออกมาจากวัดท่าเมรุถึงตรงนั้นเรียกว่า คลองขุด คลองนี้เป็นคลองที่ 2 ตรงนี้เป็น 3 คลองบ้านใต้เป็น 4 ที่คลองอู่ตะเภาเป็น 5 จริง ๆ แล้วถ้าจะนับคลอง คือ 1.คลองขุด 2.คลองท่าเมรุ 3.คลองขุดนี้ 4.คลองขุดตรงโน่น 5.คลองบ้านใต้ 7.คลองนกออก 8.คลองเต่านอนหงาย ถ้านับคลองปลีกย่อยมันมีเยอะเราไม่ได้คิด ถ้าได้มาสัมผัสเองจะเห็น
คนค้นคลอง: คลองขุดที่ทางปากคลองตะวันออกหละ
กำนันเต๊ะ: คลองขุดนี้มันมีมาตั้งแต่สมัยไหน ไม่ใช่แค่ร้อยปีแล้ว ตอนนี้อายุผมก็ 75 -76
คนค้นคลอง: แสดงว่ามีมาก่อนหน้านี้
กำนันเต๊ะ: ใช่


6.
คนเก็บผักบุ้ง

ใช้เวลาเพียงครู่เดียว เดินไปบนคันนาตรงไปยังเพิงเล็กๆโกโรโกโสที่อยู่ริมคลอง มองออกไปพอจะเห็นแหลมโพธิ์ และคลองขุด ทอดยาวไปออกทะเลสาบ ที่เพิงร้านแห่งนี้ เราพบหญิงวัยกลางคนกำลังนั่งรวบผักบุ้งที่เด็ดมาให้เป็นกำ ไม่ไกลออกไปนาผักบุ้งผืนใหญ่กำลังชูลำต้นอวบละพรั่งอยู่ริมคลอง

คนค้นคลอง: ปลูกผักบุ้งมานานแล้วไหม
ชาวบ้าน: ไม่ได้ปลูก เก็บมาขายเอานิ
คนค้นคลอง: เก็บแค่ไหนละครับ
ชาวบ้าน: เฉพาะหย่อมนี้
คนค้นคลอง: เก็บทุกวันไหม
ชาวบ้าน: ตรงกับวันนัด เก็บไม่ทัน เอาไปขายที่สะเดาขายดี ผักไม่ฉีดยา เขาก็ว่าผักอะไรงามอย่างนี้ไม่ฉีดยา เก็บครั้งหนึ่งก็ 100 กำ ไปขายกำละ 5 บาท ชั่วโมงสองชั่วโมงก็ขายหมด
คนค้นคลอง: ไปขายเองไหม
ชาวบ้าน: ขายเอง
คนค้นคลอง: ผักบุ้งที่นี่ไม่มีใครเป็นเจ้าของใช่ไหม
ชาวบ้าน: ใช่ ใครมาใครเก็บ
คนค้นคลอง: แล้วที่กลางคลองอู่ตะเภาเขามีที่ของเขา เช้า ๆ เห็นเขาพายเรือมาเก็บกัน
ชาวบ้าน: หัวดินใครก็ของมัน


7.
ข้าวมูกมูสัง

ลาหญิงวัยกลางคนที่ทยอยขนมัดผักบุ้งขึ้นท้ายรถกะบะ ยกมือปาดเหงื่อที่เริ่มไหลท่วมตัว เราสาวเท้าข้ามนากุ้งที่มีให้เห็นเจนตา ตรงไปยังที่จอดรถ ซึ่งมองไม่เห็นเพราะว่าพงหญ้าขึ้นรถบังตา เราเดินลงมาอีกหน่อยก็ถึงบริเวณที่จอดรถไว้

ที่หมายสุดท้ายของวัน เราตั้งใจที่จะเดินทางไปยังแหลมโพธิ์ ตอนที่อยู่ในรถผ่านที่นาที่ถูกปล่อยรกร้างว่างเปล่านับร้อยๆไร่ อดีตกำนันชี้ให้ดู

