รักษ์คลองอู่ตะเภา ฟื้นชีวิตให้สายน้ำ
หน้าแรก ข้อมูลทั่วไป สารคดี ฟอรั่ม มีอะไรใหม่
สารคดี คนค้นคลอง
เสมือนหนึ่งว่าย้อนเวลา
ต้นน้ำสายคลอง
ยามเช้าของวันนั้น
คณะทัวร์ล่องเรือ
ประสบการณ์แปลกใหม่
ขยะ! ขยะ! ขยะ!
วัดคูเต่า
ร่องรอยอดีต
ประสบการณ์แปลกใหม่ ขยะ! ขยะ! ขยะ! วัดคูเต่า ร่องรอยอดีต  

โดย ชาคริต โภชะเรือง

ประเดิมเรียกน้ำย่อย ลุงทุมพาเด็กๆ และคณะทัวร์ล่องเรือไปยังฝายน้ำล้นที่ท่าเคียน จากบางหักเรามุ่งหน้าลงทางทิศใต้ไปยังสะเดา ผ่านวัดหาดใหญ่ใน มุดใต้สะพานลอย ตรงไปอีกสักครู่เดียวก็ถึง

สายน้ำสีชาขุ่นพลิ้วระลอกอยู่เบื้องหน้า เพียงยื่นมือออกไป เราก็สามารถสัมผัสความพลิ้วไหวนั้นได้ไม่ยาก ผมนั่งอยู่บนท้ายเรือลำที่ 5 คลองอู่ตะเภาที่มองในระดับเดียวกันดูแปลกออกไป สายน้ำกำลังแผ่ตัวกว้าง พุ่มพฤกษ์ยืนต้นเป็นหย่อมๆสลับกับอาคารบ้านเรือนอยู่สูงขึ้นไปริมฝั่ง เรือหางยาวสิบลำแผดเสียงคำรามแล่นตะบึงไปข้างหน้า ผมรู้สึกเหมือนกำลังย้อนเวลากลับไปสู่อดีต ภาพเก่าๆในวัยเด็กโลดลิ่วเข้ามาอีก

อันที่จริงชีวิตเราก็สัมพันธ์กับสายน้ำมาโดยตลอด ไม่ว่าจะอยู่แห่งหนตำบลไหนและไม่เลือกเฟ้นว่าเป็นใคร ช่วงอายุ ศาสนา และเพศวัย กระทั่งคนเมืองก็เถอะ มาตรแม้นว่ากิจวัตรประจำวัน--วันหนึ่งๆ เราจะนั่งทำงานอยู่แต่ในออฟฟิศ มองไปทางไหนมีแต่ตึกปูนและห้องสี่เหลี่ยม มีเทคโนโลยีไร้ชีวิตเป็นเพื่อนร่วมทาง แต่กระนั้น ดิน น้ำ ลม ไฟ เราจะหนีพ้นไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์ด้วยก็เป็นไปได้ยาก

สายน้ำกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตเราตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ทั้งดื่มกิน อาบ ชำระล้าง หุงหาอาหาร ร่างกายของเราเองก็มีน้ำอยู่ถึง 70% โลกนี้ก็มีน้ำมากถึง 3 ใน 4 ส่วน ฟื้นผิวโลกที่เราเห็นๆกันอยู่ เป็นพื้นน้ำถึง 70% และใน 70% นี้เป็นน้ำเค็ม 97.0-97.5% และเป็นน้ำจืดเพียง 2.5-3.0%

หากแต่ในน้ำจืดทั้งหมดนี้ ส่วนใหญ่ยังเป็นน้ำแข็งที่ขั้วโลกทั้งสองเสีย 2 ใน 3 - 3 ใน 4 และเหลือเป็นน้ำจืดที่ไหลเป็นอิสระอยู่เพียงประมาณ 0.8-1.0% เท่านั้น ซึ่งก็เป็นน้ำจืดที่อยู่ใต้ดินลึกมาก หรือเป็นน้ำตามฤดูกาล เช่นน้ำฝน น้ำท่วมตามที่ต่างๆ ที่ไม่สามารถเอามาใช้ได้อีกถึง 98.8% ซึ่งจะเท่ากับว่ามีน้ำจืดเพียง 0.008-0.01% ของน้ำทั้งโลกเท่านั้น

