รักษ์คลองอู่ตะเภา ฟื้นชีวิตให้สายน้ำ
หน้าแรก ข้อมูลทั่วไป สารคดี ฟอรั่ม มีอะไรใหม่
คืนมะโรงน้ำแดง : หน้าหลัก

 หมวด

บทนำ (2)
บทกวี (6)
เกร็ดน้ำท่วม (1)
เรื่องสั้น (8)
เมื่อครั้งน้ำใหญ่มา

เมื่อครั้งน้ำใหญ่มา
รัตนชัย มานะบุตร

สามวันสามคืนที่ฝนตกเหมือนฟ้ารั่ว เสียงน้ำดังซ่าๆ อยู่
รอบทิศเหมือนเขื่อนแตก...
ยายแมะจิพยายามข่มใจหลับ ‘เรือนจะพังไหมหนอ...ทว่าน้ำยังไม่สูงพอ’
เขาคอหงส์แลเหมือนเมฆก้อนมหึมา และขยายตัวใหญ่โตเรื่อยๆ ยืนตระหง่านคล้ายช้างชูงวง งวงที่ยาวยืดไปยังทะเล ดูดเอาน้ำมากมายมาเก็บไว้ในท้องของมัน แล้วระบายน้ำในท้องขุ่นๆ ออกมาไหลลงที่ลาดต่ำแผ่กระจายกินอาณาบริเวณกว้างรอบ ๆ
ผู้ใหญ่สะตอปานั้น เดินลุยน้ำเข้าออกระหว่างศูนย์อำนวยการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมกับหมู่บ้าน บอกให้ทุกคนขนย้ายสิ่งของขึ้นเก็บบนที่สูง จูงวัวควายแพะแกะไปยังที่ที่ปลอดภัย แกลุยน้ำไปทุกที่ที่ไปได้ เหมือนบ้านทุกหลังเป็นของตัวเอง แกรับภาระหนักเหมือนแบกภูเขาคอหงส์ไว้บนบ่า
บ้านหลังสุดท้ายที่แกพาร่างอันอวบอ้วน พร้อมผู้ช่วยซึ่งตัวผอมกะหร่อง ลุยน้ำลงทุ่งนาคือเรือนสี่เสาของยายแมะจิ
“ไปจากที่นี่เถอะยายแมะ...หากน้ำทะเลหนุนและน้ำใหญ่จากสะเดาลงมาสมทบ ที่นี่ดูแล้วไม่ปลอดภัย”
“เอ็งสองคนไม่ต้องห่วงเราหรอก ที่ตรงนี้มันสูง น้ำคงท่วมไม่ถึง...”
“หากน้ำใหญ่มาก็ตายกันหมดหรอก” คนตัวผอมรู้สึกคันปากขึ้นมา เมื่อเห็นยายแมะจิยังไม่ทุกข์ร้อน
“ตายน่ะรึ...พูดจาสาปแช่งเป็นนิสัยไม่ดี มนุษย์จะชี้ชะตาคนแทนพระองค์อัลเลาะห์ไม่ได้หรอก...หากน้ำใหญ่มาจริง ข้าก็เตรียมแพสำหรับเราสองคนเอาไว้แล้ว”
ยายแมะจิชี้ไปยังท่อนกล้วยถูกเย็บขึ้นมาเป็นแพ ผู้ใหญ่สะตอปาเห็นความรอบคอบของยายแมะจิก็อุ่นใจขึ้นบ้าง
“ดีแล้วละที่รู้จักเอาตัวรอด”
“ใช่...ลุงผู้ใหญ่กลับไปเถอะ เราสองคนรู้ว่าจะเอาตัวรอดได้อย่างไร?” คำพูดของกอเดร์คล้ายสนับสนุนยายแมะจิ
“ก็ตามใจ ดูแลตัวเองให้ดีๆ ล่ะ”
ผู้ใหญ่สะตอปานั้นทำหน้าที่ของเขาแล้ว ยังมีงานมากมายที่ต้องทำ ไม่มีเวลาพูดมากกับสองยายหลานคู่นี้อีก...รู้ว่าขณะนี้ในตัวเมืองหาดใหญ่นั้นไม่มีใครเข้าไปได้อีกแล้ว คนจำนวนมาก ที่ไปติดอยู่ที่นั่นยังกลับออกมาไม่ได้ แม้แต่รถยนต์ของตัวเองยังจอดทิ้งไว้ที่สะพานลอยเลย อาศัยรถสิบล้อคนอื่นกลับมาถึงบ้านได้ก็นับว่าโชคยังดี
คนทั้งสองกลับไปแล้ว ทิ้งยายหลานให้คงอยู่... อยู่สู้กระแสน้ำหรืออยู่เพื่อจะหนีหากมีน้ำใหญ่มา
“ไอ้กอเดร์ มึงดูแพอีกทีสิว่ามันรับน้ำหนักเราไหวไหม?”
