รักษ์คลองอู่ตะเภา ฟื้นชีวิตให้สายน้ำ
หน้าแรก ข้อมูลทั่วไป สารคดี ฟอรั่ม มีอะไรใหม่
คืนมะโรงน้ำแดง : หน้าหลัก

 หมวด

บทนำ (2)
บทกวี (6)
เกร็ดน้ำท่วม (1)
เรื่องสั้น (8)
อุทกภัย

อุทกภัย
ชาคริต โภชะเรือง

หลายวันมาแล้วฝนเดือนพฤศจิกายนกระหน่ำหนัก
ธรรมชาติระเบิดเสียงหัวเราะดังออกมาให้ได้ยินเป็นระยะ ราวจะปลุกมนุษย์ไร้เดียงสาซึ่งกำลังหลับไหลอย่างเป็นสุขให้ตื่นขึ้นมาระแวดระวังภัยที่อาจเกิดขึ้นได้ และกลบเสียงร้องเรียกของครูหนุ่มซึ่งดังแทรกขึ้น ไม่มีใครบอกได้ว่าภัยพิบัติที่ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่...ที่ไหน...อย่างไร เว้นช่วงสั้นๆ ยังไม่ถึง ๑๐ นาทีดีนัก ฟ้าก็ฟาดเปรี้ยงลงมาอีก เขาจำได้ดีว่าใกล้เที่ยงคืนเต็มทีแล้ว ฝนนั้นเล่าตกหนักทว่ามนุษย์ที่อยู่ในบ้านไม่มีใครใส่ใจ ยังคงนอนหลับต่อไปอย่างเปี่ยมสุข ไม่แยแสว่านอกบ้านกำลังจะเกิดอะไรขึ้น...
“น้ำท่วมหาดใหญ่ ๒ ศตวรรษ...” เขาทบทวนหัวข้อข่าว
ขณะที่ยังอยู่ในห้วงภวังค์อย่างนั้น ความทรงจำเขาหวนกลับไปสู่คืนวันแห่งวิกฤต เขาไล่สายตาไปตามแผนที่เมืองประกอบข่าวน้ำท่วมเมืองหาดใหญ่
‘ทำไมต้องเป็นวันที่ ๒๒ พย.ด้วยเล่า’ เขานิ่งคิด
ครูหนุ่มจำได้ว่าคืนนั้นเขายังนอนไม่หลับ ตื่นลงมารับโทรศัพท์ เขาปลุกมารดาขึ้นมาอีกคนหนึ่ง หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ออกไปดูน้ำในคลองแล้วกลับมายืนเป็นบ้าอยู่หน้าบ้าน นึกโมโหความสะเพร่าพลั้งเผลอของตน ครูหนุ่มชักเคืองตะโกนขึ้นเสียงดัง “อะไรกันโว๊ย... ไม่มีใครได้ยินเลยหรือไง”
เขายืดตัวขึ้นแล้วหันไปทางมารดา “เอาไงดี...” เขาเดินอ้อมโรงจอดรถตรงไปหลังบ้าน ฝนยังเทจั๊กๆ ลงมาไม่ขาดสาย
เข้าบ้านไม่ได้ ประตูหลังบ้านก็ปิดสนิท เขามองอย่างขัดเคืองใจ บ้านของพวกเขาอยู่ตรงบริเวณที่ๆ เรียกขานว่า ‘หาดใหญ่ใน’ อยู่ห่างจากตัวเมืองออกมาไม่ถึง ๒ กิโลเมตร ถ้าจะให้ละเอียดกว่านั้นก็ต้องบอกว่าอยู่หลังอำเภอ ข้ามฟากคลองไปอีกด้านเป็นตลาดสดและวัดใหญ่
ยืนพิงไหล่กับกำแพงรั้ว แหงนไปยังห้องนอนของน้องชาย ราวผ้าต้องลมไหวพะเยิบพะยาบ หญ้าเขียวๆ ที่มีอยู่เพียงน้อยนิดทำให้เขานึกอะไรขึ้นได้ ตะโกนเรียกน้องชาย ยืนมองดูสถานที่ซึ่งเป็นแผ่นดินเกิด นึกถึงเมื่อครั้งยังเยาว์วัยบนแผ่นดินที่เขายืนอยู่ตรงนี้ ครั้งหนึ่งเขาจำได้ว่าเคยเป็นที่วิ่งเล่นออกกำลังของเด็กๆ แต่เดี๋ยวนี้ถูกแบ่งสันปันส่วนแจกจ่ายให้กับญาติพี่น้องด้วยกัน กระทั่งว่าพื้นที่อันกว้างขวางหดแคบลงเหลือเพียงลานว่างหลังบ้านเพียงกระแบะมือเดียว เมื่อเขามายืนอยู่เพียงลำพังในที่มืดๆ อย่างนี้ เขารู้สึกเหมือนถูกเนรเทศ
“ก้อยๆ... เปิดประตูหน่อย!...” เขาตะโกนขึ้นอีก
เขาเบิ่งตามองดูบ้าน-ถ้าจะให้เรียกขานกันตามชื่อท้องถิ่นแท้ๆ บ้านใหญ่มหึมาหลังนี้ก็คือบ้านของ ‘ดำ ไข่แคว็ต’ ปู่ของเขาซึ่งอดีตเป็นนักเลงใหญ่ ใครๆ ก็เกรงขาม แต่เดี๋ยวนี้เหลือแต่ชื่อ ไม่มีใครรู้จัก เหลือทิ้งไว้แต่ตำนานให้เป็นที่เล่าขาน เขานึกถึงลุงป้าน้าอาที่กระจัดกระจายกันไปกันคนละทาง กับพ่อที่ตายจากไป ความเศร้าโถมถั่งเข้ามาอีก
นึกรำคาญแสงไฟดวงเดียวจากเสาไฟตรงมุมถนน ซึ่งฉายแสงติดๆ ดับๆ อย่างบอกไม่ถูก แสงอันไม่ปะติดปะต่อนั้นตัดกับสายฝนที่พรำลงมาอย่างต่อเนื่อง
