รักษ์คลองอู่ตะเภา ฟื้นชีวิตให้สายน้ำ
หน้าแรก ข้อมูลทั่วไป สารคดี ฟอรั่ม มีอะไรใหม่
สารคดี : หน้าหลัก
สารคดี
คนค้นคลอง
คำคนคลอง
เล่ โรงงาน และน้ำเสีย
ที่มาของชื่อคลองอู่ตะเภา
ตามรอยจระเข้ที่คูเต่า
ลุยป่าต้นน้ำผาดำ
แข่งเรือยาว
สุขสันต์วันลอยกระทง

เล่, โรงงานและน้ำเสีย


โดย ชาคริต โภชะเรือง

มาถึงทุ่งลุง เลียบถนนที่ตรงไปยังอำเภอคลองหอยโข่ง ผ่านสวนยางที่ยืนแผ่เงาร่มรื่น เข้าไปในเขตของตำบลทุ่งลาน ยามเช้าที่แดดอ่อนๆกำลังแผ่กระจาย ใต้ร่มไม้ใกล้ๆสวนยาง คงจะเป็นสถานที่น่านั่งพักผ่อน หาความสำราญไม่น้อย หากว่าไม่มีกลิ่นเหม็นโชยมารอบทิศ และไม่ไกลออกไปนัก มีภาพของควันไฟสีเทาเข้ม ลอยสูงขึ้นเหนือพุ่มไม้

"นั่นแหละควันจากการเผาขยะของโรงงาน" คุณอำนวย สุขสวัสดิ์ อบต.ทุ่งลาน พูดด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม

ชาวบ้านที่นี่ทนอยู่กันได้อย่างไรหนอ...ผมนึกอยู่ในใจ

ตำบลนี้ร่มรื่นไปด้วยแมกไม้เขียวขจี ยืนต้นแผ่เงาร่มครึ้มเย็นตา แม้ว่าส่วนหนึ่งจะแปรสภาพเป็นสวนยางไปแล้วก็ตาม สมกับเป็นพื้นที่สีเขียวที่ถูกอนุรักษ์เอาไว้ แต่จะมีประโยชน์อะไรหากมองไปรอบข้างกลับห้อมล้อมไปด้วยโรงงานรอบทิศทางก็ว่าได้

ผมตั้งใจมาหาคุณอำนวยหลังจากครั้งหนึ่งเราเคยได้พบกันมาแล้ว แต่ก็นานกว่า 2 ปี ผมจำได้ว่าวันนั้นคุณประโชติ จากสหกรณ์ออมทรัพย์มอ.นัดพวกเรามาฟังคุณอำนวย ที่บ้านหลังนี้พร้อมกับชาวบ้านอีกร่วมสิบคนบอกเล่าเรื่องโรงงานปล่อยน้ำเสีย และปลาตายลอยขึ้นมาเป็นแพ คุณอำนวยบอกว่าได้ร้องทุกข์ไปทางทีวี.ช่องหนึ่ง และเก็บภาพปลาที่ตายลอยขึ้นมาเหนือผิวน้ำเอาไว้เป็นหลักฐาน

เรามาปรึกษาหาทางออกร่วมกัน

เล่และปลาทก

ภาพคลองอู่ตะเภาในความทรงจำ ของคุณอำนวยเมื่อก่อน ประมาณ 20 - 30 ปีที่ผ่านมา คล้ายยังสดกระจ่างอยู่ในใจ เมื่อหวนถึงเมื่อครั้งที่น้ำมีสภาพดี ใช้งานอะไรก็ได้ น้ำใส กินได้ ซักผ้า อาบน้ำ เอาหุงข้าวได้

