รักษ์คลองอู่ตะเภา ฟื้นชีวิตให้สายน้ำ
หน้าแรก ข้อมูลทั่วไป สารคดี ฟอรั่ม มีอะไรใหม่
สารคดี : หน้าหลัก
สารคดี
คนค้นคลอง
คำคนคลอง
เล่ โรงงาน และน้ำเสีย
ที่มาของชื่อคลองอู่ตะเภา
ตามรอยจระเข้ที่คูเต่า
ลุยป่าต้นน้ำผาดำ
แข่งเรือยาว
สุขสันต์วันลอยกระทง

ลุ ย ป่ า ต้ น นํ้ า ผ า ดํ า

หลังจากที่ผมกับเพื่อนๆ ซึ่งนัดหมายกันหลายครั้งแล้วว่า จะหาโอกาสไปเยือนป่าต้นน้ำผาดำ กระทั่งหาวันที่เหมาะสมลงตัวได้ ในที่สุด กลางเดือนพฤษภาคม ขณะที่แดดยังทอแสงจัดจ้าน ฝนทิ้งช่วง ผมกับหมี และพี่รัตนชัย มานะบุตร เรานัดหมายกันมาพบที่อบต.คลองหอยโข่ง

ราวๆ 9 โมงเช้า เราก็มาถึงอบต.คลองหอยโข่ง ผมถามหานายกอบต. ที่พอจะคุ้นหน้าอยู่บ้าง เพราะว่าเคยพบกันในหลายๆ เวทีของงานพัฒนาทะเลสาบ สอบถามข้อมูลจากนายกอบต.ได้สักพัก พี่รัตนชัย ก็ตามมาสมทบ ปรากฏว่ามีเด็กหนุ่มเด็กสาววัยรุ่นตามมาด้วย 2 คน ชื่อยอดกับนุ้ย

เรากำลังพูดถึงตำนานความเชื่อต่างๆที่พอจะนำมาขยายผล เสริมในเรื่องของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ คุณแกล้ว ห้าวหาญ ประธานอบต.ได้เท้าความถึงเรื่องยูงคดขึ้นมา

"ที่นี่มีภาพประวัติศาสตร์มาก เช่นที่ว่าต้นยูง ต้นยูงที่เห็นอยู่เป็นต้นยูงตรงหมด แต่ต้นยูงยุคเก่า ๆ ที่มีอายุนับร้อยปีเป็นต้นที่คด ถามว่าสาเหตุอะไร แต่เขาเล่าเป็นนิทาน เขาว่าต้นยูงที่ได้คดเพราะว่า นางเมรีตามพระรถไม่ทันก็เลยถอนต้นยูงปักเอาปลายลง มันฉีกออกเหมือนเอาปลายลง พอหมดคำสาปของเมรีมันก็ค่อย ๆ ตรง เหลืออนุรักษ์ไว้ต้นหนึ่งที่ อบต. ศาลเจ้าแม่เมรีมีอยู่ที่ค่ายทหาร"

ลงมาดูเราก็เห็นเป็นจริงดังคำบอกเล่า นับว่าเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจมาก

ลุ ย ป่ า ผ า ดํ า

นั่งคุยกับคุณแกล้วได้สักพัก คุณประวิทย์ ทองประสมที่เป็นประธานประชาคมอนุรักษ์ป่าผาดำมาสมทบ ชวนผมไปเยี่ยมที่ทำการของเยาวชนอนุรักษ์ป่าผาดำ ซึ่งสร้างเป็นเพิงร้านง่ายๆ ผมสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมอีกนิดหน่อย

บ่ายโมงตรง หลังจากที่อิ่มท้องกับขนมจีนน้ำยา ในร้านของยาย ที่อยู่ในเพิงของชมรมอนุรักษ์ เราออกจากคลองหอยโข่งวกกลับเข้าบาโรย ถนนราดยางแล้วเรียบร้อย ขับรถได้ง่ายมาก สองฟากทางเต็มไปด้วยแมกไม้ สวนยาง นานๆทีจะเห็นบ้านเรือนผู้คน ขณะที่เบื้องหน้า ขึงพาดตระหง่านด้วยเทือกเขาใหญ่ สลับซับซ้อนรอการค้นหา

ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เรามาถึงหน่วยอนุรักษ์ของกรมป่าไม้ ซึ่งซ่อนตัวอยู่กลางแมกไม้ เส้นทางที่เป็นถนนดินลูกรังสายเดียวมุดหายลงไปจากเนินดินมองไม่เห็น ถามเส้นทางแล้วรู้ว่าไปอีก 4500 เมตร ผมให้พี่รัตนชัยล่วงหน้าไปก่อน เส้นทางค่อนข้างขรุขระเต็มไปด้วยหลุมร่องลึก ลำบากกว่าที่คิด นี่ดีว่าฝนไม่ตก ไม่อย่างนั้นรถเราก็ลงไปไม่ได้