เขาเรียกซ้ำอีกครั้ง ขณะเดียวกันก็กระแทกฝ่ามือลงไปแรงกว่าเก่า แสงอันขาวนวลประเดี๋ยวติดประเดี๋ยวดับ เผยให้เห็นต้นสะตอที่ยืนอยู่ท่ามกลางสายฝนและเงามืด

ครั้นแล้วฟ้าก็ผ่าเปรี้ยงลงมาอีก! ท่ามกลางความมืดท้องฟ้าอัน
ไพศาลสะท้อนแสงขาววาบแปลบปลาบและส่งเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เขาแหงนขึ้นไปยังส่วนที่เป็นชั้นบนของตัวบ้าน ผ่านเสาปูนและระเบียงด้านหลัง ตรงมุมนี้เขาสามารถแลเห็นหน้าต่างสีทึบทั้งสามบานที่หุบปิดสนิทได้อย่างชัดเจน
ข้างล่างเป็นห้องนอนของมารดา เขาทุบหน้าต่างตะโกนเรียกชื่อน้องชายเสียงดังลั่นจนแน่ใจว่าคนบนนั้นถ้าไม่หูหนวกล่ะก็เป็นต้องได้ยินแน่ เที่ยงคืนแล้วกระอายฝนแห่งฤดูอันเย็นเยียบ ผนวกกับสายลมอันหนาวเยือกเย็นชื้นจับจิตรุมเร้าปลิวปรายเข้าใส่ร่างเล่นเอาเขาสั่นสะท้านเยือก เขาไม่รู้จะหาข้อแก้ตัวอย่างไรให้กับความสะเพร่าของตน แต่ก็ใจชื้นขึ้นได้เมื่อเหลือบไปเห็นไฟดวงในบ้านกะพริบ แสงสว่างขาวนวลสะท้อนกระจกเหนือหน้าต่างออกมา
เมื่อสักครู่เขาปีนขึ้นไปบนกำแพงริมตลิ่งซึ่งอยู่ติดคลอง ส่องไฟฉายที่คว้าติดมือมาดูระดับน้ำที่เอ่อท้นขึ้นจนเกือบถึงตลิ่ง หยั่งวัดปริมาณน้ำว่าที่เห็นในคลองอู่ตะเภาซึ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว คะเนจากภาพที่เห็นกระจะตาอยู่นั้น กระแสน้ำในคลองเทตัวไหลแรงและเชี่ยวกรากน่ากลัว ในขณะที่ฟ้าคำรามฟาดเปรี้ยงลงมาอย่างไม่ขาดระยะ ทุกครั้งที่ฟ้าแลบแปลบปลาบขึ้นก็เผยให้เห็นแพน้ำเป็นวังวนใหญ่กำลังเคลื่อนไปข้างหน้า มันไหลลิ่วๆ หลากเลื่อนขนานไปตามแนวพื้นดิน ไหลปราดผ่านตาไปอย่างรวดเร็ว เป็นสัญญาณเตือนภัย แต่เขาก็ปลอบใจตัวเองว่าไม่มีอะไร เขาก้มลงมองหาตัวเลขตรงขอบบ่อที่สามารถวัดระดับความสูงของน้ำ เจ้าของร้านขายของชำที่สร้างเพิงร้านอยู่ริมคลองเดินออกมาดูน้ำด้วยอีกคน...
ไม่มีใครสังหรณ์ใจเลยว่า วันรุ่งขึ้นน้ำจากภูเขาจะไหลบ่าทะลักเข้าท่วมบ้าน
เขาเดินกลับมาสมทบกับมารดาที่รออยู่หน้าบ้าน รออยู่อีกชั่วครู่เขาก็ได้ยินเสียงเปิดประตู น้องชายเขาโผล่หน้าออกมา
สีหน้าของเด็กหนุ่มยังฉายแววงุนงง ดวงตาคู่นั้นที่ได้เค้ามาจากผู้เป็นปู่ยังแฝงแววสลึมสลือ ทันทีที่เห็นเขากับมารดายืนอยู่หน้าบ้าน เด็กหนุ่มขมวดคิ้วเหมือนจะถามว่า “เกิดอะไรขึ้น?”
ครูหนุ่มไม่พูดอะไร เขาหลุบตัวเดินเข้าไปในบ้าน
“แม่กับพี่กร ออกไปดูน้ำในคลอง แล้วลืมเอากุญแจไปด้วย พอปิดประตูแล้วก็นึกขึ้นได้” หญิงวัยกลางคนหุบร่มแล้วพูด นึกแปลกใจที่มารดาเขาเสียอีกเป็นฝ่ายไม่ได้วิตกอะไร ดวงตาคู่นั้นยังมีแววแจ่มใส ใบหน้าขาวซีดยังไม่แสดงอาการตกใจใดๆ เด็กหนุ่มเปิดประตูบ้านให้แล้วเบี่ยงตัวหลบให้ทั้งคู่ซึ่งเปียกโชกไปทั่วร่าง
“แม่ออกไปทำไม...” เด็กหนุ่มเลิกคิ้วถาม
หญิงวัยกลางคนเอามือลูบน้ำจากใบหน้า เอ่ยขึ้นอีกว่า “เมื่อตะกี้พี่เล็กโทรมาบอกว่าน้ำท่วมเข้าบ้านแล้ว แม่ไม่เชื่อ แกถามว่าบ้านเราเป็นยังไงบ้าง แม่บอกว่าน้ำยังไม่ท่วม แกบอกว่าให้ไปดูน้ำในคลองหน่อยว่าสูงถึงไหนแล้ว”
“แล้วเป็นยังไงล่ะ...”
“แม่ไปดูแล้ว ปรากฏว่าน้ำในคลองยังเหลืออีกร่วมๆ หนึ่งเมตรกว่าจะท่วมถึงตลิ่ง”
“ถ้าอย่างนั้นคงจะไม่เป็นไรมั๊ง...”