คลองจะมีคุณค่า เมื่อคนยังได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เป็นส่วนหนึ่งในวิถีของกันและกัน เดิมทีคนละแวกทุ่งลุง ทุ่งลาน พะตง ประกอบอาชีพทำสวน เนื่องจากว่าแถวนี้ไม่มีบ่อน้ำ บ่อบาดาลก็ไม่มี คลองอู่ตะเภาจึงเป็นที่ๆ ชาวบ้านได้อาศัยพึ่งพิง ใช้น้ำในการอุปโภคบริโภค จากเมื่อก่อนน้ำเคยอยู่ในสภาพดี ยังใสสะอาด ไร้มลภาวะ หากทว่าประมาณ 30 ปีที่ผ่านมา มีต้นน้ำอยู่สายหนึ่ง ซึ่งเป็นสายคลองที่สี่สิบที่รวมกับคลองอู่ตะเภา สายนั้นคุณอำนวยบอกว่า เขาทำเหมืองแร่ที่เขาลูกช้าง แล้วถ่ายน้ำเสียลงมา น้ำก็เริ่มลดความใส อยู่มาอยู่มา มีโรงงานเกิดขึ้นอีกซ้ำเติมทำให้น้ำขุ่น

"เมื่อก่อนมีปลาอะไรบ้าง?"

ผมเริ่มต้นซักถามด้วยความอยากรู้

" กุ้งหอยปูปลา มีครบ ปลาที่เคยมีอยู่ก็ประมาณ 10 ชนิดเช่น ปลาหนวด ปลาพรม ปลาแก้มช้ำ ปลาตะเพียน ปลาทก ถ้าน้ำยิ่งแห้งปลายิ่งตายง่าย เพราะพื้นคลองเป็นตมมีสารเคมีเยอะ ผมลงไปขึ้นมาแล้วคันฉิบ ไม่กล้าลงอีกต่อไป"

"ปลาทกมีไหม?"

"มี แต่หายไปนานแล้ว ผมถ่ายรูปไว้รูปหนึ่ง แต่ยังไม่พาไปล้างที ปลาตัวนี้มันคล้ายกับปลาโอน ตัวหนึ่งราว 10 กว่ากิโล ต้องใช้คนสองสามคนหาม"

"เวลาจะจับปลาทกเขาทำยังไง?" ผมได้ยินชื่อปลาชนิดนี้มาบ้างแล้วพยายามวาดมโนภาพตาม

"ใช้ไซ ใช้เล่"

ผมถามซ้ำว่าอะไร "เล่เป็นอย่างไร"

"คล้ายๆ ฝายกั้นน้ำ พอปลามันลงเล่เราก็จับมันไปขาย "

ถึงไงผมก็นึกภาพไม่ออก รอจนกระทั่งคุณอำนวยพาไปเห็นภาพของจริงนั่นแหละ ผมจึงพอจะเข้าใจได้ ว่าเล่ที่ว่ามันคืออะไร

"แล้วปลามันอยู่บริเวณไหน"

"ในวัง ใต้ขอน มันจะเป็นเพิงอยู่ใต้น้ำ รากไม้มันงอกออกมา"

นอกจากปัญหาน้ำเสียแล้ว ที่นี่ยังได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองทรายอีกด้วย "ถ้าหากทำได้คือไม่อยากให้มีบ่อทรายในพื้นที่ ในหมู่ 1 มีอยู่ 2 ที่ ดูดทรายขึ้นไปทุกวัน ทำให้น้ำขุ่นตลิ่งก็ทรุด"

"ใครมาทำละ"

"ส่วนมากพวกมีเงิน เขามาซื้อที่แล้วขุดไป คือเมื่อก่อนในหมู่ 1 มีบ่อทรายอยู่ 2 ที่ หมู่หนึ่งของผมมีสองหมู่บ้านที่ย่านยาวกับที่ต้นขาม ทางโน้นก็ติดหมู่ 1 พะตง กับหมู่ 2 อีกทางก็ติดหมู่ 8 พังลา ท่าโพธิ์ ทางตะวันตกติดหมู่ 7 โคกม่วง แต่ผลกระทบที่มากที่สุดคือหมู่ 1 พะตง กับหมู่ 1 ทุ่งลาน เพราะอยู่ใกล้ริมคลอง รับผลกระทบร่วมกัน ถ้าคิดให้ได้เหมือนผมทั้งหมดคือไม่ให้ทำ มันอยู่ที่เจ้าของพื้นที่ เหมือนตัวอย่างของผมคือใครขอเราไม่ให้ทำ คือถ้าเราไม่ให้ทำมันก็ทำไม่ได้ ทางโน้นเขามีผลประโยชน์ คือผมคิดว่าอย่าให้ชาวบ้านได้รับผลกระทบ ที่ผมต่อต้านไปไม่ได้มีประโยชน์สำหรับผมหรอก คือทำให้คลองทางโน้นพัง"