เผชิญหน้าป่าผาดำ แมกไม้สูงใหญ่ครึ้มทึมเขียวทึบ เราประคองตัวไปตามทางที่โยกโย้ บางช่วงก็หักโค้ง แคบ แล้วก็โค้งลงลึกตามลักษณะของเนินดินไหล่เขา น้ำเซาะดินลงเป็นร่องลึก มีก้อนหินใหญ่น้อยเกะกะ กว่าจะคลานลงไปได้แต่ละทีก็เล่นเอาเหงื่อตก

เห็นท่าไม่ดี-อีกอย่างในคณะของเราไม่มีใครรู้เส้นทางเสียด้วยสิ พี่รัตนชัยตัดสินใจจอดรถทิ้งไว้แล้วมาสมทบกับผม เราตรงไปตามเส้นทางดินลูกรังแคบๆ กว้างไม่ถึง 3 เมตร บางช่วงไม่ได้ใช้สัญจรมานาน พงหญ้าขึ้นรถเรื้อ ผ่านป่าที่แปรสภาพเป็นป่ายางไปแล้วเป็นจำนวนมาก มีทางแยกทางโค้งเป็นแห่งๆ ผมมองขึ้นไปบนยอดเขา เห็นแต่ท้องฟ้าสีครามสดใส รถโขยกไปบนผิวอันขรุขระเล่นเอาคนที่นั่งกะบะหลังบ่นอุบอิบ

อาศัยว่าถามเส้นทางชาวบ้านที่ขี่มอเตอร์ไซด์ผ่านมา จึงพอจะไปต่อได้

มีโรงจักรแทรกแซมเป็นแห่งๆ บางครั้งเส้นทางก็คดเคี้ยวไปตามสวนยางที่ยืนเรียงแถวรายล้อม บางครั้งก็มีแต่แมกไม้ใหญ่ หวิดจะหลงทางอยู่หลายครั้งเมื่อถึงทางแยก อาศัยถามทางชาวบ้านเอาจนมาถึงสวนยางที่มีบ้านพักของชาวบ้านอยู่ 3-4 หลัง

ผมเดินไปดูเส้นทางล่วงหน้า ปรากฏว่าเราต้องขึ้นเขาข้างหน้า ซึ่งเป็นเนินสูงชัน แล้วก็อ้อมลงไปตามไหล่เขา เราตัดสินใจจอดรถทิ้งไว้แล้วเดินเท้าไต่ขึ้นเนินดิน ไม่รู้ว่าต้องเดินไปไกลเท่าไร สาวนุ้ยที่มาด้วยเป็นเจ้าถิ่นแท้ๆแต่ยังไม่เคยเข้ามาถึงในป่าผาดำ หล่อนบอกว่าไม่รู้เหมือนกัน

"ถ้าให้ไปเที่ยวคาราโอเกะละก็ไม่เคยปฎิเสธ" เด็กสาวว่า

แต่ในป่าก็มีคาราโอเกะอยู่แล้วมิใช่หรือ ป่าก็มีเสียงเพลงของมัน ฟังสินั่น-มันกรีดเสียงเซ็งแซ่อยู่รอบตัว แล้วแต่ว่าจะสร้างสรรค์เป็นบทเพลงใด

อากาศร้อนค่อนข้างอบอ้าว ป่าไผ่ทอดกอเรียงรายเต็มพรึดเป็นแนวกำแพง แทรกเสียงเซ็งแซ่ของจักจั่นครางระงมเข้ามาเป็นระยะ เราสาวเท้าเร็วขึ้น ไต่ข้ามไม้ใหญ่ที่ครั้งหนึ่งแผ่เงาร่มครื้ม ทว่าบัดนี้กลับนอนทอดขวาง เป็นสะพานให้มนุษย์ได้เดินข้ามฟาก

คนเมืองอย่างเรานานๆทีได้เดินป่า หันไปทางไหนก็มีแต่พันธ์ไม้แปลกๆ ต้นไม้แต่ละต้นสูงใหญ่ ยืนผงาดตรงทื่อเสียดฟ้า เผชิญความดิบสดทะมึนดำของป่าธรรมชาติ เรารู้สึกได้ถึงพลังอันเร้นลับของมัน

ในคณะของเราไม่มีใครรู้เส้นทางพอๆกัน อาศัยว่าเมื่อ 2 ปีก่อน ผมได้ยินคำว่าต้นน้ำผาดำครั้งแรกจากปากของนักดนตรีคนหนึ่งในวงบาโรย นักดนตรีวงบาโรย (ขณะยังอยู่ในร้านบ้านนายหัว) ปกติจะมีโปรแกรมไปพักร้อนกันที่นั่นในช่วงหน้าร้อน ตอนที่อากาศแล้งแดดจัดของทุกปีนี่แหละ ตามคำบอกเล่าและข้อมูลที่ผมพอจะมีอยู่ คือรู้ว่าที่นี่เป็นป่าต้นน้ำหลักอีกแห่งหนึ่งของคลองอู่ตะเภา

ผมนึกอยากสัมผัสความสด ดิบ ของป่าผาดำมาตั้งแต่นั้น...