ครั้นย้อนมามองสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ในช่วงปี 2535-2544 ประเทศไทยประสบภัยแล้งมากถึง 51-72 จังหวัด ในขณะที่แม่น้ำ ลำคลอง หลายสายที่ไหลผ่านไปยังสถานที่ต่างๆ หากมีการกั้นเขื่อน หรือฝาย เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในส่วนต้นน้ำ จะทำให้ปลายน้ำขาดแคลนน้ำ ภาวะการณ์เช่นนี้แน่นอนว่าย่อมก่อให้เกิดความขัดแย้ง มีการแย่งชิงน้ำกันขึ้น ในอนาคตอาจกล่าวได้ว่า จะเกิดสงครามแย่งน้ำขึ้นอย่างแน่นอน

ในขณะเดียวกัน เมื่อย้อนกลับมามองพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาในปัจจุบัน ก็พบว่ามีปัญหาด้านทรัพยากรน้ำมากที่สุดในบรรดาลุ่มน้ำย่อยของลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ซึ่งปัญหาที่พบก็ได้แก่ คุณภาพน้ำคลองอู่ตะเภาเสื่อมโทรมลง เนื่องจากเป็นที่รองรับน้ำทิ้ง น้ำเสีย และน้ำชะจากชุมชน อุตสาหกรรม เกษตรกรรม และพื้นที่กำจัดขยะ ในปี พ.ศ. 2542 พบว่า บีโอดี (BOD) เฉลี่ยตลอดความยาวคลองอู่ตะเภามีค่า 3.3 มิลลิกรัม/ลิตร (สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 12 สงขลา,2543) ตามมาตรฐานคุณภาพน้ำผิวดิน ตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2537 จัดว่าค่อนข้างต่ำ และล่าสุด จากการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำบริเวณปากคลองอู่ตะเภา ของสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 16 ปี 2546 จำนวน 2 ครั้ง คือเดือนเมษายน และสิงหาคม พบว่า มีค่า BOD เท่ากับ 1.91 และ 1.67 มิลลิกรัม/ลิตร แม้จะมีค่าต่ำลง แต่ก็ไม่สามารถรับประกันได้ถึงความปกติมาตรฐานของคลอง เพราะสายน้ำมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

จากการติดตามตรวจสอบคุณภาพในคลองอู่ตะเภาอย่างต่อเนื่อง โดยศูนย์วิเคราะห์และทดสอบสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรมภาคใต้ กรมโรงงานอุตสาหกรรม พบว่ามีการเสื่อมโทรมของคุณภาพน้ำเกิดขึ้นในบางช่วงของลำน้ำ จะเห็นว่า คุณภาพน้ำคลองอู่ตะเภา น้ำเฉลี่ยรายปีหลังจากไหลผ่านเขตอุตสาหกรรมและชุมชน มีค่าบีโอดีสูงขึ้นกว่าปกติ ในขณะที่ปริมาณออกซิเจนละลายน้ำ และค่าความเป็นกรดด่างต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด สำหรับปริมาณตะกอนแขวนลอยในช่วงต้นน้ำมีค่าสูงขึ้น ทั้งนี้น่าจะเกิดเนื่องจากอัตราการกษัยการสูง ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ต้นน้ำไปเป็นพื้นที่เกษตรกรรม (อนิศรา เพ็ญสุข,2544) หลังจากนั้นตะกอนใหญ่ ๆ ก็จะตกตะกอนตามลำน้ำจึงทำให้ปริมาณตะกอนแขวนลอยในน้ำลดลงบริเวณปลายน้ำ

ในขณะที่น้ำเสียจากเทศบาลหาดใหญ่ มีปริมาณความสกปรก 1,973.06 กก./วัน (เทศบาลหาดใหญ่, 2545) หรือถ้าจะดูรายละเอียดค่าความสกปรกของน้ำทิ้งจากโรงงานของจังหวัด ที่อ.หาดใหญ่ จากจำนวนโรงงาน 13 โรงงาน พบว่ามีค่าเฉลี่ย BOD ก.ก./วัน อยู่ที่ 345.31 ขณะที่อ.สะเดา จากจำนวนโรงงาน 7 โรงงาน มีค่า BOD ก.ก./วัน อยู่ที่ 126.94(สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสงขลา, 2545)

นอกจากนี้การขยายตัวของชุมชน สถานประกอบการและอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งสืบเนื่องมาจากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้มีความต้องการใช้น้ำมากยิ่งขึ้น จากความต้องการใช้น้ำ 3 ประเภทหลัก คือ อุปโภคบริโภค อุตสาหกรรม และเกษตรกรรม ในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา พบว่าภาคเกษตรกรรมมีความต้องการใช้น้ำสูงที่สุด (ประมาณ 100 ล้าน ลบ.ม.) ขณะที่ความต้องการน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และภาคอุตสาหกรรมใกล้เคียงกัน (ประมาณ 30 ล้าน ลบ.ม.) (DANCED และกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม,2542)

ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาครอบคลุม 7 อำเภอ ประกอบไปด้วย 35 ตำบล 252 หมู่บ้าน โดยมีเทศบาล 7 เทศบาล ประชากร ในปี พ.ศ. 2545 มีประมาณ 324,450 คน เฉพาะการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ มีปริมาณค่าเฉลี่ยสูงถึง 323 ลิตร/คน/วัน ขณะที่พื้นที่ที่รอบนอกมีความต้องการน้ำเพียง 65 ลิตร/คน/วัน (ข้อมูลจากการสำรวจจาก DANCED และกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม, 2542 และ ชินวัฒน์ พรหมมาณพ,2542)

เห็นตัวเลขเหล่านี้แล้วอดเป็นห่วงอนาคตข้างหน้าไม่ได้ เมื่อคำนวณความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นทุกวัน ขณะแหล่งน้ำตามธรรมชาติคือฝนก็เริ่มตกน้อยลง

ในปี 2542 ที่ผ่านมา โครงงานสิ่งแวดล้อมสหประชาชาติ( United Nations Environment Programme-UNRP) รายงานว่า นักวิทยาศาสตร์ 200 คน จาก 50 ประเทศ ลงความเห็นว่า ปัญหาที่สำคัญที่สุดของโลกในทุกวันนี้มี 2 ประการคือ 1.ภาวะโลกร้อน และ 2. ภาวะขาดแคลนน้ำจืด ประกอบกับข้อมูลนี้จะเห็นได้ว่าน้ำจะเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากในวันข้างหน้า

ใครที่คิดว่า โอ๊ย! เรื่องนี้ไม่เห็นเป็นไรเลย แค่เดินเข้าร้านสะดวกซื้อหรือร้านขายของชำหน้าบ้าน ฉันก็ซื้อน้ำกินได้อย่างไม่สำราญใจ ไม่เห็นจะต้องไปวอร่ง-วอรี่อะไร

ตราบใดที่มีเงิน ฉันก็ไม่มีวันอดน้ำ...คล้ายๆว่าความคิดจะออกมาในรูปนั้น ซึ่งว่าไปแล้วก็เป็นความคิดที่น่ากลัวนะครับ! เป็นเพราะทุกวันนี้น้ำเป็นสินค้าซื้อง่าย หาง่าย เราจึงมองไม่เห็นค่า เหนืออื่นใดเราไม่เห็นความสำคัญเพราะว่าเราไม่เคยรู้ที่มาที่ไปของมัน

มีข้อมูลที่น่าสนใจมากไปกว่านี้ก็คือ ในปัจจุบันนี้เด็กทารกในประเทศทางเอเซียและแปซิฟิค ตายด้วยโรคที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำประมาณปีละ 500,000 คน เท่ากับว่าในทุกๆ 8 วินาที จะมีเด็ก 1 คนตายไปด้วยโรคที่เกี่ยวเนื่องด้วยน้ำ(เท่ากับวันละ 10,800 คน)