"การทำเหมืองทรายเขาทำกันยังไง"

"เขาจะใช้วิธีวางท่อลงไปในลำคลองแล้วดูดทรายขึ้นไป ไม่ได้ดูดเฉพาะหน้าแล้งหรอกนะ มันดูดไปตลอดนั้นแหละ ทำกันเป็นเดือนๆ เว้นช่วงไปบ้างก็ตอนที่ทักษิณประกาศล้างผู้มีอิทธิพล"

"เหมืองทรายที่ว่าสร้างผลกระทบอะไรบ้าง?"

"ทำให้ลำคลองกว้างขึ้น ตลิ่งจะทรุดพัง น้ำขุ่นแต่ไม่มีผลต่อปลา ผมอยากให้กรมเจ้าท่าตรวจสอบพื้นที่สาธารณะ เพราะพื้นที่สาธารณะใกล้จะหมดแล้ว ถ้าไม่กันไว้ หากวันหนึ่งเราอยากใช้ประโยชน์ก็ทำได้ยาก สมมุติว่าจะทำถนนเลียบคลอง เขาดูดทราย ตลิ่งพัง เราจะเอางบประมาณที่ไหนมาถมคลองตรงนี้"

ผมถามว่าคนที่เข้ามาทำเป็นคนในหรือคนนอกพื้นที่

"เถ้าแก่นอกพื้นที่ คนในพื้นที่ก็มีส่วนร่วม" คุณอำนวยตอบ

น้ำเสียจากโรงงาน

เราใช้เวลาร่วม 3 ชั่วโมงเดินสำรวจไปตามแนวคลอง ตะลุยฝ่าดงหนามดงหญ้าเข้าไปริมคลอง ระยะทาง 2-3 กิโลเมตรเรียงรายไปด้วยโรงงาน สอดส่ายสายตา มองหาท่อน้ำทิ้งที่ปล่อยน้ำเสีย ลงในคลองอู่ตะเภา ให้ประจักษ์ต่อสายตา

"ไม่ใช่ว่าโรงงานปล่อยน้ำเสียทีเดียวเลย มันจะปล่อยเป็นช่วง ๆ ตอนเช้ามืดก็หนึ่งครั้ง ทีละนิด ๆ ปลามันลอยหัวไม่ถึงกับตาย ช่วงนี้ซาลงไปเพราะมีหลายหน่วยงานมารณรงค์ มันทำมากเกินก็ไม่ได้"

"ที่นี่เริ่มมีโรงงานตั้งแต่เมื่อไร"

"โรงงานที่มีสร้างขึ้นมาประมาณ 10 กว่าปีมาแล้ว อยู่ในพื้นที่ของหมู่ 1 ตำบลพะตง แล้วก็ของอำเภอสะเดา แล้วก็มีโรงน้ำยาง ส่วนหมู่ 1 ตำบลทุ่งลานไม่มี แต่ได้รับผลกระทบ"

"แล้วเจ้าหน้าที่เขาไม่ลงมาดูแลบ้างหรือ"

"ผมจะเล่าให้ฟัง ก่อนเข้าไปตรวจในโรงงาน เขาจะบอกว่าให้เจ้าหน้าที่มาทำบัตรก่อน ตรวจกล้องถ่ายรูป ตรวจอาวุธ เขาให้รออยู่ 2 ชม. ในช่วง 2 ชม.นี้เขาจะไปทำอะไรก็ได้ เขาก็ไปบำบัดน้ำ ไปจัดการให้ดี เขาว่าคุณจะมาสักกี่ดาว ก็ต้องทำตามกฎระเบียบเพราะเป็นระเบียบของโรงงาน วันนั้นผมพาเจ้าหน้าที่สาธารณะสุขเข้าไป เขาก็ไม่ให้เขา ต้องทำตามกฎของเขา มันก็อยู่พรรค์นี้"

"สรุปง่าย ๆ ว่าต้องเปลี่ยนวิธีการ ถ้าทำวิธีนี้เหมือนเดิมก็ไม่มีทาง"

"ใช่ ต้องเปลี่ยนวิธีการ"

"คุยต่อเรื่องโรงงานนิดหนึ่ง พอจะบอกได้ไหมว่าการปล่อยน้ำเสีย วิธีการของเขามีอะไรอีกบ้าง"

" วิธีการของเขา คือเขาปล่อยน้ำโดยที่ไม่ให้เรารู้เรื่อง บางทีก็ปล่อยกลางคืน บางทีก็ปล่อยตอนเช้ามืด"

"ที่เรารู้-รู้จากอะไร?"