แล้วก็อีกครั้งหนึ่ง จากปากของคุณศิริพล สัจจาพันธุ์ คนทำงานในสายประชาคมคนหนึ่งของสงขลา เล่าให้ฟังขณะผมไปร่วมทำงานถอดบทเรียนของโครงการพลังภาคี

คุณศิริพลไปทำกิจกรรมกับประชาคมที่นี่ พร้อมกับดึงเยาวชนมาเข้าค่ายศิลปะ วาดรูป กระตุ้นจิตสำนึกรักษ์ป่าผาดำ

"ป่าต้นน้ำผาดำที่อยู่ในแนวเทือกเขาแก้วกำลังถูกรุกรานอย่างหนัก เพราะว่ามีการตัดไม้ทำลายป่ากันมาก" นั่นคือข้อมูลที่คุณศิริพลไปประสบมา ผมคิดอยู่ในใจว่าสักวันจะต้องขึ้นไปดูให้เห็นด้วยตาตัวเอง

ค ล อ ง ห อ ย โ ข่ ง

พูดก็พูดเถอะ อำเภอคลองหอยโข่งนี้ว่าไปแล้วก็ยังกันดารอยู่มาก แม้ว่าจะเป็นอำเภอล่าสุดของจังหวัดสงขลา อยู่ไม่ไกลจากหาดใหญ่นัก แต่ก็จัดเป็นพื้นที่ทุรกันดารแล้วก็ห่างไกลความเจริญ

คลองหอยโข่งมีเนื้อที่ราวๆ 275 ตารางกิโลเมตร ชาวบ้านที่นี่ประกอบอาชีพทำสวน กรีดยาง มี 4 ตำบล 32 หมู่บ้าน มีครัวเรือนราวๆ 5,459 ครัวเรือน ประชากรทั้งหมด 22,431 คน

คลองอู่ตะเภาเองก็ได้ชื่อว่ารับน้ำจากสันปันน้ำอยู่ 3 แหล่ง แต่ที่สำคัญจริงๆมีอยู่ 2 แหล่งคือ สันปันน้ำจากเทือกเขาน้ำค้างและสันปันน้ำจากเทือกเขาแก้ว

พื้นที่แถบนี้ ในอดีตเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นพื้นที่สีแดง เป็นเขตปฏิบัติงานของ "สหาย" พรรคคอมมิวนิสต์ เนื่องด้วยสภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นป่าเขาเต็มไปด้วยไม้ต้นใหญ่ๆ เป็นชัยภูมิเหมาะสมที่จะซ่อนตัว ทางการไม่รู้จะปราบปรามอย่างไร จึงได้คิดจะแผ้วถางป่า ทำถนนหนทาง ความเจริญทั้งหลายแหล่ที่แวะผ่านเข้ามาก็เพื่อเปิดช่องให้ทางการส่งทหาร เข้าไปกดดันกองทัพของพรรค

ซึ่งในทางภูมิศาสตร์แล้วป่าแถบนี้คือป่าเกรด A มีความหลากหลาย มีมูลค่าทั้งทางระบบนิเวศน์และเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก

ลองคิดดูเถอะว่าจังหวัดสงขลา มีเนื้อที่ 7,393.889 ตารางกิโลเมตร มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของภาคใต้ คือรองจากจังหวัดสุราษฏร์ธานีและจังหวัดนครศรีธรรมราช มีพื้นที่ป่าไม้ทั้งหมด 594.12 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 8.03 ของเนื้อที่ทั้งจังหวัด(2536) และ 572 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 7.74 ในปี 2541

ในพื้นที่ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ 1 และ 2 ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธาร ทุกวันนี้ถูกบุกรุกเพื่อประกอบกิจกรรมอื่นเป็นจำนวนมาก โดยพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 ซึ่งมีอยู่ 123,400 ไร่ ถูกบุกรุกไปถึง 30% และลุ่มน้ำชั้น 2 ซึ่งมีอยู่ 127,206 ไร่ ถูกบุกรุกไปแล้วถึง58% ส่วนใหญ่ (มากกว่าร้อยละ 99) เป็นการบุกรุกเพื่อไปทำสวนยางพาราซึ่งครอบคลุมพื้นที่ในเขตอำเภอหาดใหญ่ สะเดา คลองหอยโข่ง นาหม่อม และรัตภูมิ

การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้ไปเป็นพื้นที่สวนยางพารา ทำให้อัตราซึมน้ำผ่านผิวดินลดลงถึง ดินในพื้นที่ที่เป็นป่าไม้ จะมีช่องว่างระหว่างดินหรือมีความพรุนของดิน สูงกว่าดินในพื้นที่สวนยางพารา เนื่องจากดินชั้นบนในป่า จะมีอินทรีย์วัตถุเป็นองค์ประกอบสูงกว่าดินในสวนยางพารา จึงทำให้ซึมซับและกักเก็บน้ำได้สูงและสม่ำเสมอกว่าดินในพื้นที่สวนยางพารา