กำนันเต๊ะ: เมื่อก่อนตรงนี้เป็นที่นา เป็นข้าวพื้นเมือง
คนค้นคลอง: พันธุ์อะไรครับ
กำนันเต๊ะ: ข้าวมูกมูสัง ข้าวโมกดำ ข้าวยายอ
คนค้นคลอง: ข้าวมูกมูสังเขาพูดกันมาก ตอนนี้สูญพันธุ์หมดแล้วไม่ใช่หรือ
กำนันเต๊ะ : หมดแล้ว ตรงนี้เป็นทางข้าม ทางข้ามคลอง ตรงโน่นเป็นที่ล่องคลองของชาวบ้านไปขึ้นฝั่ง
คนค้นคลอง: ที่นี่ชาวบ้านเขาใช้น้ำกันยังไง
กำนันเต๊ะ: สมัยก่อนขุดน้ำจืดไม่ได้ จะเจาะบ่อบาดาลก็ไม่ได้ ต้องไปเอาน้ำที่ท่าเมรุ พาเรือไป ใส่ไห ใส่เนียง อยู่มาเขาเอาโอ่งใหญ่มาให้ไว้รองน้ำฝน
คนค้นคลอง: นาข้าวมีมากไหม
กำนันเต๊ะ: เมื่อก่อนมีมาก สัก 20 ปี แล้วเขาไม่ทำ เดี๋ยวนี้เป็นนากุ้งหมด บางปีธรรมชาติไม่เอื้ออำนวย น้ำเค็มมันเข้ามา
คนค้นคลอง: ข้าวที่มันมีชื่อแต่สาบสูญไปเป็นเพราะอะไร
กำนันเต๊ะ: คือข้าว ชาวบ้านทำไว้กินหรอกไม่ได้ทำไว้ขาย สรุปแล้วว่าการทำนาข้าวนี้เสียเวลา หาเงินดีกว่า


8.
แหลมโพธิ์

มาถึงแหลมโพธิ์ เราขับรถวนไปจอดใกล้ๆต้นประดู่ใหญ่ อดีตกำนันชี้ให้ดูถนนลาดยางที่วนรอบเลียบชายทะเลข้างๆร้านอาหาร