" ชาวบ้าน ที่เขาตัดยางใกล้ๆ คลอง ดูได้จากสภาพปลาที่ลอยหัว ลอยน้ำมา สีน้ำไม่เปลี่ยน"

"เรารู้ได้อย่างไรว่าเขาปล่อยน้ำเสียตอนกลางคืน"

" เช้าขึ้นมาปลาตายแล้ว สภาพน้ำจะไม่เปลี่ยน แต่มีกลิ่นจะมี ฉุนๆ"

"รู้ได้ไหมว่าเป็นน้ำเสียของโรงงานไหน?"

" ส่วนมากของโรงงานห.(ชื่อย่อโรงงานผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้องกับยางพารา) ที่นี่ใช้แอมโมเนียมาก บ่อบำบัดของเขา พอหยุดหลายๆ วันฝนไม่ตก แล้วฝนตกใหม่ๆ เห็นเป็นโพล๊ะขึ้นเลย เหม็นมาก พอลมมาทางนี้ นั่งตรงนี้ไม่ได้"

ประเมินคลองอู่ตะเภาครั้งแรก พบโรงงานที่ต้องปรับปรุงเกือบ 100%

ตามที่กรมควบคุมมลพิษ ได้เข้าดำเนินการติดตามและประเมินโรงงานอุตสาหกรรม ในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาครั้งที่ 1 ตามโครงการควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิด โดยมาตรการทางกฎหมายและมาตรการทางสังคม เมื่อเดือนมกราคม 2547 นั้น พบว่าโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา ส่วนใหญ่อยู่ในระดับที่ต้องปรับปรุงเกือบ 100%

ในการติดตามตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรม ในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาในครั้งนี้ กรมควบคุมมลพิษได้ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีโรงงานตั้งอยู่/ ผู้แทนภาคประชาชน/ สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 16/ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสงขลา เข้าติดตามตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรม ในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา จำนวน 38 โรง โดยการตรวจติดตามการปฏิบัติการตามกฎหมาย ทั้งในเรื่องการขออนุญาตประกอบกิจการและการจัดการสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ตลอดจนตรวจสอบคุณภาพน้ำทิ้งที่ระบายออกสู่สิ่งแวดล้อม ว่าได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่

จากการตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรม จำนวน 38 แห่ง ของกรมควบคุมมลพิษ ตามโครงการควบคุมมลพิษจากแห่งกำเนิด โดยมาตรการทางกฎหมายและมาตรการทางสังคม เมื่อเดือนมกราคม 2547 พบว่าโรงงานที่ระบายน้ำทิ้งออกนอกบริเวณโรงงานมี 21 โรงงาน และโรงงานที่ไม่มีการระบายน้ำทิ้งออกนอกบริเวณโรงงาน จำนวน 17 โรงงาน ในจำนวนโรงงานที่มีการระบายน้ำทิ้ง ออกนอกบริเวณโรงงาน พบว่าคุณภาพน้ำทิ้งผ่านเกณฑ์มาตรฐานเพียง 11 โรงงาน อีก 10 โรงงานไม่ผ่านเกณฑ์

ในด้านการตรวจสอบการปฏิบัติตามกฏหมายด้านอื่นๆ และการจัดการสิ่งแวดล้อมของโรงงานที่เข้าตรวจสอบทั้งหมดนั้น พลว่ามีถึง 37 โรงงานที่ไม่สามารถแสดงใบอนุญาตนำปฏิกูล และวัสดุที่ไม่ใช้แล้วออกนอกบริเวณโรงงาน อีก 11 โรงงานไม่สามารถแสดงใบอนุญาตการประกอบกิจการ ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ มี 6 โรงงานที่ไม่มีใบรายงานคุณภาพน้ำทิ้ง มี 2 โรงงาน ที่ไม่แสดงใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน แสดงไว้ในที่เปิดเผยและเห็นได้ง่ายหรือหมดอายุ และอีก 2 โรงงาน ที่ไม่มีเอกสารควบคุมความปลอดภัยของหม้อไอน้ำ