ดังนั้นการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้จึงทำให้ขาดพื้นที่ซึมซับน้ำฝน ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของแหล่งน้ำทั้งบนผิวดินและใต้ดิน นอกจากนี้เมื่อฝนตกแต่ดินไม่สามารถซึมซับน้ำได้มากทำให้น้ำไหลบ่าไปบนผิวดิน ก่อให้เกิดการชะล้างพังทลายของหน้าดินหรือเกิดดินถล่มในบริเวณที่ลาดชัน ตะกอนที่เกิดขึ้นก็ไหลทับถมลงในลำคลองทำให้น้ำไหลไม่สะดวก ซึ่งเป็นสาเหตุประการหนึ่งของการเกิดน้ำท่วมอย่างฉับพลันในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา

ตาราง 1 การใช้ประโยชน์ที่ดินที่ไม่เหมาะสมกับชั้นคุณภาพลุ่มน้ำในแต่ละอำเภอ (พื้นที่ : ไร่)
ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ ที่มีการเปลี่ยนแปลง หาดใหญ่ สะเดา นาหม่อม คลองหอยโข่ง รัตภูมิ รวมพื้นที่
1A เปลี่ยนเป็น ยางพารา 143.75 3,237.5 301.25 31.25 - 3,713.75
1AR เปลี่ยนเป็น ยางพารา 2,812.5 3,325 1,037.5 525 143.75 7,843.75
1AR เปลี่ยนเป็นโรงเรือน เลี้ยงโคกระบือ 1.88 - - - - 1.88
1B เปลี่ยนเป็น ยางพารา 618.75 1,162.5 450 218.75 - 2,450
1BR เปลี่ยนเป็น ปาล์มน้ำมัน - 18.75 - - - 18.75
1BR เปลี่ยนเป็น ยางพารา 12,293.75 8,087.5 2,681.25 181.25 137.5 2,3381.25
1BR เปลี่ยนเป็น โรงเรือนเลี้ยงโคกระบือ 37.5 - - - - 37.5
2 เปลี่ยนเป็น ยางพารา 23,387.5 32,993.75 11,893.75 5,993.75 - 74,268.75
2 เปลี่ยนเป็น สนามกอล์ฟ 43.75 - - - - 43.75
รวมพื้นที่ 39,339.38 48,825 16,363.75 6,950 281.25 111,759.38

เห็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ป่าต้นน้ำ ชวนให้วิตกถึงเหตุการณ์น้ำท่วม ภูเขาถล่ม ที่เกิดขึ้นอย่างที่คีรีวง กะทูน ผมเชื่อว่าคงไม่มีใครอยากให้เกิดโศกนาฏกรรมในลักษณะเช่นนั้น

แต่ใครเล่าจะป้องกันสิ่งที่เกิดขึ้นได้

ป่ า นํ้ า ค ล อ ง อู่ ต ะ เ ภ า

ป่าผาดำของเทือกเขาแก้ว มีทำเลที่ตั้งในอดีตที่กว้างใหญ่ สมบูรณ์ไปด้วยพันธุ์พืชและสัตว์ป่านานาชนิด มีพื้นที่ตั้งแต่เขารูปช้าง อำเภอสะเดา ไปจนถึงบ้านวังผา ตำบลทุ่งตำเสา อำเภอหาดใหญ่ มีน้ำตกผาดำซึ่งอยู่ในเขตอำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา ใกล้กับน้ำตกโตนงาช้าง แต่ต้องเดินด้วยเท้าลึกเข้าไปอีก เป็นป่าต้นน้ำที่อุดมสมบูรณ์ และเป็นต้นกำเนิดของสายน้ำหลายสายที่ไหลลงคลองอู่ตะเภา เช่น คลองบาโรย ที่ไหลลงคลองอู่ตะเภาบริเวณบ้านทุ่งลุง , คลองจำไหรซึ่งไหลผ่านอำเภอคลองหอยโข่ง , คลองต่ำซึ่งไหลผ่านวังผาและลงคลองอู่ตะเภาที่ควนลัง

ปัจจุบัน ป่าผาดำที่อุดมสมบูรณ์ ในขณะนี้ถูกทำลายไปแล้วกว่า 60% ปัญหาการบุกรุกทำลายป่าผาดำจากคำบอกเล่าของประชาคมอนุรักษ์ป่าผาดำ มี 4 ประการใหญ่ๆ คือ

