รักษ์คลองอู่ตะเภา ฟื้นชีวิตให้สายน้ำ
หน้าแรก ข้อมูลทั่วไป สารคดี ฟอรั่ม มีอะไรใหม่
คืนมะโรงน้ำแดง : หน้าหลัก

 หมวด

บทนำ (2)
บทกวี (6)
เกร็ดน้ำท่วม (1)
เรื่องสั้น (8)
บ่าฟ้าบ่าดินบ่าใจ

บ่าฟ้า - บ่าดิน - บ่าใจ
วรภ วรภา
ภาค ๑
เมือง

๑.
ฯลฯ ผงาดร่างวางรากเหนือแผ่นโลก เป็นผาชันและหุบโตรกแห่งตึกตั้ง
เฉกขุนเขาทะมื่นขึ้นยืนยัง โดยกำหนดบดบังฟ้าเบื้องบน
จึงสลับซอกซอยใต้ตึกสล้าง ซอกซอนทอดสายทางตารางถนน
ห่มคอนกรีตแข็งกล้าแก่สากล เพื่อปรกภูมิดินพ้นชะฝนฟอง
ในมิ่งนามแห่งเมืองเมลืองรัฐ อันรุ่งโรจน์โชติชัชวาลฉลอง
และในนามความหวังอันรังรอง จึง “หาดใหญ่” ลำยองย่อมรองเรือง

( ในนามแห่งโขดเขินและเนินเขา จึงหนีหน้าหลบเนา ณ โพ้นเบื้อง
ในนามแห่งธารทองอันนองเนือง จึงริกเล่าต่อเรื่องเพียงรินริน)
๒.
ฯลฯ ขยายเมืองต่อเมืองเนรมิต ขยายเขตวิจิตรวิศวะศิลป์
เป็นป่าปูนปรกค่าของฟ้าดิน เพื่อเปิดค่าบุรินทร์มาบำเรอ
มหานคร ย่อมค่ามหานคร มหาชนจึงสัญจรไปมาเสมอ
มหาเมือง - มหาคนต่างปรนเปรอ น้อมเสนอบทนำมหกรรมสังคม
คือรอยช่องร่องชั้นขั้นชีวิต มาโลดเต้นลิขิตนิมิตผสม
คือหลากหลายลีลาค่านิยม มาช่วงชิงชื่นชมอุดมนคร
มาร่วมสร้าง, ร่วมซับความสับสน มาร่วมผัง, ร่วมผลผาตึกสลอน
มาร่วมซอก, ร่วมซอยทยอยจร มาร่วมรับซับซ้อนนครพิธี
(ขยายมือต่อมือนิรมิต ขยายภาพชีวิตสิทธิวิถี
ในนามแห่งโลกาภิวัฒน์ทวี จึงยอกย้อนย่ำยีหลายลีลา)

๓.
ฯลฯ ขณะคนวุ่นวายหลายรูปลักษณ์ ลีลาคนก็ประจักษ์หลากท่วงท่า
หลากที่อยู่, ที่เห็น, ที่เป็นมา จึงหลากเยื่อวิญญาณ์ - หลากค่านิยม
ขณะเมืองวุ่นวายหมายวิวัฒน์ ก็บ่งช่องชี้ชัดวัฒนธรรมผสม
ขณะเมืองมุ่งหมายขยายสังคม ก็ย่อย่อมจ่อมจมจริยธรรม
จึงเป็น - เหมือนแหล่งแย่งมือคว้า จึงแค่เมืองมากหน้าคนคลาคล่ำ
จึงเป็นเมืองกอบโกยกิเลศกรรม จึงคนเมืองกระทำการย่ำยี
(ไม่มีรักปลูกค่าคำว่า “บ้าน” ไร้วิญญาณสานถักร้อยศักดิ์ศรี
ปราศสิ้นศรัทธาสง่าชีวี จึงขยายวิถีราคีเมือง)
ฯลฯ
ภาค ๒
ฟ้า,ดิน