พูดด้วยความมั่นใจ เป็นอย่างนั้นจริงๆ นั่นเป็นความเลินเล่อและสะเพร่าอีกครั้ง คิดมาถึงตรงนี้เขาไม่รู้จะโทษใคร เพราะต่างคะเนจากประสบการณ์เก่า ซึ่งประสบการณ์ในคราวนั้นครอบงำจิตสำนึกของทุกคนเอาไว้ ไม่มีใครเฉลียวใจเลยว่าน้ำท่วมคราวนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นซ้ำรอยเก่า นั่นเพราะคราวนี้น้ำจากเขาคอหงส์ คลองหวะ ทะลักเข้าท่วมเมืองตั้งแต่เที่ยงคืน-เวลาเดียวกับที่เขาออกมาส่องไฟดูน้ำในคลองนั่นแหละ พวกเขาเองมัวคิดถึงแต่น้ำท่วมในช่วงปี พ.ศ.๒๕๓๑ ตอนนั้นน้ำป่าจากสะเดาทะลักลงสู่คลองอู่ตะเภาแล้วเอ่อท้นเข้าท่วมเมือง ทุกฉากภาพเก่ายังคงหลอนหลอก
และเพื่อให้แน่ใจ ครูหนุ่มยกหูโทรศัพท์ไปหาญาติที่อยู่สะเดา เขารู้แค่ว่าฝนยังตกหนัก โทรหาเพื่อนที่อยู่ในเมืองก็ติดต่อไม่ได้ เขาจึงขึ้นไปนอน
เช้าตรู่ของอีกวัน ครูหนุ่มลืมตาตื่นขึ้นมาได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากหน้าบ้าน เขาเดินลงไปข้างล่าง มาถึงตรงหน้าบ้าน ใจเขาก็เต้นแรงขึ้นเมื่อเห็นบรรดาญาติๆ ของตนเดินกันให้ควั่ก
“กรเอ๋ยน้ำท่วมแล้ว...” หญิงชราหันมาร้องบอก
เท่านั้นเอง สำหรับสัญญาณเตือนภัยจากธรรมชาติที่พยายามสื่อสารถึงสิ่งมีชีวิตบนโลก-สิ่งมีชีวิตที่แสนเปราะบางและถูกทำลายได้ง่าย
เท่านั้นเอง เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้อีกหลายวันต่อมาเมืองทั้งเมืองก็พากันโกลาหลวุ่นวายกันไปหมด

นึกมาถึงตรงนี้ เขาอยากหัวร่อตัวเอง ค่าที่ว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์
ขณะที่มารดาเขาไม่พูดพล่ามเห็นเขาก็โยนกุญแจรถใส่หน้า ทั้งที่ยังงัวเงียอยู่นั่นแหละ เขารีบบึ่งรถออกจากบ้าน
เช้าตรู่ของวัน เขายังจำได้ดีว่าสายฝนยังโปรยเม็ดซู่ๆ อยู่อย่างต่อเนื่อง เวลานั้นเขาเดินข้ามถนนหน้าตลาดหาดใหญ่ในมายังฝั่งตรงข้าม เดินอ้อมรถที่จอดอยู่เต็มข้างทางข้ามมาหยุดชะงักอยู่ตรงเกาะกลาง ในหัวเขามีแต่เสียงผู้คนที่ร้องว่า “น้ำท่วม น้ำท่วมแล้ว” ดังก้อง ที่ยืนอยู่ข้างๆ เขาเป็นญาติห่างๆ แกเป็นแม่บ้านออกมาจ่ายกับข้าว แล้วตะลีตะลานกลับบ้าน ยืนอยู่กับผู้ชายอีกสองคน ซึ่งตั้งใจจะไปทำงาน แต่ก็เปลี่ยนใจกลับมาขนของหนีน้ำ
ความทรงจำผุดเร่าๆ ขึ้นมาเป็นระลอก อีกครั้งในชีวิตที่เขาเงอะเงิ่นทำอะไรไม่ถูก ยืนตะลึงงัน มองดูโลกที่แตกตื่นโกลาหลเบื้องหน้า ไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
เขาได้ยินเสียงร้องบอกต่อๆ กันไปว่า น้ำกำลังจะท่วมเป็นเสียงเดียวที่ดังขึ้นสับสน บนสะพานหาดใหญ่ในที่คล่อมคลองอู่ตะเภาไว้ การจราจรถูกปิดตาย เขาก้าวเข้ามายืนอยู่ท่ามกลางรถราที่เบียดเสียดแน่นขนัดไปเสียทุกด้าน ผู้คนเริ่มจอแจพลุกพล่านไม่แพ้กัน ไล่ไปตั้งแต่คอสะพานไปจนถึงตรงกลางทั้งสองฟากแน่นขนัดไปด้วยรถราสาระพัดจอดเรียงกันไม่เป็นระเบียบ สีสันอันขรึมทึมของรถ ความพลุกพล่านของผู้คน ประดุจแต่งแต้มเฟรมอันขมุกขมัวของเมืองช่วยไม่ให้ว่างเปล่าและมีแต่สีเทาของม่านฝน เด็กหนุ่มคนหนึ่งกระโดดลงจากรถปิคอัพ ในมือเขาถือถุงพลาสติกใบใหญ่ เดินลิ่วไปในตลาด ตรงทางแยกไปโรงน้ำแข็งมีรถเก๋งคันหนึ่งถอยเข้าถอยออกมองหาที่ว่างก่อนดับเครื่องจอด
เขารีบเอารถออกจากบ้านไปไว้ที่สำนักงานขององค์การโทรศัพท์ใกล้กองบิน ๕๖ ซึ่งญาติเขาทำงานอยู่ ต่อจากนั้นก็นั่งรถสองแถวมาลงที่ตลาดหาดใหญ่ใน