“ยายคิดผิดแล้วล่ะ คิดหรือว่าผมจะไปกับแพต้นกล้วยนี่...ผมไม่ไปหรอก”
“อ้าว มึงไม่ไปกับแพแล้วจะไปกับอะไรเล่า?”
“ผมก็จะล่องไปบนผิวน้ำเหมือนงูหลาม หรืออาจจะดำลงใต้น้ำเหมือนเต่าไง”
“กูจะไม่พูดเรื่องนี้กับมึงอีก”
ยายแมะจิไม่กลัวน้ำ แม้มันจะสูงกว่านี้.... พระองค์อัลเลาะห์สอนให้คนรู้จักป้องกันตนเองก่อนจึงมอบให้พระองค์คุ้มครอง การที่แกไม่ไปกับผู้ใหญ่สะตอปาถือว่าแกทำถูกต้องแล้ว ถ้าน้ำใหญ่มาจริง ๆ แกก็จะขึ้นแพ ถือว่าแกใช้วิธีป้องกันตัวเองแล้ว ส่วนแพจะล่องลอยไปขึ้นที่ใดนั่นเป็นความประสงค์ของอัลเลาะห์
หากน้ำใหญ่มาแกก็จะขนเสบียงรวมไปถึงเป็ดไก่และแม่แพะขึ้นแพ ส่วนไอ้กอเดร์มันจะไปด้วยหรือลอยคอไปเองก็แล้วแต่มัน เมื่อปล่อยเชือกแพก็จะลอยไปตามกระแสน้ำ แกสามารถถ่อหัวแพให้เหไปจอดที่เขาคอหงส์หรือที่สูงที่ใดที่หนึ่งก็ย่อมได้ หรือจะปล่อยให้มันล่องไปตามยถากรรม หากมีอันเป็นไปแพอาจไปติดเถาวัลย์ไม่สามารถเคลื่อนไปได้ หรือลอยไปยังทะเลจนเสบียงหมด แกก็ยังเชื่อในปัจจัยที่อัลเลาะห์ประทานให้แก่สิ่งมีชีวิตไม่ให้อดตาย ขอเพียงแกต้องอดทนด้วยศรัทธาอันแรงกล้าเท่านั้น
‘ศรัทธาอันแรงกล้า’ แกนึกถึงไอ้กอเดร์ ไอ้นี่มันต้องให้มันขี่แพไปกับแพะถึงจะเหมาะเพราะมันไม่เคยเชื่อพระเจ้า
เมื่อคิดถึงมันทีไร จะมาลงเอยที่ ‘ไม่รู้มันเป็นลูกใคร?’
ยายแมะจินึกถึงวันที่ได้มันมา วันนั้นแกเข้าหลบฝนใต้ศาลาซึ่งขณะนั้นสองข้างทางเจิ่งนองไปด้วยน้ำ ได้ยินเสียงร้องจึงรู้ว่ามีคนทิ้งเด็ก ตัวมันอ้วนท้วนในห่อผ้าขนหนู
‘นั่นมันคือไอ้กอเดร์ เจ้าตัวขบถที่เติบโตมาสิบสองปีเต็ม’
‘มันเป็นลูกใคร?’