ผมอยากตั้งข้อสังเกตตรงนี้ ว่าความสูญเสียที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนอะไรออกมาบ้าง? ประเทศแถบร้อนโรคที่เกี่ยวข้องกับอาหารหรือน้ำเกิดขึ้นได้ง่ายโดยตัวของมันอยู่แล้ว เสริมทับกับภาวะอนามัยของคน หรือระบบบริการสุขภาพที่ยังดูแลได้ไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ ยกตัวอย่างปัจจุบัน บุคลากรทางด้านสาธารณสุขในจังหวัดสงขลา มีรวมทั้งสิ้น 3201 คน อัตราส่วนต่อประชากร 1: 398 คน(จำนวนประชากรปี 2545 เท่ากับ 1,274,577 คน) คือเป็นแพทย์เพียง 389 คน เท่ากับอัตราส่วนต่อประชาการ 1 : 3276 คน(สนง.สาธารณสุขจังหวัดสงขลา, 2546) นอกจากระบบบริการสาธารณสุขที่ยังต้องปรับปรุง ปัจจัยสำคัญ ที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน ก็คือว่าทุกวันนี้ทรัพยากรน้ำบนโลกนี้ปนเปื้อนไปด้วยมลพิษจนหมดสิ้น ยิ่งนึกถึงสารเคมีต่างๆที่เราใช้ ทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตร ที่สะสมอยู่บนผืนแผ่นดินและไหลลงสู่แม่น้ำ ก่อนที่จะไปสะสมอยู่ในร่างกายผ่านอาหาร หรือสัมผัสผ่านร่างกายและลมหายใจ โรคร้ายแรงของคนสมัยใหม่ กว่า 80% เกี่ยวข้องกับสารเคมีไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ปัจจุบันโครงสร้างทางความคิดของชุมชนถูกทำลายลง แล้วแทนที่ด้วยการพึ่งพิงระบบเทคโนโลยีที่เราเองก็ไม่รู้จักมันดีพอ โดยการกระตุ้นผ่านกลไกของรัฐและบริษัทผู้ผลิต เราหน้ามืดตามัวกับรายได้ระยะสั้น จนกระทั่งว่าวันหนึ่ง ทุกอย่างกลับพลิกตาลปัตร หลายๆพื้นที่ในสงขลา อย่างระโนด กระแสสินธ์ มีการทำนาปีละหลายครั้ง แต่ยิ่งทำก็ยิ่งมีหนี้ สืบเนื่องมาจากต้นทุนในการผลิตสูงขึ้น ใช้ปุ๋ยเคมีในการทำนา บวกกับปัญหาขาดแหล่งน้ำจืด นาข้าวเสียหายเพราะน้ำเค็มรุกล้ำบ้าง คนที่เติบโตมาภายใต้วิถีสมัยแห่งเช่นนี้ โดยเฉพาะคนเมือง ที่ไม่ได้อยู่ในภาคการผลิต ไม่อาจเชื่อมโยงหยั่งเห็นที่มาที่ไป ของธรรมชาติที่อยู่ใกล้ตัวอีกต่อไป ระบบทุนอำนวยความสะดวกให้เราถึงเตียงนอน

พูดอีกแบบก็ต้องบอกว่าชีวิตภายใต้กระแสทุนแยกส่วนเราไปหมดแล้วทั้งวิถีชีวิตและความคิด เราดื่มน้ำโดยที่ไม่รู้จักต้นน้ำ เราทานข้าวโดยที่ไม่รู้จักต้นข้าว ชีวิตเราแยกห่างออกจากธรรมชาติไปมาก

ไม่ใช่แค่ระบบการบริหารจัดการน้ำที่เน้นเทคโนโลยีเท่านั้น จำนวนประชากรก็เพิ่มมากขึ้น สวนทางกับทรัพยากรที่มีจำนวนลดน้อยลง ประกอบกับ ผลพวงจากการพัฒนาที่ขาดความสมดุลหนุน ส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรมลง ในขณะที่จิตใจคนก็เปลี่ยนไป การเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ขาดความสมดุล ไม่ว่าจะเป็นสมดุลระหว่างเมืองกับชนบท เกษตรกรรมกับอุตสาหกรรม หรือเกิดช่องว่างระหว่างคนจนและรวย สิ่งเหล่านี้ล้วนสั่งสมรอวันที่จะปะทุระเบิดตัวทั้งสิ้น

ตาราง ที่ 1 คาดคะเนความสมดุลของน้ำในแต่ละเดือน ปี พ.ศ 2548 (หน่วย : ล้าน ลบ.ม./เดือน)

เดือน ความต้องการใช้น้ำเฉลี่ยรายเดือน ** ปริมาณน้ำท่า
เฉลี่ยรายเดือน ***
ปริมาณน้ำท่า
คงเหลือ
อุปโภค-บริโภค อุตสาหกรรม เกษตร รวม
มกราคม 2.6 2.2 15.5 20.3 89 68.7
กุมภาพันธ์ 2.6 2.2 15.5 20.3 34.4 14.1
มีนาคม 2.6 2.2 15.5 20.3 33.3 13
เมษายน 2.6 2.2 0.4 * 5.2 35.2 30
พฤษภาคม 2.6 2.2 0.4 * 5.2 32.8 27.6
มิถุนายน 2.6 2.2 0.4 * 5.2 20.1 14.9
กรกฎาคม 2.6 2.2 0.4 * 5.2 19.8 14.6
สิงหาคม 2.6 2.2 0.4 * 5.2 17.7 12.5
กันยายน 2.6 2.2 15.5 20.3 25.7 5.4
ตุลาคม 2.6 2.2 15.5 20.3 70.6 50.3
พฤศจิกายน 2.6 2.2 15.5 20.3 205 184.7
ธันวาคม 2.6 2.2 15.5 20.3 253.6 233.3
รวม 31.2 26.4 110.5 168.1 837.2 669.1
หมายเหตุ :
* ไม่รวมการใช้น้ำเพื่อการปลูกข้าวเนื่องจาก ช่วงเดือนเมษายน-สิงหาคมไม่ใช่ฤดูการเพาะปลูก
** ข้อมูลจาก DANCED และ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม (2542)
*** ข้อมูลจาก ศูนย์อุทกวิทยาและการบริหารน้ำภาคใต้, 2545