กำนันเต๊ะ: ที่สาธารณะที่แหลมโพธิ์ ผมจะชี้ให้ดู นี้ที่นาทั้งหมดเลย
คนค้นคลอง: ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรเลยหรือ
กำนันเต๊ะ :ไม่ นอกจากว่าขาย เมื่อโครงการนี้เข้ามากว้านซื้อ ชาวบ้านก็ขายๆๆ
คนค้นคลอง: ถ้าซื้อทำอะไรก็ตามเขาต้องถมที่ใช้ไหม
กำนันเต๊ะ: สร้างบ้านก็ต้องถมที่
คนค้นคลอง: ถ้าไม่ใช้สร้างบ้านละ
กำนันเต๊ะ: บ่อปลา นากุ้ง ทำนองนี้ ถ้าไม่ทำไอ้นี้ก็ไม่รู้จะทำอะไร เดี๋ยวผมจะให้คุณดู ผมเคยทำถนน ถนนนั้นที่วิ่งตามริมคลองกั้นน้ำเค็มไม่ให้เข้าในที่นา
คนค้นคลอง: เท่ากับว่าปัญหาการทำนามันก็มีมากโดยตัวของมันเอง
กำนันเต๊ะ: นอกจากภัยแล้งแล้ว น้ำท่วมมันเสียหาย ที่เสียหายหนักก็น้ำเค็มเข้ามา เดี๋ยวผมจะชี้ให้ดูถนน
คนค้นคลอง: นาร้างมากี่ปีได้แล้ว
กำนันเต๊ะ: 20 กว่าปี นั้นนกกระยางก็มีมากอยากให้คุณช่วยถ่ายรูปไว้ด้วย ต้นตาล ก็มีมาก เมื่อก่อนคนขึ้นตาลไปเอาน้ำตาลมาเคี่ยว หมู่บ้านคนเขาอยู่เป็นหย่อม ๆ ตรงนี้เป็นพรุด้วย นี้โครงการนี้ผมก็เป็นคนทำตั้งแต่เป็นผู้ใหญ่ เลียบอ่าวไปออกคูเต่าหมู่ที่ 6 โน่น กั้นน้ำเค็มไว้ให้ชาวบ้านทำนา ทำเป็นถนนไว้เลย ท่อที่ฝังระบายน้ำฝังไว้ให้สูงอย่าให้น้ำเค็มขึ้นถึง มาเริ่มต้นตั้งแต่นี่ พออยู่มาลากูน่ามันก็มาซื้อที่นา เสียงบประมาณเปล่าเราสร้างถนนไว้ให้ชาวบ้านทำมาหากิน ตอนนี้เป็นห้องอาหารไปแล้ว ที่ตรงนี้ถ้าผมไม่กันเอาไว้ก็หมด
คนค้นคลอง: เป็นที่ส่วนบุคลหมดเลยหรือไม่เป็นที่สาธารณะบ้างหรือ
กำนันเต๊ะ: นี้แหละตั้งแต่ถนนสายนี้ผมกันเอาไว้ เมื่อก่อนมันจะตัดตรงนี้ไปอ่าวโน่น มหาเริญมาใช้ท่าเป็นที่ชักพระ นี่แหละที่ชาวบ้านมาทำบุญ มาสร้างเป็นอาคารในสมัยผมเป็นกำนันผมไม่ให้ทำ โต๊ะอิหม่ามคนเก่า หวายีหลัด เขาลี้ภัยไข้ทรพิษมาอยู่ตรงนี้ ตัดกิ่งประดูมาปักไว้เป็นราวเชิง มันเลยงอกเป็นต้น คนรุ่นนี้เขาไม่รู้ที่มาของต้นประดู่หรอก ที่ตรงนี้ผมกั้นไว้ตลอด นับตั้งแต่นี้ริมน้ำกั้นไว้ 1 เส้น คือไม่ให้ออก นส.3 ให้เป็นที่สาธารณะ ผมเดินออกสำรวจเอง วัดเอง
คนค้นคลอง:ความจริงมีกฏหมายที่ดินกำหนดให้ที่ดินจากตลิ่งวัดมา 15 ม. เป็นที่ดินสาธารณะ
กำนันเต๊ะ: ผมกันไว้ 40 ม. หลังจากผมไม่อยู่ หลักเหล่านั้นคงถูกทำลาย ผมบังคับไว้เลยว่าไม่ให้ออก นส.3 มาตอนนั้น ถ้าผมไม่กันไว้หมดไปถึงชายทะเลแล้ว จริงๆ ตรงนี้มีมะม่วงหิมพานต์ มีต้นลำพู เมื่อก่อนชาวบ้านมาเก็บลูกมะม่วงหิมพานต์ไปกิน รู้สึกว่าหลักเขตทีปักไว้ไม่มีแล้ว แดนมันแค่นั้น โน่นชาวบ้านเอาไปของเขา ผมกันไว้ 60 กว่าไร่ นี่แหละเราดู ๆ กันมันอยู่กันด้วยผลประโยชน์มากกว่า นั้นเป็นป่าช้า เป็นเขตของเขา โน่นศูนย์วิจัย ถนนสายนี้ กว่าจะได้นานแสนนาน คนนี้ให้คนนี้ไม่ให้ ต้องเคลียร์เจ้าของที่
คนค้นคลอง: ตอนนี้ที่ได้ประโยชน์ คือร้านอาหาร
กำนันเต๊ะ: นั้นแหละ เราเปรียบเสมียนเทียนที่ให้แสงสว่างกับสังคมให้แสงสว่างกับมนุษย์ ผมยังข้องใจอยู่ว่า ที่เราได้พยายามให้ท้องถิ่นนี้มันเจริญขึ้นมา สร้างประโยชน์ให้ ถึงแม้ว่าบุคลเหล่านั้นจะไม่คิดถึงเรา ผมคิดว่านั้นคือความพอใจของผม ไม่ได้ทำประโยชน์ให้เขาเยินยอ แต่ทั้งนั้นและทั้งนี้ ผมไม่มีอำนาจแล้ว แต่ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์ ใครไปใครมาได้สะดวก นั้นคือสิ่งที่ผมพอใจ อยากให้รักษาหลาย ๆไว้ ทำไมเขาถึงได้เรียกแหลมโพธิ์ ที่ต้นโพธิ์ทะเลผมอยากให้คงไว้


9.
จระเข้กัดห้ามจิ้งจกเลียแผล

วนรถกลับมาส่งอดีตกำนันที่บ้านใกล้มัสยิด แล้วบึ่งรถมุ่งหน้ากลับบ้าน ขับรถวนไปวนมาทั้งวัน เรานึกถึงลำน้ำคลองอู่ตะเภาที่ทอดยาวหลากไหลผ่านไปยังหลายถิ่นหลายที่ ความคดเคี้ยวของสายน้ำ ประดุจดังเส้นทางชีวิตหลายๆชีวิตวกวนทับซ้อนเข้าด้วยกัน ว่าไปแล้วสายน้ำมันได้พัดผ่านอะไรมาบ้าง ตำนาน ความเชื่อ คำบอกเล่า มาวันนี้เราได้สัมผัสประสบการณ์อันเป็นเรื่องราวแต่ครั้งอดีต ทำให้หวนย้อนนึกถึงเรื่องราว วิถีชีวิตของคนเมื่อก่อน จากคำบอกเล่าของอดีตกำนัน ทบซ้อนกับภาพในปัจจุบัน สิ่งที่อยู่ตรงกลางคือความผันแปรไม่เคยหยุดนิ่งของสรรพสิ่ง ต่างมีพลวัตรอยู่ในตัวของมันตลอดเวลา