๑.
ฯลฯ ธรรมดา ฤดูดล ย่อมเวียนวนบนเวิ้งเบื้อง
ผลัดปี, ผ่านปีเปลือง เพื่อเคลื่อนคลี่ราศีไป
ธรรมดา ที่ฟ้าดาล คือโองการอันเกริกไกร
ธรรมดา นภาลัย ย่อมคงค่าอันไกรเกรียง
ธรรมดา ที่แผ่นดิน คือพื้นถิ่นอันภูมิเพียง -
คงคุณ, เป็นคู่เคียง - กับแผ่นฟ้า - เป็นฟ้าดิน
ธรรมดา ฤดูน้ำ เมื่อฟ้าฉ่ำชะเลงสินธุ์
รางธารก็ซ่านริน ริกริกซับกระแสฤดู
ธรรมดา คราด้าวชื้น ก็ฟองฟื้นเป็นฟายสู่
ระเหย, รำเพยพรู ไปแอบฟ้า — ไปพร่าตะวัน

(จึ่งชีพมหาชน คือผองผลชะตาธรรม์
เอื้อธาตุทุกชาติพันธุ์ โดยจัดปันให้เกิดเป็น
๒.
ฯลฯ การณ์ฟ้า จึงปรากฏ ตามกำหนดฤดูเกณฑ์
ฝนย้อมให้โลกเย็น จึงหยาดฟ้ามาย้อมเมือง
มิรู้ว่าป่าตึก มิสำนึกอิฐ, กระเบื้อง
มิคาดว่าน้ำเนือง จะหลากนองเต็มท้องปูน
มิรู้ดินถูกปรก มิเห็นรกแห่งไพรสูญ
มิได้หมายอาดูร มาเพิ่มพูนสมเพชคน
การณ์ฟ้าจึงปรากฏ ตามกำหนดนภาหน
พร่างบ่าแต่ฟ้าบน เป็นฝนมาลงบ่าเมือง
ศักดิ์ดินก็สิ้นสิทธิ์ ใช่บอดบิดจริตเรื่อง
ค่าด้าว นั่นเปล่าเปลือง มิเฟื่องคุณตามที่ควร

(พร่างฟ้าจึงบ่าโลก เต็มตรอกโตรกตามกระสวน
หลากบ่าเป็นขบวน อันดุดิบ - - วิปลาส!)
ฯลฯ
ภาค ๓
ชะตา

๑.
แปลบเปรี้ยง แปลบเปรี้ยง-เทปราด เปล่งธรรมอำนาจ
ลงฟาดแสนฝนฟูมฟาย
กระหน่ำ กระหน่ำ - กำจาย สาดยวงสยาย
สายม่านงำเมืองมืดมน
ค่อยท่วม ค่อยถั่ง - หลั่งท้น กรากเชี่ยวเกรียวชล
โกรกล้นถนนหนทาง
ครึกครึก ครึ้มครึ้ม-กระหึ่มคราง โหมพยุพยางค์
แซ่เสียงเพียงสางภูติภัย
โหมสาดกระแสน้ำไป ฉับพลันทันใด
หลากระทะตึกตรูตรู
ถาโหมโถมเกรี้ยวเกรียวกรู กระชาก - พรากพรู
ล่มภาพราบสู่ฤดูทะเล

( เมืองทลาย - กลายเวิ้งว้าเหว่, กลายตึกทรุดเซ
กลายซากระเกะเละลอย)
๒.
หนึ่ง - เศษสสารทยอย คือขยะใหญ่น้อย
ฟูฝอยควะคว้าง - ว้างวน
หนึ่ง - ซากสังขาร, ศพคน เพทนาตัวตน
เคลื่อนปนขยะประจาน
เมืองทุกข์ - ท้นทาสสาธารณ์ ฟื้นตาชาตาน
นิมิตหมู่มารพล่านใจ
หนึ่ง - ผู้ฉวยช่องว่องไว ขู่ค้ากำไร
ไกวแย่งแกว่งยื้อมือยาว
หนึ่ง - โจรฉกชิงอื้อฉาว คุกคามเปื้อนคาว
หื่นห้าวกระหายร้ายเริง
ขวัญจึงกระเจิดกระเจิง ดั่งพุกองเพลิง
เปลวพุ่งฟุ้งฟอนร้อนรัว

( สะท้านสะทกอกกลัว ลึกล้นหม่นทั่ว
มืดมัวชะตาบ่าใจ)