ท้องฟ้าอันไพศาลด้านที่อยู่เหนือทางไปสนามบินขมุกขมัวเต็มทน ฟ้าครึ้มขณะที่สายลมเริ่มพัดกรรโชกแรงมาแต่ไกล ที่โหมรุ่ยๆ มานั่นก็คือม่านแห่งสายฝน มันหอบพัดผ่านชายคาหมู่บ้านจัดสรรและโรงเรียนมัธยมลิ่วๆ เข้ามาแล้ว เขาสะท้านเข้าไปข้างใน ลมฝนพัดมาแลตัดกับสีทึมครึ้มเขียวของหมู่สนก่อให้เกิดประกายอันหม่นมัวทิ้งตัวสาดเป็นมุมเฉียงๆ ไล่ลงสู่พื้นดิน พร้อมกับสายลมกรูเกรียวไล่ระลอกกระชากเข้าใส่หมู่แมกไม้บิดตัวเอนลู่ไหวสะทกอยู่ในลมมรสุม
เขาก้าวขึ้นรถสองแถว สองข้างทางมีแต่พุ่มไม้ขึ้นเขียวพรึด แลเป็นเงาครึ้ม บดบังทิวทัศน์ทั้งสองฟากฝั่งไว้จากสายตา รถแล่นลงจากเนินถนนมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมือง
ผ่านสี่แยกสนามบิน ป้ายผ้าโฆษณาข้างทางหลุดรุ่ยเหลือแต่โครงเสา
ท้องฟ้านั้นเล่า บัดนี้มองไปที่ใดก็มีแต่สายฝนปกคลุม คูคลองสองข้างทางนั้นน้ำเริ่มเอ่อท้นเป็นสัญญาณว่าอีกไม่ช้าน้ำกำลังจะท่วม
เขานั่งอยู่ในรถสองแถว ไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง กะเถิบก้นหลบฝนที่สาดเข้ามาจนเปียกโชกไปตามๆ กัน รอจนรถแล่นผ่านสี่แยกมาถึงปั๊มน้ำมันใกล้ตลาด เจ้าของรถก็หันมาบอกว่าไปต่อไม่ได้แล้ว
“ผมส่งได้แค่นี้ ข้างหน้าน้ำท่วมไปไม่ได้แล้ว...” ผู้โดยสารมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
เท่านั้นเอง แต่ละคนก็นั่งมองหน้ากันทำอะไรไม่ถูก เขาลุกขึ้น เดินลงจากรถอย่างรวดเร็ว ผู้หญิงใส่เสื้อยืดสีเขียวที่เพิ่งขึ้นรถเป็นคนสุดท้ายถลันลุกตามมา หล่อนหันไปพูดกับเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ท้ายรถว่าเข้าโรงงานไม่ได้ โรงงานปิด หล่อนบ่นพึมพำกระปอดกระแปดมาตลอดทาง เขารู้สึกหงุดหงิดซ้ำร้ายคนขับรถขอเก็บเงินค่าโดยสารโดยที่ฉวยโอกาสขึ้นราคา “คนละ ๑๐ บาทครับ...” หมอนั่นพูดห้วนๆ
อะไรนะ?... ปกติค่าโดยสารรถวิ่งรอบเมืองแค่ ๓ บาทเท่านั้น
ไม่อยากเรื่องมากในเวลาอย่างนั้น แม้ไม่พอใจแต่เขาก็ยื่นเหรียญ ๑๐ บาทให้โดยดี “ผมเองก็ต้องตีรถกลับบ้านเหมือนกัน อยู่ไม่ได้แล้ว...” คนขับรถหนวดเฟิ้มยื่นมือมารับเงินแล้วพูดเสียงกลั้วหัวเราะ
ครูหนุ่มเหวี่ยงตัวเองลงจากรถ ผู้โดยสารทั้งนักเรียนและเด็กโรงงานที่มีอยู่ด้วยกันห้าคนต่างทยอยลงจากรถ เดินต้อยๆ ตามกันมาไม่ห่าง เด็กสาวที่เดินนำหน้าเขาไปอย่างเร่งรีบ หล่อนดึงเสื้อนักเรียนที่เปียกแนบเนื้อเอากระเป๋านักเรียนยกขึ้นปิดตรงหน้าอก ก้มหน้ามุดเข้าใต้กันสาดหน้าร้านขายยา คนอื่นก็เช่นกัน
เขาเดินผ่านหน้าร้านค้า มีผู้หญิงคนหนึ่งบ่นงึมงำอยู่ในลำคอว่าจะไปหาลูกในเมือง แต่จะไปได้ยังไงล่ะ... ครูหนุ่มเบียดแทรกผู้คนในตลาดที่เดินกันพลุกพล่าน มีอยู่คนหนึ่งหายเข้าไปในตู้โทรศัพท์แต่ก็กลับออกมาอย่างหงุดหงิดไม่สบอารมณ์
“โทรศัพท์เสีย...” เขาพูดห้วนๆ
ข้ามถนนหน้าร้านตัดผม ตรงไปยังหน้าตลาด ผู้คนเนืองแน่น เขาไปหยุดชะงักตรงแผงขายข้าวเหนียวไก่อยู่ชั่วครู่ ขณะยืนรอคนหลีกทางให้เขาแหงนขึ้นไปยังท้องฟ้า แต่ก็มองอะไรไม่เห็น ท้องฟ้าขาวโพลนไปหมด ฝนตกลงมาอย่างหนักและต่อเนื่อง
มาถึงตรงนี้เป็นอันเชื่อได้ว่าในเมืองตอนนั้นน้ำท่วมแล้ว รถตุ๊กๆ ก็เข้าไปส่งผู้โดยสารไม่ได้ มอเตอร์ไซค์รับจ้างต่างก็ส่ายหน้าไม่มีใครกล้าเข้าไป

กลับมาอีกครั้ง ถนนทุกสายละแวกที่ว่าการอำเภอจมเรี่ยอยู่ใต้