คำถามเช่นนี้มีมาตั้งแต่อุ้มมันกลับในวันแรก
แกมั่นใจว่าพ่อแม่ของมันคงไม่ไช่คนแถวนี้ คนบ้านๆ ไม่ว่าหมู่บ้านคนไทยพุทธหรือมุสลิมแกรู้จักคนตระกูลเก่าๆ ของสองหมู่บ้านนี้ดี เชื่อในความสามารถการเลี้ยงลูกไม่ให้อดตาย แม้บางคนมีลูกเกินสิบคนก็ยังเลี้ยงลูกทุกคนให้มีคุณภาพได้ ไม่เคยมีประวัติว่าใครทิ้งลูก ไอ้กอเดร์มันต้องเป็นลูกของคนที่ผสมปนเปื้อนอยู่ในเมืองหาดใหญ่แน่นอน ‘คนที่นั่นมันร้อยพ่อพันแม่’...เคยมีคนพบทารกลอยมาติดไม้หลักผักบุ้งในคลองอู่ตะเภาอยู่เนืองๆ สงสัยคนพวกนั้นไม่มีวัด ไม่มีมัสยิด ไม่มีศาสนาสอนมันหรือไรถึงไม่มีหัวใจเป็นคน ...ไอ้กอเดร์นับว่าโชคมันยังดีที่ไม่เป็นผีประจำคลองอู่ตะเภาและจะไม่มีชื่อกอเดร์ในวันนี้
ความคิดเดิมย้อนเข้ามาอีก ‘ไอ้กอเดร์มันต้องเป็นลูกของคนในเมืองหาดใหญ่แน่นอน’
แกไม่เคยสืบเสาะหาพ่อแม่ของกอเดร์ ลูกใครก็แล้วแต่ แท้จริงมันเกิดมาบริสุทธิ์เหมือนผ้าขาว อยู่ที่แกเท่านั้นจะแต่งแต้มสีให้เป็นสีอะไรก็ได้
แต่คำตอบของยายแมะจิอยู่ที่ แกเลี้ยงลูกมาสามคน ลูกทุกคนล้วนว่านอนสอนง่าย ทั้งๆ ที่ไม่เคยใช้ไม้เรียว ให้ไปเรียนกับโต๊ะครูก็ได้วิชากลับมา ผิดกับไอ้กอเดร์ ที่ไม่เคยกลัวแม้จะหวดมันด้วยไม้ก็ตาม
ข้อสรุปของยายแมะจิ ‘ผ้าขาวผืนนี้ย้อมสีให้ก็ไม่ติด ช่างเถอะ...ปล่อยให้มันเป็นสีอะไรก็ตามใจมัน’
กอเดร์ไม่ไปเรียนกับโต๊ะครู แต่โรงเรียนไทยมันไป กว่าจะกลับมาถึงบ้านก็มืดค่ำ แกนึกหวงแหนก็ไม่เคย เคยเคี่ยวเข็ญสอนให้มันหัดอ่านอัล-กุรอานมันก็ไม่เอา ไล่ให้ไปเรียนในหมู่บ้านกับเพื่อนๆ มันก็ไม่ยอมไป แกรู้ว่าเด็กคนนี้ใช้ไม้ตีให้ตายไม่มีทางดัดสันดานมันได้ จนวัยเวลาของมันนั้นผ่านเลย แกปล่อยเลยตามเลย ทำได้เพียงสร้างตัวเองให้เคร่งครัดในละหมาด ภาพเช่นนี้ให้กอเดร์ได้เห็นหวังว่าจะซึมเข้าตัวมันบ้างเท่านั้น
แต่แล้วภาพเหล่านี้ไม่เคยติดตาไอ้กอเดร์แม้แต่น้อย แกเที่ยวเดินบอกคนอื่นๆ ให้รับรู้เพื่อให้กอเดร์ได้อับอายขายหน้า
“ถ้ามันมีหางกูจะไม่พูดสักคำ นี่มันเป็นคนแท้ๆ ไม่ยอมลุกขึ้นมาทำละหมาด หมายังดีกว่ามัน”
แทนที่กอเดร์จะอาย มันกลับตอบว่า “ที่ยายพูดน่ะหากเป็นเรื่องจริงก็ดีละสิ...ผมก็หวังว่าสักวันผมจะมีหางเหมือนยายว่านั่นแหละ”
“หา...ใครสอนให้มึงพูดเช่นนี้”
“ก็พ่อผมมีหางนี่ครับ ไม่แปลกหรอกที่ผมจะมีหางเหมือนพ่อ”
“ใครกันเป็นพ่อของมึง”
“บอกไปยายก็ไม่เชื่อหรอก... บอกให้ก็ได้ว่าพ่อผมน่ะตายไปแล้ว แต่ตอนนี้พ่อเกิดมาเป็นเต่า”
ยายแมะจิถึงกับส่ายหน้า แกมองหน้ากอเดร์ มองลงไปถึงห้วงลึกของดวงตา...