๓.
หลายวัน หลายคืนคลาไคล หลายห่าฟ้าไห้
หลายห่าตาไหลฉ่ำริน
เร้าทุกข์รุกท้อต่อจินต์ ร้าวเทวษถวิล
หลายกาลกัดกิน - กรมกรอม
บ่าดิน - โดยรอบกรอบล้อม บ่าใจในตรอม,
บ่าฟ้ามาย้อมเยียบเย็น
โอ...มหานครลำเค็ญ มหกรรมเกิดเป็น -
กระแสทุกข์เข็ญ - โดยใคร ?

( โดยฟ้า - โดยดิน - โดยใด ? ฤาฤดูน้ำไพร ?
ฤาฤดูแห่งใจจำจอง ?)
ฯลฯ

ภาค ๔
สรุปที่บางทีมิใช่ข้อสรุป

๑.
ฯ ค่อยค่อยฟ้าระงับพยับพยศ ค่อยค่อยเลื่อนเคลื่อนลดกระแสล่อง
ค่อยค่อยเปิดเมืองขยะระกะกอง ค่อยเผยภาพอืดพองของเศษคน
คือมหกาลหมองของเมืองเหม็น และเกิดเป็นมหากรรมนำเมืองหม่น
คืองานเลี้ยงฉลองของตัวตน แห่งวิญญาณวิกลวิกฤตกรรม
คือเรื่องราวร่วงโรยจริยะ คือสาระสาธกความตกต่ำ
คือประจาน, ประจักษ์ในวรรคคำ คือประเด็นมืดดำมาสำแดง
ว่า - - ฤดูมักง่ายย่อมพายพัด วิถีอันวิบัติมาชัดแจ้ง
เป็นโขดเขินเนินขยะออกแสดง เป็นเขาทบกลบทแยงทับตึกโต
ว่า - - ฤดูแล้งรักมักรันทด ต้องร้างยศลดศักดิ์ลงอักโข
จึงเป็น “บ้าน” ราบล่มอยู่ซมโซ จึงเป็น “บ้าน” แตกโหว่ให้ซึมเซา
ว่า - - ฤดูดิบด้าน - การดื่มดูด มิรู้ “ข้าว” ฤา “คูถ” ก็ดูดเข้า
จึงเห็นเห็นแต่ผู้รู้รับเอา ตักตวงกินล้นเร่า อร่อยเริง
ว่า - - ฤดูแก่งแย่ง ยังแรงฤทธิ์ ยังพุแพร่ผลิตพิษเถลิง
จึงเป็นเมืองร้อนรุ่มดังสุมเพลิง ขวัญจึงยังกระเจิดกระเจิงมิรู้จาง
ว่า - - ฤดูวัฒนายังปรากฏ ยังป่าปูนระชดในเชิงช่าง
จึงเห็นแต่โอ่อ่าระย้าระยางค์ มาผูกโยงโครงสร้างสังคมคน

(ว่า - โลกคงวงวัฏฤดูวก ยังผลักกาลผ่านผกพิบัติผล
แม้นฤดูวิสัยยังไหววน ยังฉลองวิกลวิกฤตกรรม ฯลฯ)

นั่น  ภูเขาเทาทึมละทิ้งเทือก นั่น - ธารเย็นยะเยือกออกเดินย่ำ
นั่น  แผ่นดินเหงาซึมอยู่งึมงำ และ - คืนคลั่งบ้าฟ้าคร่ำก็ครึกโครม
ฟ้าครึ้มครึ้มคว้างคว่ำกระหน่ำเมือง.
โดย kai (ip:203...3) 
เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2547 22:04:22 น.
จำนวนคนดู 3949 ครั้ง
 Member username  password remember me  สมัครสมาชิก  Go to top.
 Web Statistics : online 0 member(s) of 24 user(s) from all 203 member(s). SoftGanz Group. My Sql Database Server. PHP. The Apache. Mozilla. Nedstat Basic - Free web site statistics
Personal homepage website counter
User count is 7942180 person(s) and 26522093 hit(s) since Apr,27 2004 , current hit 1 time(s).
The Coca-Cola Foundation