ผืนน้ำ ธารน้ำผสมกับโคลนข้นไหลทะลักขึ้นมาตามร่องคูและท่อระบายน้ำ ล้นเอ่อท้นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว สักพักเดียวถนนก็เจิ่งนองไปด้วยน้ำ เอ่อท่วมมาเกือบถึงคอสะพาน เด็กๆ ออกมาเล่นน้ำส่งเสียงดังเกรียว รถตุ๊กๆ จอดแช่น้ำอยู่อีกสองสามคัน มีอยู่คันหนึ่งน้ำเข้าเครื่องจนเครื่องดับต้องช่วยกันเข็นขึ้นมาไว้บนสะพาน ในที่ว่าการอำเภอน้ำเริ่มไหลบ่าเข้าท่วมบ้างแล้ว
ฝนยังตกลงมาเรื่อยๆ ยังไม่มีวี่แววว่าจะหยุดลงได้
ครูหนุ่มเพ่งมองออกไปยังบ้านผู้คน ที่ฝังตัวกระจัดกระจายอยู่รอบๆ ข้าง ถนนสันติราษฎร์ด้านซึ่งอยู่หลังที่ว่าการอำเภอนั้นเริ่มเจิ่งนองเอ่อท้นขึ้นท่วมฟุตบาธและไหล่ทาง หลายคนต้องถลกกางเกงเดินลุยน้ำ
ผืนน้ำบางๆ แผ่กระจายเข้าครอบคลุมทุกอณูพื้นที่ ไม่นานมันก็รุกคืบมาถึงหน้าที่ว่าการอำเภอ
กว่าจะปรับความรู้สึกให้เข้ากับสภาพการณ์อันวุ่นวาย เบื้องหน้าได้ก็เล่นเอาแทบแย่ มาถึงตอนนี้เขาหัวหมุนสมองมึนชาไปหมด ครูหนุ่มพยายามข่มกลั้นความรู้สึกอันปั่นป่วนภายในไม่รู้ว่าจะระเบิดออกเมื่อไหร่ เขาเดินลิ่วมาถึงสามแยก ตรงทางโค้งที่เกิดอุบัติเหตุขึ้นบ่อย เขาลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนเดินมุ่งหน้าตรงไปยังสี่แยกใกล้ที่ทำการประปาเก่า ตรงนั้นน้ำไหลแรงมาก น้ำทะลักมาจากคลองที่อยู่ด้านหลังโรงงาน เอ่อนองหนุนเนื่องไหลมาไม่ขาดสาย โดยเฉพาะตรงสี่แยกใกล้เพิงร้านขายขนม น้ำไหลแรงเหลือเกิน เขาเดินผ่านแทบพยุงตัวไว้ไม่อยู่
ถนนตรงหน้าโรงเรียนเทศบาล ๒ มองไม่เห็นผิวการจราจร ระดับน้ำสูงถึงหน้าแข้ง เด็กๆ ที่ไม่เคยได้เล่นน้ำออกมาดำน้ำว่ายน้ำเล่นเห็นเป็นเรื่องสนุก

เขาตัดสินใจเดินลุยน้ำกลับมาทางเก่า เดินเลียบถนนซึ่งอยู่
ติดกับริมตลิ่งไปเรื่อยๆ น้ำในคลองยังท่วมมาไม่ถึงก็จริง แต่ก็หมิ่นเหม่เต็มที เขาเดินมาถึงหน้าร้านขายของชำ
ตรงที่ๆ เขายืนอยู่ ใกล้คลองอู่ตะเภาแค่เพียงเอื้อมมือ น้ำในคลองไหลเชี่ยวกรากดูน่ากลัวกว่าเมื่อคืนเสียอีก
ทุกบ้านที่เขาเดินผ่านต่างสาระวนอยู่กับการขนของหนีน้ำ เดือดร้อนกันไปถ้วนหน้าไม่เว้นแม้วัวชนสองสามตัวถูกต้อนมายืนงงงันเกะกะขวางทางอยู่อย่างนั้น
ครูหนุ่มสวนทางกับญาติที่รุกลี้รุกลนมาซื้อกับข้าว ถนนหน้าบ้านของป้าซึ่งเป็นถนนส่วนบุคคลเพิ่งปรับที่ยกพื้นสูงกว่าเดิมเวลานี้แน่นขนัดไปด้วยรถเก๋งและรถปิคอัพของญาติและใครต่อใครมาจอดอยู่เต็มไปหมด เขาเดินผ่านหน้าบ้านของป้าไปอดไม่ได้ที่จะชะโงกหน้ามองข้ามรั้วไปดูเห็นทุกคนกำลังสาระวนอยู่กับการเก็บข้าวของ
มาถึงหน้าบ้านของตน น้ำยังไม่เข้าบ้านก็จริง แต่บ้านของลุงที่อยู่เยื้องกันน้ำทะลักไหลเข้าไปในบ้านเรียบร้อยแล้ว
นึกมาถึงตรงนี้ เขารู้สึกงงงวยอย่างบอกไม่ถูก ไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง ทำไมนะ? ทำไมเขาไม่เชื่อ? หวนนึกถึงความจริงขึ้นมาได้อีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือว่ามนุษย์กำลังถูกท้าทายจากธรรมชาติเหนืออื่นใด น้ำที่กำลังเอ่อท่วมสะกิดใจทำให้เขานึกถึงบ้านที่จมอยู่ในน้ำ มนุษย์ทุกคนใช้ชีวิตอยู่กับน้ำ น้ำอันเป็นเครื่องหมายแห่งวิถีทางของธรรมชาติ แต่ก็ไม่มีใครคิดหรอกว่าน้ำจะมาเร็วถึงเพียงนี้
ฟ้าคำรามครันครืน เมืองทั้งเมืองเป็นอัมพาตไปแล้ว
คิดมาถึงตรงนี้ เขานึกเป็นห่วงเด็กๆ ที่โรงเรียนขึ้นมาอีก... ป่านนี้จะเป็นยังไงกันบ้าง?