“ไซตอน* ต้องเข้าสิงอยู่ในตัวมึงแน่ๆ มุสลิมไม่มีใครกล้าพูดเช่นนี้หรอก...รู้ไหมล่ะการพูดเช่นนี้มันตกนรก มึงต้องรู้สิว่าคนเราน่ะเกิดมาในโลกดุนยา*นี้หนเดียวตายหนเดียวเท่านั้น”
“จะให้ผมเชื่อเหมือนยายน่ะรึ...ไม่หรอก”
ยายแมะจินึกอยากจะตบหน้าสักฉาด “ไอ้มึงมันขบถ...กูขี้เกียจพูดกับมึงอีกแล้ว”
มันจะเป็นลูกใครก็แล้วแต่ หากคราวนี้น้ำท่วมใหญ่อาจเป็นอุทาหรณ์สอนมันก็ย่อมได้
ยายแมะจินั้นคิดว่าสิ่งที่ไอ้กอเดร์พูดมานั่น เป็นความเชื่อของชาวดงคนดอยหลงยุคหลงเผ่าก่อนท่านศาสดามูหัมหมัดเกิดเสียด้วยซ้ำ แม้แต่ไอ้วัน ไอ้วิน เณรสง เณรสี คนรุ่นแกก็ยังไม่เชื่อเช่นมัน ไม่รู้ว่ามันเอาความเชื่อนี้มาจากไหน? มาตกอยู่กับมันได้อย่างไร?...ไม่รู้ว่าไซตอนตนไหนสอนมัน...

กอเดร์นั้นรู้ว่าตัวเองไม่มีแม่ เมื่อมีผู้หญิงคนหนึ่งหน้าตาดีมาก
มาหาที่โรงเรียน ผู้หญิงคนนั้นถามว่า “เธออยู่กับยายแมะจิใช่ไหม?”
“ครับ เราอยู่กันสองคน”
“เรียกแม่สิ...นี่แหละแม่ของเธอ”
เขาก็ดีใจแต่ไม่มั่นใจ จะเรียกคำว่า ‘แม่’ ก็เรียกไม่เต็มปากเต็มคำ ต่อมาผู้หญิงคนที่อ้างตัวเป็นแม่ซื้อข้าวซื้อของมาฝากทุกวัน ความสนิทสนมค่อยๆ ก่อตัว
กอเดร์นั่งรถสองแถวไปโรงเรียน ตอนโรงเรียนเลิกผู้ที่อ้างตัวเป็นแม่ขับมอเตอร์ไซค์มารับพาไปเล่นที่บ้านก่อนส่งกลับเรือนสี่เสา ยายแมะจินั้นห่างเหินในเมือง ห่างเหินผู้คน ไม่เคยสนใจต่อโลกข้างนอก หรือแม้กระทั่งกอเดร์ที่แกเลี้ยงมากับมือก็ตาม แกเคยถามกอเดร์เพียงครั้งเดียว หลังจากเห็นว่ามีผู้หญิงขับมอเตอร์ไซค์มาส่ง
“ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร?”