จากการตรวจสอบในด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย และการจัดการสิ่งแวดล้อม ประกอบกับผลการวิเคราะห์คุณภาพน้ำทิ้งที่ปล่อยลงสู่สิ่งแวดล้อม กรมควบคุมมลพิษ จึงได้จัดระดับการจัดการสิ่งแวดล้อมของโรงงานอุตสาหกรรม จำนวน 38 โรงงาน ในลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา สรุปได้ว่ามีเพียง 1 โรงงานเท่านั้น ที่จัดอยู่ในระดับพอใช้ ซึ่งเป็นเกณฑ์ตามข้อบังคับของกฏหมาย ส่วนอีก 37 โรงงานอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องปรับปรุง ซึ่งต่ำกว่าที่มาตรฐานกำหนด โดยกรมควบคุมมลพิษได้สรุปว่าลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา เมื่อเปรียบเทียบในเชิงปริมาณและคุณภาพน้ำทิ้ง กับลุ่มน้ำอื่นๆ ที่ไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลาพบว่าลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา จัดเป็นลุ่มน้ำที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาคุณภาพน้ำ จากแหล่งกำเนิดประเภทอุตสาหกรรมในระยะยาวที่สุด

ที่มา : ข่าวจากโครงการควบคุมมลพิษจากแห่งกำเนิด โดยมาตรการทางกฎหมายและมาตรการทางสังคม

ท่อน้ำทิ้งโรงงาน

เราหันไปมองควันที่พลุ่งขึ้นมา

"ที่โรงงานกำลังเผาอยู่เป็นอะไร"

" เป็นเศษถุงมือ ขยะ ทุกสิ่งทุกอย่าง"

"เท่ากับว่ามลภาวะที่เกิดขึ้นมันไม่ส่งผลกระทบแค่ในคลอง แต่ในอากาศด้วย"

"ใช่ เหม็นมาก เหม็นจริง ๆ เหม็นจนอึดอัดเวลาฝนตกใหม่ ๆ"

"ที่อื่นชาวบ้านมีปัญหาไหม"

" เหมือนกัน อย่างที่คลองประตู ผลกระทบเต็ม ๆ ควันตรงไปในบ้านเลย ฤดูนี้ ลมพาไปโน่น ลมตะวันออกเฉียงเหนือ"

"ปัญหามันเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นหรือไม่ หรือว่าทรงตัวอยู่แบบนี้ตลอด"

" ตลอด อยู่พรรค์นี้ตลอด"

"ชาวบ้านรู้ปัญหา ได้ไปเรียกร้องบ้างไหม?"

"ชาวบ้านมีไม่มาก บางคนก็ไม่สนใจ หน่วยงานรัฐหลายหน่วยงานก็เข้ามา แล้วก็ไปเข้าทางเขา วันก่อนพาเจ้าหน้าที่เข้าไป ไปสุ่มจับได้คาหนังคาเขา ไม่มีบ่อบำบัด แล้วก็น้ำเสีย แล้วต่อมา 2 เดือน เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมถามว่าตรงนั้นมันยังไง มีซองขาวกันไหม ถ้าถามผม ผมว่ามี จับของกลางได้แล้ว ทำไมไม่สั่งหยุด"

ผมนึกภาพโรงงานนับร้อยที่ยืนแถวเรียงรายตลอดแนวริมคลองอู่ตะเภา ผมนึกไม่ออกว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปล่อยปละละเลยให้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร... กระทั่งการทำความผิดกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา

"วิธีตรวจสอบคุณภาพน้ำเขาทำกันยังไง"