นึกอยากหาโทรศัพท์ไปถามข่าว แต่โทรศัพท์ก็ใช้ไม่ได้ ทุกคน
ในบ้านขมักเขม้นอยู่กับการขนย้ายข้าวของ ดูวุ่นวายไม่แพ้บ้านหลังอื่นที่เขาเห็นตลอดทางที่ผ่านมา
มาถึงตรงนี้ แม้นว่าบ้านของเขาน้ำยังท่วมไม่ถึงก็จริง แต่เขารู้ว่าอีกไม่ช้าน้ำที่เอ่อทะลักขึ้นมาเรื่อยๆ ก็คงมาถึงหน้าบ้าน ใจหนึ่งนึกอยากเดินไปดูน้ำที่บ้านของลุงว่าน้ำขึ้นสูงถึงไหนแล้ว แต่ก็เดินไปลากเก้าอี้ออกมาหน้าบ้าน ออกมาอีกทีเห็นญาติบางคนที่มีบ้านชั้นเดียวทยอยเก็บของที่จำเป็นขนออกจากบ้านเดินผ่านไปเป็นที่ชุลมุน
นึกขำตัวเองที่งกเงิ่นทำอะไรไม่ถูก แต่ครั้นมาลองคิดดูอีกที... แน่อยู่ล่ะก็ใครจะไปรู้ได้เล่าว่าเมื่อเกิดอะไรขึ้นมาแต่ละครั้ง คนเราควรตัดสินใจแก้ปัญหาอย่างไร ครูหนุ่มเดินใจลอยรุดเข้าไปเก็บคอมพิวเตอร์กับพรินท์เตอร์ในห้องทำงาน ถอดเก็บอุปกรณ์ทีละชิ้น แล้วทยอยเก็บเอกสารกับหนังสือขึ้นไปไว้บนห้องนอนซึ่งอยู่ชั้นบนของตัวบ้าน เดินลงมาอีกทีก็เห็นแม่เฒ่าของเขา-หญิงชราเดินง่วนอยู่หน้าห้องครัว
ลูกชายของเขานั่งดูหนังสือการ์ตูนอยู่ใกล้ๆ พอเห็นหน้าเขาซึ่งกำลังลุกลี้ลุกลนเก็บของก็หันมาถาม “ปะป๋าทำอะไรอยู่ ให้แก้มช่วยมั้ย”
เขาหยุดชะงัก แล้วรีบตอบ “แก้มไปอยู่กับทวดก่อนนะ อย่าเพิ่งมากวนป๋า ให้ป๋าช่วยแม่เฒ่าขนของให้เสร็จเสียก่อน”
เขาเดินไปหน้าบ้าน หญิงวัยกลางคนทยอยเก็บชิ้นผ้าในตู้ “ทำยังไงดีล่ะแม่ ผมว่าเราเอากระสอบทรายมาวางดักไว้ที่หน้าบ้านจะดีกว่า...” ภาพคนช่วยกันแบกกระสอบทรายมาวางกั้นน้ำท่วมที่จำได้จากในทีวีแวบเข้ามา
“เอางั้นเลยรึ...”
เขาเดินไปหาถุงปุ๋ย หญิงวัยกลางคนกับภรรยาของเขาเดินมาช่วย “แม่ไปดูกับข้าวก่อนเถอะ ตรงนี้ทิ้งไว้ให้ฉันกับปุ้มจัดการกันเองเถอะ”

ราวๆ ๙ โมงเช้า น้ำเริ่มไหลทะลักเข้าบ้าน ไม่รู้จะทำอย่าง
ไรดี ครูหนุ่มตักทรายจากหน้าบ้านใส่ถุงปุ๋ย ลากมาวางทีละกระสอบ ต่อจากนั้นก็หาไม้แผ่นกับผ้าพลาสติกมาวางดักปิดไว้ตรงช่องประตู
รอจนทุกอย่างแล้วเสร็จ เขาก็เดินไปในห้องทำงาน เก็บเอกสารกับตำรับตำราที่ยังเหลือวางอยู่บนชั้น น้ำเริ่มทะลักเข้าบ้านทีละน้อย กระสอบทรายที่กั้นน้ำไว้เอาไม่อยู่ ไม่ถึงบ่ายสองน้ำก็ท่วมสูงถึงหัวเข่า
สายฝนยังเทกระหน่ำลงมาไม่มีเค้าว่าจะหยุดง่ายๆ เขาเดินลุยน้ำไปช้าๆในด้านหนึ่งของมุมบ้าน สัมผัสปลายเท้าไล่ไปกับความเย็นชื้นของสายน้ำ เลื่อนโต๊ะตัดผ้าออกมากลางบ้านแล้วช่วยกันขนของที่เหลือ-เก้าอี้ทำงาน ๒ ตัว ชั้นวางสัมภาระ ตู้เอกสาร แล้วก็พัดลม
ฟังเสียงฝีเท้าที่ลากไปในน้ำ ปล่อยให้สายน้ำโลมไล้ปลายเท้าที่ลากย่ำไปตามพื้นหน้าบ้าน น้ำเริ่มไหลซึมเข้าบ้านด้ายลีลาประดุจการเคลื่อนตัวของงูใหญ่ มันขยอกกลืนทุกสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า เขารู้สึกได้ถึงความนุ่มนวลเยือกเย็นของมันค่อยๆ ลัดเลาะผ่านสองเท้าเขาเข้าไปในบ้าน เพียงชั่วพริบตาทั้งพื้นดินและพื้นปูนหน้าบ้านก็หายวับไปจากสายตา
ราวกับว่าพื้นดินที่อยู่รอบๆ ตัวเขาหายไปจากโลกใบนี้แล้ว... รอบด้านมีแต่น้ำเท่านั้นท่วมขังเป็นบริเวณกว้าง
ตอนนี้ทุกคนกำลังเดินอยู่ในน้ำ เขานึกเยาะตัวเองตอนก่อนที่น้ำจะขึ้นสูงกว่านี้ ทุกคนไม่มีใครตั้งสติได้ ภรรยาของเขาเป็นคนแรกเสียด้วยซ้ำ หล่อนเป็นคนร้องเตือนขึ้นมาก่อนว่า “แม่ๆ ฉันว่าแม่ไปดูกับข้าวดีกว่า...”
คราวนี้เองทุกคนก็นึกขึ้นได้ “ข้าวสารล่ะ...ถ่าน...”