“เป็นคนที่ใจดีกับผมที่สุด”
วันหนึ่งขณะอยู่ในบ้านของผู้ที่อ้างตัวเป็นแม่ ผู้ที่ถูกเรียกว่าลูกถามขึ้นว่า “ไหนละที่แม่บอกว่าวันนี้พ่อจะกลับมาอยู่บ้าน?”
ผู้อ้างตัวเป็นแม่รู้สึกอึดอัดต่อคำถาม เลยชี้ไปยังตู้ที่มีเต่าตัวเขื่องขังอยู่ในนั้น “นี่ไง...พ่อของลูก”
“แม่โกหก นี่มันเต่านี่นา”
ผู้อ้างตัวเป็นแม่หัวเราะ “แม่พูดจริง เมื่อชาติก่อนนั้นพ่อของลูกเคยเกิดมาเป็นคน แต่ชาตินี้พ่อของลูกเกิดมาเป็นเต่า”
เธอบอกลูกของเธอเช่นนี้เพราะเธอคิดว่ามันมีเหตุผล ทั้งๆ ที่ไปพบหลวงพ่อเพื่อค้นหาเหตุผลและไขปริศนาฝันหลังจากเธอฝันเรื่องเดียวติดต่อกันหลายคืน จนในที่สุดเธอก็ได้มาพบกับชายในฝันและได้ร่วมหลับนอนด้วยกัน จะเป็นความบังเอิญหรืออะไรก็แล้วแต่ เธอก็ตั้งท้องกับเขาทั้งๆ ที่ไม่อยากให้ท้อง แล้วเขาก็ตายไปจากเธอชั่วนิรันดร์ เธอพยายามหักใจไม่ให้คิดเรื่องนี้อีก เธอทำได้แค่อยากสะเดาะเคราะห์ด้วยการปล่อยสัตว์ เธอซื้อเต่ามาขังไว้ตั้งใจจะปล่อยในวันพระ เป็นเรื่องแปลกมาก วันแรกที่เธอนำเต่าตัวนั้นมาไว้ในบ้าน ความฝันนั้นย้อนกลับมาอีก คล้ายดั่งเขาเข้ามาอยู่ในบ้าน เธอพยายามคิดว่า ‘แค่เรื่องฝัน’
หลังจากเล่าความเป็นไปของเธอให้หลวงพ่อฟัง
“ลูกเอย สังวรภาพความรักในอดีตมันกำลังตามลูกอยู่...”
“หนูไม่เข้าใจเลยคะ ว่าปัจจุบันจะไปเกี่ยวข้องอะไรกับอดีตที่ผ่านมา”
“ความจริงมันก็ไม่น่าเกี่ยวกันหรอกลูก แต่จิตที่ยึดมั่นจะทำให้เกาะเกี่ยวกันไม่รู้จบ สิ่งที่เหนือเหตุผลก็เกิดขึ้นได้เสมอถ้ามนุษย์มีชีวิตอยู่ได้เคยมีความรักมั่นคงต่อกัน แม้เขาจะตายจากลูกไป แต่ลูกยังไม่ตาย ลูกจึงยังไม่ลืมเขา และด้วยภาวะจิตที่ผูกพันกันทำให้ลูกคิดไปเองว่านั่นคือเขา... ลูกคิดว่าเต่าตัวนั้นเป็นเขา... ความรักและความสงสารก็เกิดขึ้นเหมือนเคยร่วมทุกข์สุขกันมา แม้ความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นก็ตาม เรื่องแบบนี้มันยากจะอธิบายแก่คนไม่มีความรู้เรื่องจิตวิญญาณอย่างลึกซึ้งให้เข้าใจได้...แต่เชื่อเถอะไม่ต้องไปหาเหตุผลอะไรนักหรอก อยากบอกลูกหน่อยว่าอดีตมันก็ผ่านมาแล้วควรลืมมันเสีย ปัจจุบันนี่แหละสำคัญ ลูกจงทำดีเข้าไว้ ผลกรรมดีจะส่งผลต่อลูกเองในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง”