"ผมจะตักน้ำไปให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุข บางทีเขาบอกว่าน้ำน้อยเกินไปพี่ อยู่ ๆ มา มอ. เขามาเอาน้ำไป แต่มาไม่ตรงช่วงที่โรงงานปล่อยน้ำเสีย อ้อ...น้องเห็นไหม ในคลองใกล้ๆกันเมื่อตะกี้ มีคูอยู่เส้นหนึ่ง ต่อตรงจากโรงงาน มันไม่ผ่านบ่อบำบัด ต่อตรงลงคลองเลย ไอ้ที่บำบัดก็บำบัดไป"

"ตัวนี้ทำไมไม่เห็น"

" มันฝังอยู่ใต้น้ำ"

"คนข้างนอกเขาไม่รู้หรือ"

" ไม่รู้หรอก ชาวบ้านแก่ ๆ ที่หาปลา หาอะไร ที่รู้ เวลาน้ำแห้งอาจจะเห็น"

อันที่จริง นี่เป็นปัญหาโลกแตกอีกอย่างหนึ่งของการพัฒนา คล้ายกับว่าเพื่อความเจริญ(เงิน)เราต้องเสียสละ ผลกระทบที่เกิดขึ้นซึ่งต้องมีบ้างเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ ใครหนอบีบให้เราต้องเชื่อเช่นนั้น

" ปัญหานี้จริงๆแล้วต้นตอของมันเกิดจากอะไร-ต้นทุนเขาสูง? หรือว่าเกิดจากจิตสำนึกของผู้ประกอบการ ที่สำคัญทำอย่างไรจะไม่ให้มีการอนุญาตตั้งโรงงานไว้ริมคลอง"

" มันต้องตั้งโรงงานริมคลอง เพราะมันจะระบายน้ำเสีย"

"ในฐานะคนในพื้นที่ มองทางแก้ปัญหาจากโรงงานอย่างไร"

"ควรทำบ่อบำบัดรีไซเคิลคือทำระบบหมุนเวียน เหมือนอย่างใน มอ. แต่ข้อเสียคือใช้งบประมาณมาก ซึ่งจะมีผลต่อกำไร"

"เวลาปล่อยน้ำเสียแต่ละครั้ง ปริมาณแค่ไหนถึงจะมากพอที่จะทำให้ปลาตาย"

"ถามว่าบ่อทำบำบัดน้ำเสียกว้างกี่เมตร ยาวเท่าไหร่ มันก็ปล่อยลงเท่านั้นแหละ ปลาตายไปเป็นกิโลเมตรเลยแหละ น้องลองลงไปดูเถอะ ในคลองมีโคลนหมักหมมอยู่ข้างล่าง ผมไม่กล้าเดินในคลอง พอเหยียบลงไปมันจมตีน เป็นโพล๊ะลอยขึ้นมาเลย"

"เวลาฝนตกหนักน้ำใหม่มาไล่ก็ไม่ไปหรือ"

"ไม่ไป มันหมักหมมมาก ผมไม่กล้าเดินแล้วในคลอง คนตรงนี้ก็ได้ผลกระทบ แต่ก็รับเต็ม ๆ คือคนหาดใหญ่ เพราะเอาน้ำตรงนี้ไปทำน้ำประปา"

" ปัญหาคือคนหาดใหญ่ไม่รู้เรื่อง บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคลองนี้เป็นที่มาของน้ำดิบผลิตน้ำประปา"

ผมเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ สายตาแหงนมองไปยังควันไฟ ที่พลุ่งขึ้นเหนือท้องฟ้าเปลวควันสีเทาเข้ม ปิดบังทิวทัศน์ของท้องฟ้าไปเกือบครึ่ง แล้วก็ปิดหัวใจของคนหลายคนด้วย ผมคิด มองดูหลังคาโรงงาน ที่เห็นลิบๆ ท่ามกลางกลิ่นเหม็น ยังโชยมาอยู่ตลอดเวลา.

จำนวนคนดู 4278 ครั้ง ล่าสุดเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 60 23:35:46
 Member username  password remember me  สมัครสมาชิก  Go to top.
 Web Statistics : online 0 member(s) of 40 user(s) from all 203 member(s). SoftGanz Group. My Sql Database Server. PHP. The Apache. Mozilla. Nedstat Basic - Free web site statistics
Personal homepage website counter
User count is 7888576 person(s) and 25859945 hit(s) since Apr,27 2004 , current hit 1 time(s).
The Coca-Cola Foundation