1. ธุรกิจไม้เถื่อน ปัญหาธุรกิจการทำไม้เถื่อน ปัจจุบันยังมีการทำมาตลอด ยังตัดกันอย่างต่อเนื่องไม่หยุด คำนวณแล้วประมาณ 500 ต้น/ปี ต่อ1ราย (คิดเฉพาะไม้ใหญ่ที่ขายได้เท่านั้น ไม่ได้รวมถึงไม้เล็กที่ต้องถางออกเพื่อเปิดทางเข้าไป และไม้อื่นๆที่ไม่มีค่าทางเศรษฐกิจ) ซึ่งพบไม้"หลุมพอ"ใหญ่มากต้องตัดซีกก่อน จึงใช้ช้างลากมา แล้วใช้รถบรรทุกขนลงมาตามจุดต่างๆ โดยมีคนในพื้นที่ ทำการรับจ้างตัดไม้ ขาย โค่น เลื่อย ตัด และชักลากโดยช้าง ขณะที่เจ้าหน้าที่ของรัฐ มีหน่วยอนุรักษ์ป่าอยู่ข้างใน มีการทำเป็นสวนป่าสิริกิต แต่ก็ปล่อยปละละเลยการจับกุม แต่ก็มีบ้างที่เข้าไปจับ เมื่อถูกจับจะเสียค่าปรับเพียงครั้งละ 2,000 บาท คนตัดไม้ในพื้นที่ยังมีแนวทางในการเอาอกเอาใจเจ้าหน้าที่รัฐ โดยการเอื้ออำนวยประโยชน์ให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อจะได้ความสะดวกในการตัดไม้ เช่นตัดไม้มาสร้างโรงครัว สถานีตำรวจ สร้างวัด และโรงธรรม เป็นต้น โดยเอาไม้เถื่อนมาสร้างให้ เพื่อปิดปากเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้กระบวนการจับกุมผ่อนคลาย การตัดไม้จึงใหญ่โตและสะดวกขึ้น

ลูกค้าที่เป็นผู้ซื้อผู้บริโภค ต้องการนำไปสร้างบ้าน ติดต่อซื้อจากนายหน้าหรือชาวบ้านที่มีอิทธิพล รวมไปถึงธุรกิจโลงศพของคนจีน เป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่มีความต้องการไม้เนื้อดีที่มีขนาดใหญ่ เพื่อตอบสนองความเชื่อ และวัฒนธรรมของคนจีน ที่มักมีฐานะดีและสามารถซื้อโลงศพในราคาแพงได้

2. ปัญหาการรุกป่าที่ทำกิน เนื่องจากข้างบนของน้ำตกจะเป็นพื้นที่ราบ จึงมีการทำสวนยาง และสวนผลไม้ เช่น ลองกอง เนื่องจากแนวทางกระแสหลักของการทำสวนยาง ต้องถางป่าออกหมด ปลูกยางเป็นพืชเชิงเดี่ยว จึงพบปัญหาน้ำเสียจากการทำสวนยางไม่ว่าสารเคมีที่ใช้ และยาปราบศัตรูพืชต่างๆ เป็นต้น

"ทุกวันนี้มีปัญหาเรื่องน้ำเสีย ที่เกิดจากการทำยางแผ่น โรงจักรที่มีบนป่าต้นน้ำมีอยู่กว่า 40 โรงอยู่ริมคลองทั้งนั้น เพราะว่าไม่ต้องไปหาน้ำไกล หมุนยาง น้ำส้ม น้ำกรด น้ำนั้นก็ไม่ไปไหน มันอยู่ปนกับน้ำที่เราจะเอามาทำน้ำประปา กินบ้าง อาบบ้าง เมื่อก่อนเรื่องดื่มกินไม่ต้องกังวล เดี๋ยวนี้ไม่แล้ว" ตอนที่เราไปแวะเยี่ยมที่ทำการของชมรมอนุรักษ์ป่าผาดำของกลุ่มเยาวชน คุณประวิทย์ ทองประสม ดำสะท้อนปัญหาที่ให้ฟัง

ขณะเดียวกัน คนต่างถิ่นที่อพยพเข้ามา มีทั้งที่เป็นคนจนจริงๆต้องการเพียงที่ดินทำกิน และคนรวยซึ่งซื้อที่ดินไว้แล้วให้ลูกจ้างเข้าไปทำการเกษตรและสร้างที่พักอาศัย ส่วนใหญ่มาจากพัทลุง คนอิสลามนั้นมาจากปัตตานี นราธิวาส ยะลา ลักษณะการเข้ามานั้นส่วนใหญ่จะ เข้าๆ ออกๆ มาเป็นช่วงเวลา หลังจากทำสวนยางไว้แล้ว ก็จะเข้ามาในราวๆเดือน 5 เดือน 6 เพื่อมากรีดยางและปลูกขนำ