“น้ำล่ะ...มีพอรึยัง”
“ฉันว่าแม่ไปดูกับข้าวเถอะ เรื่องน้ำประเดี๋ยวฉันจัดการเอง”
“ถ่านล่ะมีหรือยัง...อย่าลืมไปซื้อล่ะ”
“เอาไงกันดี ขาดเหลืออะไรก็ช่วยกันนึกก็แล้วกัน”
นั้นแหละเขาเองจึงตั้งสติได้ ตอนเที่ยงเขาเดินมาเปิดดูตุ่มน้ำที่อยู่ข้างบ้าน ปรากฏว่ามีน้ำฝนเหลืออีกค่อนครึ่ง เขาปิดฝาโอ่งแล้วเรียกน้องชายมาช่วยกันลากตุ่มลอยตามน้ำที่ท่วมถึงหน้าแข้งมาวางชิดกับเสา ความที่กลัวว่าตุ่มน้ำจะลอยไปตามน้ำเขาใช้เชือกฟางผูกโยงไว้กับเสา หญิงชราวัยเจ็ดสิบกับเด็กชายนั่งตัวสั่นอยู่ตรงม้านั่งระเบียงบ้าน
“พวกเองช่วยกันเก็บของกันไปเถอะ กูทำอะไรไม่ถูกแล้ว...”
น้องชายหัวเราะหึๆ
“แม่เฒ่าไปเก็บเงินของแม่เฒ่าไว้ก่อนเถอะ ของอย่างอื่นในห้องไว้อย่างนั้นแหละ ยังไม่ต้องเก็บประเดี๋ยวพวกฉันจัดการกันเอง”
“เออๆ” แกผงกศีรษะ
“แก้มอย่าเดินลงมาเล่นในน้ำนะ ประเดี๋ยวน้ำจะกัดเท้าเอา”
เขากำลังจะผละไปอยู่แล้ว แต่ดูเหมือนคำว่า “น้ำจะกัดเท้า” ทำให้เด็กน้อยประหลาดใจ แกจึงร้องถามขึ้นว่า “ปะป๋าทำไมน้ำมันกัดเท้า น้ำมันมีเขี้ยวหรือไงป๋า”
เท่านั้นเอง พวกเขาก็หัวเราะกันครืน...
จริงสินะ...ทำไมน้ำมันมีเขี้ยวหรือไง... เขาคิด

เข้าไปขนของในห้องของคนเฒ่า ปรากฏว่า ‘สมบัติบ้า’ ใน
ห้องของแกมีมากกว่าของใคร ไม่รู้ว่าเก็บสะสมไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ เขาเปิดตู้เสื้อผ้าออกมาดู มีทั้งผ้าห่ม ปลอกหมอน เสื้อผ้า ผ้าขี้ริ้ว จาน ชาม... ของเหล่านี้กว่าจะช่วยกันเก็บจนหมด เวลาก็ล่วงเข้ายามบ่าย
นึกอะไรขึ้นมาได้ เขารุดไปตักน้ำในโอ่งใส่ขวดสำรองเอาไว้ ครูหนุ่มสลัดความคิดฟุ้งซ่านที่ติดตัวมา เดินหาขวดเปล่าพลางนึกไปยังของกินของใช้... อะไรอีกล่ะ... น้ำ...ไฟ อากาศขมุกขมัว แสงแดดจางไปทีละน้อย
เขานึกถึงนมลูกขึ้นมาได้ รีบเดินไปดูที่หัวบันไดปรากฏว่าเหลืออยู่ไม่กี่กล่อง ก่อนที่จะลืมเขาหันไปบอกให้ภรรยาเปิดแก๊สลวกขวดนมเอาไว้
น้ำเริ่มเอ่อท้นท่วมสูงขึ้นเรื่อยๆ จนก้มลงไปก็มองไม่เห็นกระเบื้องปูพื้นที่เท้าแล้ว ต่อจากนั้นหลังจากขนย้ายของเบาๆ จำพวกเอกสาร เสื้อผ้า แล้วก็ของใช้ส่วนตัวจนหมดแล้ว พวกเขาช่วยกันลากโต๊ะออกมากลางบ้าน วางแผนยกของหนักไปทีละขั้น เริ่มด้วยจักรเย็บผ้า วางของกระจุกกระจิกบนจักรเย็บผ้าอีกที ตามด้วยพัดลมตั้งพื้น ชั้นวางรองเท้า กรอบรูป ส่วนตู้เย็นหลังบ้านนั้นถอดปลั๊กแล้วยกวางบนโต๊ะกินข้าว ทีวี ๒๔ นิ้ว ขนขึ้นไปเก็บไว้ข้างบน
เขาหยั่งคะเนดูระดับน้ำ... ‘น่าจะสูงไม่ถึงตะโพก’ ลากเก้าอี้มาสองตัว ช่วยกันยกตู้กับข้าวที่อยู่ในครัวขึ้นไปวางบนเก้าอี้อีกที
ตั้งแต่เช้าจรดบ่าย กินเวลายืดยาวโดยที่ไม่ได้หยุดพักเหนื่อยแม้แต่ชั่วอึดใจเดียว ทุกคนต่างช่วยกันขนของหนีน้ำกันอย่างจ้าละหวั่น เขาเองเดินขึ้นๆ ลงๆ จากชั้นล่างขนของไปไว้บนชั้นบน เดินขึ้นลงเป็นว่าเล่นจนขาแข้งเริ่มแข็งตึงก้าวไม่ออก แต่สมบัติพัสถานประดามีที่ซื้อสะสมกันไว้ในบ้าน และที่ต้องรีบเก็บก็ยังไม่แล้วหมดจนนึกท้อใจ... ไม่รู้ว่าปล่อยให้มันพอกพูนขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เมื่อสักครู่เขาช่วยกันลากเก้าอี้รับแขกซึ่งเป็นเก้าอี้ไม้หนักอึ้งไปไว้บนกองไม้ข้างบ้าน แล้วช่วยกันระดมแรงยกรถมอเตอร์ไซค์ขึ้นไปบนกองไม้ กว่าทุกอย่างจะแล้วเสร็จแต่ละคนก็หมดแรงอ่อนเปลี้ยไปตามๆกัน
เวลาล่วงคล้อยไปเรื่อยๆ
“โอ๊ย... เหนื่อยชะมัดยาด” เขาได้ยินเสียงใครบางคนร้องออกมา
เด็กๆ บางคนซึ่งเป็นหลานๆ ของเขานั่นแหละลอยคอตามน้ำว่ายน้ำเล่นเป็นที่สนุกสนาน ตรงถนนหน้าบ้านนั้นน้ำเริ่มไหลแรงขึ้นเรื่อยๆ เขายืนดูอยู่สักครู่ก็เห็นนายทหารหนุ่มที่ตาข้างซ้ายพิการจากอุบัติเหตุข้างหนึ่งเดินถือฟูกที่นอนเหยียดไว้บนศีรษะลุยน้ำตรงไปยังบ้านของลุง นายทหารหันมาร้องทัก
“ว่าไง เก็บของกันหมดหรือยัง...”