ในสายน้ำเดียวกัน ย่อมมีทั้งอดีตและปัจจุบัน ย่อมมีทั้งคนเก่าและใหม่ มีทั้งมืดและสว่าง ในขณะที่ธรรมชาติเกิดขึ้น ดำรงอยู่ และดับสูญไป นี่คือสัจจะแล้วเราจะร้อยเรียงคุณค่าในอดีตกับสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบันได้อย่างไร

คนค้นคลอง: ช่วยเล่าเรื่องคนที่โดนจระเข้กัด แล้วจิ้งจกมาเลียอีกครั้งได้ไหมครับ
กำนันเต๊ะ: ไอ้เรื่องจระเข้กัดแล้วจิ้งจกมาเลีย ทีแรกผมไม่เชื่อเหมือนกัน ผู้ใหญ่เคยเล่าว่าจระเข้กัดคนบ่อย ๆ แล้วจะกันไม่ให้จิ้งจกมาเลีย เรื่องนี้ผมไม่เชื่อ พอมาเห็นกับตาก็ว่าเป็นไปได้ คนโดนจระเข้กัดจะขุดเป็นร่องน้ำ กางมุ้ง กันไม่ให้จิ้งจกลงไปได้ ถ้ากัดธรรมดาก็ถึงขั้นว่าไม่อันตราย นายสิทธิ์ที่โดยจระเข้กัดเป็นแผลทั้งตัวแบบนั้นสิอันตราย พอพาไปรักษาที่บ้าน สมัยนั้นความเชื่อในไสยศาสตร์มีสูง น้ำมนต์ลุงถอง มิหนำซ้ำเอาน้ำมันมะพร้าวที่หุงใหม่ ๆ เอามาทำกับหัวไพร หั่นแล้วเอาไปใส่ในน้ำมันมะพร้าว ลองคิดดูว่ามนต์ที่ไหนจะสมานแผลได้ มันไม่ใช่เรื่องพิสดารที่จะทำให้หายได้ แผลก็เลยเน่าเปื่อย เลยพาไปโรงพยาบาลสงขลา สมัยนั้นยังไม่มีโรงพยาบาลหาดใหญ่ พอไปถึงโรงพยาบาลสงขลา หมอบอกว่ารักษาไม่หายแล้ว แผลนี้มันเปื่อยแล้ว พามาตายที่บ้าน โดนจิ้งจกมันเลีย จิ้งจกมันกระโดดจากบ้านหลังนี้ มาบ้านหลังนี้ มีคนคอยตีจิ้งจก ได้สัก 2-3 กาน้ำ ตีเป็นตัวก็ราว 300 ตัว คนหลาย ๆ คนซักถามผมที่ใต้ถุนโรงเรียนคูเต่าวิทยา เขาบอกว่าถ้าผมไม่พูดเองเขาก็ไม่เชื่อ ใช่ ถ้าคุณไม่เชื่อผมก็ไม่โทษ เรื่องนี้ผมเองถ้าไม่เห็นกับตาก็ไม่เชื่อ มันพิสดารขึ้นมา ทำไมละ เรื่องของคนนี้ก็จบไปแล้ว คนที่โดนจระเข้กัดก็มีหลายคน มีเหลืออยู่คนสุดท้าย เขาเป็นลูกพี่ของแม่ผม เสื้อที่เขาใส่วันที่จระเข้กัดก็เสื้อของผม เรื่องนี้มันพิสดารมาก
คนค้นคลอง :มันอาจจะได้กลิ่นเลือด หรือกลิ่นคาวจระเข้
กำนันเต๊ะ: ถ้าวิจัยออกมาในเรื่องนั้นอาจจะได้
คนค้นคลอง: เป็นเรื่องของสัตว์ด้วยกัน เป็นเรื่องของสัญชาติญาณ
กำนันเต๊ะ: คนที่โดนจระเข้กัดมันอาจจะมีกลิ่นคาวขึ้นมา หรือว่าสัตว์คล้าย ๆ กัน ลองแลจระเข้เวลามันกินอาหารมันจะฟาด เหมือนจิ้งจกเวลามันกินแมลงตัวใหญ่ ๆ มันจะฟาดแล้วมันจะกลืน มันเป็นสัตว์ชนิดที่เหมือนกัน แต่จิ้งจกมันลงน้ำไม่ ไม่เหมือนจระเข้ที่เป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก จระเข้มันอยู่ในน้ำได้นานเป็น
คนค้นคลอง ที่เขาห้ามเอาไว้ มันเป็นความรู้ที่เขาสั่งสมเอามามันเป็นประสบการณ์ไว้แล้ว