"จุดเริ่มต้นตรงนี้มันมาจาก คือคนเกาหลางเดิมทีจริงๆ แล้วไม่ใช่คนเกาหลาง บ้านเดิมของเขาบางคนมาจากลุ่มน้ำปากพะยูน ลุ่มน้ำปากพนัง พอมานี้เห็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ เข้าไปจับจองตรงนี้บ้าง ตรงโน่นบ้าง ไปปักหัวดินตรงโน่นบ้างตรงนี้บ้าง หลังจากขบวนการคอมมิวนิสต์แล้ว ทางการให้มีการสัมปทานป่าไปแล้ว ได้เอาความเจริญเข้ามา คือตัดถนนรอบเขารอบควนเพื่อรองรับรถที่จะมา ก็กลายเป็นว่าเอาไม้ไปขาย จุดเริ่มต้นนั้นแหละ พอมีถนนคนก็ขายไม้ ตัดเป็นแผงใหญ่ ทุกตรอกทุกซอยสะดวกขึ้น"นายกอบต.แกล้ว ห้าวหาญ ว่า

ส่วนวิธีการที่ใช้ในการบุกรุกป่านั้น มีทั้งการโค่นป่าด้วยเลื่อยยนต์ การแผ้วถาง การบากไม้โดยรอบที่ลำต้นแล้วทายาฆ่าปล่อยไว้ให้ต้นไม้ตาย แล้วจึงไปตัดฟัน เอายางรถไปกองที่โคนต้นไม้ แล้วก็เผา ทำให้ต้นไม้ตายลงทุกวัน

"ธรรมชาติของไม้ คือต้นเล็กๆ เขาจะมองไม่เห็น ไม่เป็นที่สนใจ เจ้าหน้าที่เข้าก็ไม่เพ็งเล็ง ตัวเจ้าหน้าที่รัฐเองก็ ไม่สกัด ไม่ห้าม มีเพียงการจับบ้างเป็นบางครั้งเพื่อให้มีผลงานบ้างตามหน้าที่ ซึ่งลักษณะของการทำลายป่าของคนเหล่านี้ จะโค่นทิ้งไว้ไม่เอาไปไหน เอาไว้ปลูก พอต้นกล้วยขึ้นมันจะเปลี่ยนสภาพเป็นดินที่สมบูรณ์ ปลูกอะไรก็ได้ การทำลายป่าไม้เพื่อทำมาหากินเพื่อการเกษตร ปลูกสวนยางสวนผลไม้ ไม่คุ้มเลย ถ้าเกิดว่าเขาโค่นแล้ว มองจากเครื่องบินตรวจจะดูไม่รู้ เพราะมันเป็นเขียวหมด แล้วจากนั้นเขาทำซุย ไม่ถางเตียน เขาจะตัดเป็นร่องยาว พอยางโตขึ้น ต้นยางขึ้นแทนที่ ไม้ข้างๆ จะตายหมด รอบต้นยางต้องถางเตียนอยู่เรื่อย มันเลยไม่ชุ่มชื่น ป่ายางมันไม่ชุ่มชื่น แห้ง ร้อน" คุณประวิทย์ระบุ

ขบวนการนายหน้าซึ่งจะเข้ามาปั่นราคาที่ดินในเขตสงวนนี้ให้สูงขึ้น นำไปบอกขายแก่ผู้ที่มีเงิน และขายที่ดินที่แผ้วถางแล้วแก่นายทุน การขายที่ดินในเขตสงวนที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ได้ราคาดี ทำให้เกิดวงจรอุบาทว์ ที่จูงใจให้มีการแผ้วถางบุกรุกป่ามากขึ้นอีกด้วย

จากการวิเคราะห์ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม โดยใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ พบว่า ในช่วงปี 2525-2539 พื้นที่ป่าไม้ในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาลดลงในอัตรา 19,874 ไร่ต่อปี ส่วนระหว่างปี 2539-2543 พื้นที่ป่าไม้ในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาลดลงในอัตรา 22,526 ไร่ต่อปี

ทุกวันนี้ในพื้นที่จังหวัดสงขลาชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ 1 และ 2 ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธาร ถูกบุกรุกเพื่อประกอบกิจกรรมอื่นเป็นจำนวนมาก โดยพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น1 ซึ่งมีอยู่ 123,400 ไร่ ถูกบุกรุกไปถึง30% และลุ่มน้ำชั้น 2 ซึ่งมีอยู่ 127,206 ไร่ ถูกบุกรุกไปแล้วถึง58% ส่วนใหญ่ (มากกว่าร้อยละ 99) เป็นการบุกรุกเพื่อไปทำสวนยางพาราซึ่งครอบคลุมพื้นที่ในเขตอำเภอหาดใหญ่ สะเดา คลองหอยโข่ง นาหม่อม และรัตภูมิ