“เกือบหมดแล้วล่ะ” เขาระบายรอยยิ้ม เหลือบไปมองที่นอน “คืนนี้นอนกันที่บ้านลุงบุญกันหรือ...”
“อื้อ” เขาพยักหน้าหัวเราะแหะๆ
ตอนนั้นน้ำเอ่อสูงถึงระดับต้นขาแล้ว

ตกเย็นโพล้เพล้สายฝนเริ่มซาเม็ดลง เขากับน้องชายจึงมีเวลา
เดินลุยน้ำไปดูนมที่ตลาด บนสะพานเวลานั้นไม่เหลือที่ว่างแม้แต่จะให้เดินแทรก ทุกตารางนิ้วดูเหมือนว่าถูกยึดครองไปด้วยผู้คน บ้าง กระจุกตัวกันอยู่ท้ายรถตุ๊กๆ บ้างชะโงกคอดูน้ำในคลอง บ้างเดินไปออกันอยู่ที่คอสะพานทำให้บรรยากาศรอบข้างดูเผินๆ เหมือนกับอยู่ในวัดที่มีงานเทศกาลรื่นเริงไม่มีผิด เขาเดินเลี่ยงไปบนไหล่ทาง มองดูเมืองซึ่งจมเรี่ยอยู่ในน้ำอย่างไม่เชื่อสายตา เมืองซึ่งบัดนี้กลายเป็นอัมพาต
มันยืนตะคุ่มอยู่อีกฟากหนึ่งไม่ไกลออกไปนัก ฟากหนึ่งเป็นวัดใหญ่ มีเขากับเพื่อนมนุษย์อีกจำนวนหนึ่งยืนอยู่ตรงกลางได้แต่เหลียวมองอยู่ห่างๆ บัดนี้เขารู้ซึ้งแก่ใจดีแล้วว่ามนุษย์กำลังถูกแยกจากกันโดยมีสายน้ำเป็นตัวขวางกั้น บ้างเก็บตัวอยู่ในบ้าน บ้างมายืนตากฝนอยู่กลางถนน ท่ามกลางสายน้ำรอบด้าน มีเวลาได้พิจารณาการกระทำและชีวิตที่ผ่านมา เขาเองก็ออกมาซื้อของมองดูรถราที่จอดขวางระเกะระกะอย่างรำคาญตา บนสะพานเป็นที่เดียวที่ปลอดพ้นจากการรุกรานของสายน้ำ หยั่งลึกทุกห้วงอณูความรู้สึกที่แฝงเร้นอยู่รอบข้าง เก็บเกี่ยวทุกภาพที่ปรากฏต่อสายตา ทุกอากัปกริยาของผู้คนที่คลาคล่ำอยู่เบื้องหน้า เป็นส่วนหนึ่งของอุทกภัยที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันและไม่มีใครรู้ล่วงหน้า ไม่มีแม้เสียงเตือนภัย ไม่มีแม้คำเตือนใดๆ
นึกเยาะหยันแบบแผนของชีวิตและสาปแช่งความโง่งมมืดบอดของตน เขานึกถึงกฎเกณฑ์ของธรรมชาติซึ่งดำรงอยู่ตลอดกาลแต่เราก็ไม่เคยเฉลียวใจ ต้องรอให้สายน้ำแห่งชะตากรรมโจมตีเพื่อจะปลดปล่อยตัวเองออกจากความโง่งม
เขาเดินลิ่วไปยังตลาด ทั้งรถราและร่มผ้าหลากสีสันเบ่งบานราวกับอยู่กลางสวนที่เต็มไปด้วยดอกไม้สดสะพรั่ง แต่งแต้มความขมุกขมัวให้เป็นที่สดชื่นของสายตา
เขาเหลือบไปเห็นสีหน้าอันซีดเซียวของตัวเอง สะท้อนอยู่ในกระจกหน้ารถ ฉุกใจขึ้นได้ว่ายังมีเงาทะมึนแห่งสายฝนก่อตัวอยู่เบื้องหน้า เขาหยุดเดินปลุกตัวเองให้ตื่นขึ้น เส้นทางชีวิตในระหว่างวิกฤติเผยตัวขึ้น เขาทำได้ก็เพียงสำรวจสายตาไปรอบๆ ปล่อยให้ภาพต่างๆ เชื่อมโยงเข้าหากัน
พื้นที่เกาะกลางแปรสภาพเป็นที่วางของชั่วคราว ต้นไม้ที่ทางการปลูกไว้ถูกเหยียบล้มระเนระนาดขวางทาง ในซอยข้างห้างสรรพสินค้าน้ำท่วมขัง มีแต่ขยะกับสิ่งปฏิกูลลอยกระเพื่อมตามน้ำ ผู้คนเริ่มพลุกพล่านกว่าตอนเช้า ต่างออกมาเดินซื้ออาหารไปเก็บตุ

โดย kai เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2547 22:11:21 น.

 print friendly version 
จำนวนคนดู 3639 ครั้ง
 Member username  password remember me  สมัครสมาชิก  Go to top.
 Web Statistics : online 0 member(s) of 24 user(s) from all 203 member(s). SoftGanz Group. My Sql Database Server. PHP. The Apache. Mozilla. Nedstat Basic - Free web site statistics
Personal homepage website counter
User count is 7951929 person(s) and 26592675 hit(s) since Apr,27 2004 , current hit 1 time(s).
The Coca-Cola Foundation