แต่ ณ ปัจจุบันความผูกพันระหว่างเต่ากับเธอจะแยกจากกันไม่ได้อีกแล้ว แม้ความฝันคืนวันเก่าๆ ที่ตามมาหลอกหลอนได้ห่างหายไปแล้วหลังจากได้อาบน้ำมนต์หลวงพ่อ

เธอมองตาลูก ดวงตาคู่นั้นช่างละม้ายคล้ายเขา... ใช่... ช่าง
ละม้ายคล้ายเต่าในตู้
‘ชาติก่อนพ่อของลูกเป็นคน’ ผู้อ้างตัวเป็นแม่จะใช้คำพูดประโยคนี้กับลูกบ่อยขึ้น ทั้งๆ ที่ไม่มีเหตุผลใดเลย นานวันเธอก็ค่อยๆ คล้อยไปตามปากที่เธอพูด
ชั่วโมงที่อยู่ในบ้าน กอเดร์ชอบให้ผู้ที่อ้างตัวเป็นแม่นำเต่าออกจากตู้มาเล่นด้วยกัน และพอใจที่จะระบายสีน้ำในกรอบสี่เหลี่ยมบนหลังของพ่อเป็นสีต่างๆ ตามแต่ใจจะให้พ่อของเขาเป็น ซึ่งในแต่ละวันจะให้สีไม่เหมือนกัน
“ได้เวลากลับแล้วล่ะ...เร้ว”
“ผมไม่อยากกลับเลย อยากเล่นกับพ่ออีก”
“ไม่กลับไม่ได้หรอกลูก ตอนกลางคืนแม่ต้องไปทำงาน...ลูกต้องให้พ่ออยู่ในตู้เงียบๆ บ้าง วันนี้ลูกกลับไปหายายก่อน พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่...คืนไหนแม่หยุดงาน แม่ค่อยหาโอกาสขออนุญาตยายให้ลูกมานอนที่นี่...”
ผู้ที่อ้างตัวเป็นแม่รู้ถึงปมด้อยตัวเองดี ที่เธอทำงานเป็นนางกลางคืนอยู่ก็เพราะลูก ไม่อยากดั้นด้นกลับภูมิลำเนาตัวเองก็เพราะเรื่องนี้...

เรือนสี่เสาโดดเด่นอยู่บนจอมปลวกกลางทุ่งนาร้าง รอบๆ เรือน
ปลูกผักจำพวกมะเขือ ถั่วฝักยาว ตะไคร้ รวมไปถึงกล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ เล้าไก่และคอกแพะ แกขอที่ดินจากผู้ใหญ่สะตอปาปลูกเรือนอาศัยเพียงเวลา‘ไม่กี่ตัวเสื้อ’เท่านั้น....เรือนสี่เสาจึงโดดเดี่ยวจากหมู่บ้าน โดดเดี่ยวจากลูกๆ ซึ่งมันมีที่มาที่ไปที่ยืดยาว
‘หากอยู่ร่วมกับคนหมู่มากไม่ได้ ก็จะขออยู่อย่างโดดเดี่ยวยังจะดีกว่า’
นี่คือข้อสรุปที่มาของเรือนสี่เสา ซึ่งมีอายุสิบสองปีเท่ากับอายุของไอ้กอเดร์...
หากขณะนี้เรือนสี่เสาถูกล้อมรอบไปด้วยน้ำ ไก่ในเล้ากำลังชูคอร้องจ้อกๆ ทำท่ากางปีกบินหาที่เกาะสูงๆ และแพะสามตัวเบียดตัวแย่งที่ยืน ทุกๆ นาทีระดับน้ำจะไล่จนเกือบไม่มีพื้นที่ให้ยืนอีกแล้ว
ยายแมะจิระแวดระวังทุกลมหายใจเข้าออก ชะโงกดูน้ำแล้วจึงมองหาไอ้กอเดร์ “ไอ้กอเดร์เอ้ย มึงทำอะไรของมึงอีกรึ?”