ปัญหาที่น่าหนักใจอีกอย่างก็คือ ผลของโครงการสวนยางเอื้ออาทร ที่จะมีส่วนกระตุ้น ให้เกิดการบุกรุกป่ามากขึ้น นายประสาท เกศวพิทักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้แจ้งความจำนง ขอเข้าร่วมโครงการแปลงสวนยางเป็นทุน หรือโครงการสวนยางเอื้ออาทรแล้วกว่า 69,055 ราย ทั้งหมดเป็นเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ในพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออกรวม 17 จังหวัด โดยจังหวัดที่มีผู้ปลูกยางพาราในพื้นที่ป่าสงวนฯมากที่สุดคือ สงขลา 13,681 ราย รองลงมาคือ นครศรีธรรมราช 12,307 ราย และพัทลุง 6,832 ราย

ในอนาคตอันใกล้ โครงการสวนยางเอื้ออาทร ซึ่งเป็นนโยบายของภาครัฐ แม้นว่ามีจุดประสงค์ที่ดีที่จะช่วยเหลือเกษตรกร แต่ก็พึงระวังเพราะจะมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นให้เกิดการบุกรุกเข้าไปในเขตอนุรักษ์ ทำลายป่ามากขึ้น "พื้นที่ทั้งหมดของป่าผาดำ 27,000 ไร่ สภาพป่าที่ถูกทำลายไปแล้วประมาณ 5,000 ไร่ สภาพป่าที่ถูกทำลาย รวมทั้ง 5,000 ไร่ คือรวมหมด บางส่วนเป็นสวนยาง บางส่วนก็ทำเกษตรเพื่อปกครองที่ดิน ทำกันหลายๆ ไร่จะได้บอกว่า นี้เป็นของฉัน จะได้ขาย ถ้าสืบประวัติจะรู้ว่าที่ดินบางที่มีการซื้อขายมาแล้ว" อบต.แกล้ว ห้าวหาญ ระบุ

3. ปัญหาการลักลอบหาและค้าของป่า มีทั้งการลักลอบหาและขายพันธ์ไม้หายาก ได้แก่รองเท้านารี และกล้วยไม้ต่างๆ ซึ่งขณะนี้ที่น้ำตกผาดำไม่พบเห็นแล้ว สัตว์น้ำในบริเวณน้ำตกและคลองสาขา ก็มีการใช้ระเบิดในการจับ ส่วนสัตว์บก เช่น ลิง ค่าง นกเงือก มีการล่าสัตว์อยู่เช่นกัน ทำให้ปัจจุบันหาสัตว์ป่าหายากได้ยากมาก เว้นแต่ในตอนบนๆที่ยังพอมีบ้าง

4. ปัญหาการทำธุรกิจเชิงท่องเที่ยว ปรากฏการณ์ที่พบเห็นก็คือ การที่องค์กรท้องถิ่นต่างๆ เช่น ส.จ., อ.บ.ต. ทำถนนเข้าไปในป่า และบริเวณน้ำตก เพื่อให้การท่องเที่ยวสะดวกสบาย ทางประชาคมอนุรักษ์ป่าผาดำเล่าว่า ในช่วงหลายปีก่อนได้มีการของบประมาณไป 100 ล้านบาท แต่ได้มา 19 ล้านบาท หากได้มาครบป่าคงหมดไปอีกมาก รวมทั้งมีการสร้างและขยายถนนในบริเวณป่าสงวนที่ถูกบุกรุก ทำให้ราคาที่ดินสูงขึ้นตามไปด้วย และการตัดไม้ทำลายป่าก็สะดวกขึ้น ซึ่งไม่เป็นการท่องเที่ยวในเชิงอนุรักษ์ เป็นการมองมิติที่ไม่รอบด้าน ในที่สุดป่าผาดำอาจไม่มีให้เห็นอีกต่อไป

ป่าไม้มีความสําคัญในการเก็บกักน้ำของดิน ซึ่งในการจัดการพื้นที่ต้นน้ำลําธาร ป่าไม้ มีความสําคัญใน ส่วนนี้มากที่สุด แต่ถ้าลุ่มน้ำอยู่ในสภาพเสื่อมโทรม หรือถูกทําลาย มีการตัดฟันต้นไม้ขนาดใหญ่ออกและปลูกพืชเกษตรแทน ในช่วงระยะแรกที่เริ่มเปิดป่า ดินบริเวณนั้นจะมีความอุดมสมบูรณ์สูง ต่อมาเมื่อปลูกพืชไปหลายๆ ปีติดต่อกันโดยขาดหลักการอนุรักษ์ดินและน้ำ เมื่อฝนตกลงมาก็จะกัดชะผิวหน้าดิน พัดพาธาตุอาหารและความอุดมสมบูรณ์ไป เมื่อดินขาดสิ่งปกคลุมทําให้การซาบซึมน้ำลงสู่ดินลดน้อยลง น้ำฝนที่ตกลงมาก็จะรวมตัวกันกลายเป็นน้ำไหลบ่าหน้าผิวดิน ซึ่งน้ำไหลบ่าหน้าผิวดินนี้จะช่วยทําให้เกิดการพังทลายของดิน และพัดพาธาตุอาหารไปได้ดียิ่งขึ้น เป็นน้ำส่วนที่สูญเสียไปจากพื้นที่ลุ่มน้ำ แทนที่จะซาบซึมลงไปในดิน และค่อยๆ ปลดปล่อยออกมาสู่ลําธาร น้ำจํานวนนี้บางครั้งเมื่อรวมตัวกันมากขึ้นก็จะก่อให้ เกิดน้ำไหลบ่าท่วมไร่นา บ้านเรือนดังที่เกิดขึ้นในพื้นที่หลายแห่ง