กำนันเต๊ะ: เขามีประสบการณ์ คนโบราณเขามี เราอย่าไปคิดว่าคนที่เขาจบ ดร.มาเขารู้หมด ไม่ใช่ คือจากประสบการณ์ที่ผ่านมาเขาอาจจะรู้ ไอ้นี้เป็นสิ่งที่พิสดารยังนั้นยังนี้ เหมือนกับต้นไม้ชนิดหนึ่ง คือต้นรัก เดินไปทางใต้ต้นไม้นี้ ถ้าคนที่แพ้มันจะมีตุ่มคันขึ้นตาตัว นี่เรื่องจริง ถ้าไปหาต้นไม้นี้ยังได้ ถ้าถามว่าคนที่โดนงูเห่ากัดทำไมถึงง่วงนอน แล้วง่วงจริง ๆ สมัยผมเป็นผู้ใหญ่บ้าน ผมเคยพาคนไข้ไปโรงพยาบาล ทางโรงพยาบาล บอกให้ดูดบุหรี่ และดื่มกาแฟ อย่าให้หลับไปเลย เราไม่รู้ว่าคนที่โดนงูเห่ากัด พิษมันร้ายแรง เนื้อที่โดนพิษ เปื่อยจนเห็นกระดูก ทางโรงพยาลเข้าแนะนำให้ตัดเนื้อที่ถูกงูเห่ากัด พิษมันก็ทุเลาลง
คนค้นคลอง: ปัญหาของชาวบ้านคือรู้แต่อธิบายไม่ได้ แต่ทฤษฎีตะวันตกมันเป็นทฤษฏีที่อธิบายได้ มีที่มาที่ไป ถ้าเอาประสบการณ์ของชาวบ้านมาศึกษาให้ลึก มันคงได้คำตอบที่จะอธิบายได้
กำนันเต๊ะ: เราจะไม่เชื่อทั้งหมดก็ไม่ได้ เหมือนผีเข้า นี้ผมเคยเห็นกับตามาแล้ว คือคำบอกเล่าส่วนใหญ่โกหก
คนค้นคลอง มันเป็นเรื่องของจิตคนด้วย ใครจิตแข็งผีก็ไม่เข้า
กำนันเต๊ะ: ใช่ คืออะไรก็แล้วแต่ที่เกิดขึ้นมาในตัวของบุคล ไอ้พวกผีสางนางไม้ ไม่เคยมาประสบกับผมเลย เพราะผมไม่เชื่อมัน
คนค้นคลอง ผมก็เคยโตมาที่พัทลุง ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ ตอนนั้นผมยังเล็กอยู่ น้องของผมเป็นปานแดงที่หน้าผากเขาให้โนราห์เหยียบ ปรากฏว่าหาย
กำนันเต๊ะ: นั้นแหละ ถ้าฉายแสง ตามหลักการแพทย์ ผมไม่เถียง แต่โนราห์นี้ รำ 10 ท่า แล้วเอาเท้าไปเหยียบ หายได้ มันเป็นอะไรที่ลึกลับ
คนค้นคลอง: ถ้าอธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์แล้วอธิบายได้ แต่เขาไม่สามารถอธิบายได้ มันอาจจะเป็นพลังงานลึกลับ เพียงแต่ว่าเรามองไม่เห็น ของวิทยาศาสตร์เองบางอย่างมันมองไม่เห็น แต่เขาทำแลเห็น ทำกล้องจุลทรรศขึ้นมา ทำโน่น ทำนี้
กำนันเต๊ะ: วิทยาศาสตร์กับไสยศาสตร์ไปกันคนละทาง พวกกาลิเลโอ อะไรต่ออะไร แต่ทำไม พวกยิงไม่เข้าในทำนองนี้ ทำไมถึงยังมีละ.

 Member username  password remember me  สมัครสมาชิก  Go to top.
 Web Statistics : online 0 member(s) of 23 user(s) from all 203 member(s). SoftGanz Group. My Sql Database Server. PHP. The Apache. Mozilla. Nedstat Basic - Free web site statistics
Personal homepage website counter
User count is 7949139 person(s) and 26575725 hit(s) since Apr,27 2004 , current hit 1 time(s).
The Coca-Cola Foundation