“กำลังทดสอบแพของยาย...”
“ไม่ต้องยุ่งกับมันหรอก กูผูกไว้แน่นแล้ว เดี๋ยวเกิดหลุดลอยน้ำไปเราก็จะลำบาก”
“ที่แท้ยายก็กลัวตายเหมือนกัน”
“มึงมันพูดไม่เข้าท่าเอาเสียเลย...กูจะไปกลัวตายทำไมเพราะกูมีแพต้นกล้วย และกูก็ยังมีอัลเลาะห์เป็นที่พึ่ง ห่วงแต่มึงเท่านั้นที่ยังไม่มีอะไรยึดเหนี่ยว”
“ยายน่ะไม่ต้องห่วงผมหรอก ถึงไม่มีแพต้นกล้วยนี่ผมก็จะกลายเป็นเต่าดำน้ำไปสู่โลกกว้างที่ไม่เคยพานพบเห็นมาก่อน”
“กูบอกมึงกี่ครั้งแล้วฮะว่าอย่าพูดเล่นเช่นนี้ นรกจะกินหัวเอา”
“ยายครับ ผมยืนยันคำพูดผมเช่นนี้นะยาย”
“มึงอย่าพูดเป็นเล่นไป รีบๆ ไปเก็บยอดมันมาตุนไว้ให้แพะ แล้วก็จับมันขึ้นมาไว้บนเรือน ไก่กี่ตัวๆ พาขึ้นมาไว้บนนี้ให้หมด รีบๆ เข้า”
คืนนั้นสองคนรวมทั้งแพะและไก่อยู่รวมกันบนเรือนสี่เสา ยายแมะจิคุดคู้อยู่ใต้ผ้าห่มสีมอๆ ข้าวสารถูกเทลงไปในหม้อ หากเรือนสี่เสาถูกตัดขาดจากโลกภายนอกเจ็ดวันข้าวสารในถังถึงจะหมด เมื่อวันนั้นมาถึงสิ่งมีชีวิตบนเรือนสี่เสาก็จะไม่มีอะไรกิน
น้ำได้ขยับขึ้นมาถึงบันไดขั้นที่สองแล้ว แพต้นกล้วยผูกด้วยเชือกลอยล่องเล่นน้ำอยู่หน้าบันไดเรือน
“หากเรือนยังอยู่กูก็จะไม่ทิ้งมัน” ยายแมะจิเปรยขึ้น
“หากเรือนเราจมน้ำล่ะ”
“เรื่องนั้นกูไม่ห่วง กูก็มีแพ...กูห่วงแต่มึงนะสิ”
“ยายไม่ต้องห่วงผมหรอก ผมอยู่ในน้ำได้”
“ตั้งแต่เลี้ยงคนมา กูก็ทนฟังคำพูดเหลวไหลของมึงคนเดียวนี่แหละ..นี่ถ้าเป็นลูกหลานลองมาพูดอีแบบนี้กูจะตบให้หัวหมุนเชียว”
แกคิดเงียบๆ ‘ไอ้นี่ต้องเกิดมาจากคนที่ผสมปนเปื้อนในเมืองหาดใหญ่แน่นอน มันมีแค่ชื่อเท่านั้นแหละที่ผ่าเหล่า แต่หัวใจของไอ้นี่มันไม่ใช่ มันจะเป็นลูกใครก็ช่างมันเถอะ’
ดึกสงัดคืนนั้นลมฝนยังคงกระหน่ำ น้ำค่อยๆ สูงขึ้นๆ ความง่วงไม่เคยละเว้นใคร แต่ทั้งสองหาได้หลับหรอก หลังคามุงจากที่เพิ่งผลัดเปลี่ยนใหม่ไม่นาน อย่างน้อยตับสองตับถูกลมพัดโหมตลบจบเห็นฟ้า ฝนร่วงกรูลงมาเสื่อ ลมแรงทำให้ตัวเรือนแกว่งๆ คล้ายจะหลุดไหลไปกับสายน้ำ
“กอเดร์เฮ้ย มึงขึ้นไปแต่งมุงจากให้มันเหมือนเดิมทีซิ” แกโผล่หน้าออกจากผ้าห่มก่อนจะถอยร่นไปชิดติดกับแพะ
กอเดร์รีบลุกขึ้นทำตามคำสั่ง ปีนป่ายขึ้นไปยังหลังคา มันโผล่หัวทะลุตรงช่องโหว่มองออกไปรอบๆ เรือน เห็นระดับน้ำที่กระเพื่อมเป็นขอบสีแพรวพราวจากสายฝนที่กระหน่ำลงมา ที่หมู่บ้านเคยมองเห็นแสงไฟฟ้ากลับมืดสนิท ผืนน้ำคล้ายผืนทะเลกว้างกระตุ้นจิตใจเขาให้พบกับความสนุกสนานลิงโลด...