ในด้านคุณภาพของน้ำ ป่าไม้จะช่วยกรองและสกัดกั้นพวกจุลินทรีย์ ตะกอน ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ซึ่งละลาย หรือแขวนลอยมากับน้ำ โดยน้ำที่พัดพาเอาสารต่างๆ เหล่านี้ จะถูกสกัดกั้นโดยต้นไม้ ซากพืช เศษไม้ ปลายไม้ที่ร่วงหล่นบนดิน ทําให้คุณภาพของน้ำที่ไหลออกจากพื้นที่ต้นน้ำลําธารใสสะอาด มีสิ่งเจือปนน้อยและไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน

เมื่อดูจากสภาพปัญหาต่างๆดังที่ได้กล่าวมา เป็นที่น่ากังวลใจมากกว่าในอนาคตอันใกล้ ฝันร้ายที่เกิดขึ้นอย่างซ้ำซากในหลายๆพื้นที่ อาจจะเกิดขึ้นที่นี่เช่นกัน กล่าวคือ มีแนวโน้มที่จะเกิดปัญหาน้ำท่วมอย่างฉับพลัน หรือว่าเหตุการณ์ภูเขาถล่มพัดพาต้นไม้ที่ถูกลักลอบตัดในป่าต้นน้ำตามมา

นํ้ า ต ก ผ า ดํ า

เดินไปจนเหงื่อชุ่มตัว เราใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง ตรงไปตามทางแคบๆของป่าผาดำ คราวนี้เริ่มหาทางไม่ยาก เรามองหาโคนต้นไม้ที่มีใครไม่รู้เอาแปรงทาสีป้ายสีแดงมาทำลูกศรชี้บอกทางไว้ ตรงไปตามทางนั้น ผ่านแอ่งน้ำที่สายน้ำเหือดแห้ง เหลือเพียงแอ่งน้ำใสๆรินไหลเป็นแห่งๆ คู่ขนานเส้นทางเดิน ลัดเลาะไปตามไหล่เขาอีกหน่อย ไม่ช้าเราก็มาถึงน้ำตก

ได้ยินเสียงสายน้ำกระซิบซัดซ่าอยู่ไม่ขาดสาย แทบจะหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง

ก้มลงวักน้ำเย็นชื่นใจมาลูบหน้า เราทุกคนทรุดลงนั่งที่ลานทรายหน้าน้ำตกขนาดย่อม

หินที่นี่มีสีดำกลมเกลี้ยงสะท้อนเงาแสงยามบ่ายเป็นมัน น้ำสีขาวไหลรินลงมาตัดกับโขดหินสีดำสวยงามแปลกตา เบื้องหลังความงามที่ธรรมชาติสรรสร้างเหล่านี้ ซุกซ่อนสมบัติมีค่าไว้มาก รอคอยผู้มีใจใฝ่หามาศึกษาเรียนรู้ เป็นสมบัติที่ไม่มีวันหมด

เรายืนอยู่ใต้สายน้ำที่พรูพรั่งลงมาไม่ขาดสาย ผมนึกถึงการบุกรุกทำลายป่า

ได้ยินเสียงเลื่อยยนต์แผดก้องคำรามในท่ามกลางเสียงของน้ำตกไหลรินอีกครั้ง.

หมายเหตุ ** ป่าผาดำยังมีแหล่งท่องเที่ยวอีกมาก หากต้องการไปพักผ่อนควรเตรียมตัวไปพักค้างคืน ด้วยการเดินข้ามน้ำตกขึ้นไปยังลานดินกว้างบนยอดเขา ที่นั่นเคยเป็นที่บัญชาการของสหายพรรคคอมมิวนิสต์ในอดีต มองลงไปจากลานกว้างจะมองเห็นทิวทัศน์เมืองหาดใหญ่อยู่เบื้องล่าง

จำนวนคนดู 7798 ครั้ง ล่าสุดเมื่อ 28 มีนาคม 60 21:41:42
 Member username  password remember me  สมัครสมาชิก  Go to top.
 Web Statistics : online 0 member(s) of 23 user(s) from all 203 member(s). SoftGanz Group. My Sql Database Server. PHP. The Apache. Mozilla. Nedstat Basic - Free web site statistics
Personal homepage website counter
User count is 7949139 person(s) and 26575724 hit(s) since Apr,27 2004 , current hit 1 time(s).
The Coca-Cola Foundation