“ยายๆ เห็นแผ่นหลังผมไหม...ดูให้ดีสิ”
“ทำไม? กูให้มึงขึ้นไปปิดตับจาก ไม่ใช่ให้มึงขึ้นไปเล่น”
“แผ่นหลังของผมสิ...รู้สึกนูนและแข็งเป็นกระเบื้องแล้วล่ะยาย”
“อะไรของมึงฮึ...” ยายรู้สึกโมโหขึ้นมาทันที
“ยายๆ ดูก้นผมสิ นี่ๆ ผมกำลังจะมีหาง”
“มึงเป็นอะไรของมึงฮึ” แกก็พยายามเพ่งมอง แต่ไม่เห็นมีอะไร
“ยายๆ แขนผม ขาผมกำลังหดสั้น....ผมกำลังจะกลายเป็นเต่าแล้วล่ะยาย”
“มึงจะบ้าไปแล้วรึไง กูยังไม่เห็นมีอะไร”
“ไม่บ้า ผมไม่ได้บ้า น้ำใหญ่มันกำลังมาถึงแล้ว ยายรีบไปขึ้นแพท่อนกล้วยของยายเถอะ ผมจะไปแล้วล่ะ”
ยายพยายามแหงนหน้ามอง “มึงจะไปไหน?”
“โน้นไงยาย พ่อของผมพาพรรคพวกมามากมาย พวกเขากำลังรอผมอยู่...ยายผมไปล่ะ”
เสียงแกรกๆ แล้วกอเดร์ก็แทรกตัวจนหลุดขึ้นไปยืนบนหลังคา เสียงหล่นตูมลงน้ำ แรงกระโดดทำให้ตัวเรือนแกว่งอีก...
“บ้าจริง ใครกันพ่อของมัน...ไซตอนเข้าสิงมันแล้วจริงๆ”
ยายแมะจิถอนใจแล้วก็ทำใจ...
‘มันไม่ใช่ลูกหลานของเรา... อัลเลาะห์เท่านั้นที่รู้เรื่องราวลี้ลับเหล่านี้
ยายแมะจิกล่าวประโยคว่า : อินนาลิลลาฮิว่าอินนาอิลัยฮิรอยิอูน- เราเป็นของพระองค์อัลเลาะห์ เราต้องกลับไปหาพระองค์’
อาทิตย์เต็มๆ กว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติ...
เรือนสี่เสาหายไป
ยายแมะจิหายไป
กอเดร์หายไป.

โดย kai เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2547 03:15:55 น.

 print friendly version 
จำนวนคนดู 3500 ครั้ง
 Member username  password remember me  สมัครสมาชิก  Go to top.
 Web Statistics : online 0 member(s) of 25 user(s) from all 203 member(s). SoftGanz Group. My Sql Database Server. PHP. The Apache. Mozilla. Nedstat Basic - Free web site statistics
Personal homepage website counter
User count is 7951930 person(s) and 26592696 hit(s) since Apr,27 2004 , current hit 1 time(s).
The Coca-Cola Foundation