ว่าไปแล้วผมเองชีวิตก็ผูกพันกับสายน้ำมานานเช่นกัน

บ้านเกิดของผมที่จังหวัดพัทลุงเองก็อยู่ใกล้ลำคลอง คลองข้างบ้านผมเป็นลำห้วยแคบๆ กว้างไม่ถึงสิบเมตร รายล้อมไปด้วยป่าสาคู ต้นคล้า ต้นคูระ กอไผ่ ตั้งแต่เช้ายันค่ำ-เราอาบน้ำ เล่นน้ำ ธงเบ็ด วางกัด วิดน้ำหาปลา สลับกับช่วงเวลาเรียนหนังสือ วิ่งเล่นในลานวัดจนได้เหงื่อ มาถึงบ้านก็ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า กระโดดน้ำลงคลอง ชีวิตวนเวียนอยู่เช่นนี้

ถึงฤดูน้ำหลาก ผมจำได้ดีว่า นำล้นปริ่มตลิ่ง หลากล้นเต็มทางเท้า เด็กๆถอดรองเท้านักเรียน เดินหิ้วลุยน้ำตัดไปยังตลาด ตรงหน้าวัดเป็นที่ต่ำ สายน้ำจากลำห้วยเล็กๆเจิ่งท่วมไหลตัดขวางหน้า

ถึงหน้าแล้ง น้ำลดเหลือแค่หน้าแข้ง เด็กๆ ใช้จอบขุดดินเหนียวริมคลอง ทำเป็นทำนบกั้นทั้งสองข้างวิดน้ำจับปลา เราโหมแรงหลั่งเหงื่อช่วยกัน ขณะที่ในหน้าน้ำปกติเราขุดต้นสาคูเป็นเรือ ใช้ทางสาคูถ่อเรือไปตามลำน้ำ สำรวจสิ่งแปลกใหม่ ผมใช้สุ่ม ดักกัด ธงเบ็ดเป็นก็จากที่นี่ จนพูดได้เต็มปากว่า ลำคลองเป็นสถานที่ๆ เด็กๆ สามารถใช้เป็นแหล่งเรียนรู้และสัมผัสกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด

ต่อเมื่อย้ายบ้านมาอยู่ที่หาดใหญ่ ผมก็ยังใกล้ชิดแนบแน่นกับลำคลองอีกเหมือนเดิม บ้านของปู่อยู่ห่างจากคลองอู่ตะเภาไปไม่ถึง 20 เมตร ในอดีตปู่กับย่าเองก็ค้าข้าวสาร อาศัยท่าที่หาดใหญ่ในแห่งนี้ทำมาหากิน ว่าไปแล้วชีวิตก็วนเวียนเป็นส่วนหนึ่งของสายน้ำ

ไม่ใช่แค่คนในรุ่นผมเท่านั้น หากย้อนหลังสืบกลับไปในชั่วรุ่นของปู่ย่า สายน้ำก็เชื่อมโยงเราไปถึงรากเหง้าทางประวัติศาสตร์

ความเป็นมาของชื่อคลองอู่ตะเภา

ผมคิดถึงเรื่องเล่าความเป็นมาของคลองอู่ตะเภา ซึ่งหลวงตาพร้อมที่วัดอู่ตะเภา-วัดแรกของอำเภอหาดใหญ่ เล่าให้ฟังว่า ย้อนหลังไปกว่า 500 ปี ที่บ้านอู่เภา ม.8 ต.คูเต่า อันเป็นสถานที่ๆมีเรือสำเภาโบราญจากเมืองจีนพลัดร่องน้ำเข้ามาชนตอจนเรือทะลุ คนจีนที่คุมเรือมา ต้องหาทางเอาเรือขึ้นบกเพื่อทำการซ่อมแซมเรือที่ชำรุด สถานที่ซ่อมเรือสำเภาจึงได้ชื่อว่า บ้านอู่เภา และกลายมาเป็นที่มาของลำคลองอู่ตะเภานี้

ครอบครัวของผมก็เช่นกัน แม่บอกว่าตอนที่ก๋งอพยพมาจากเมืองจีน มาก่อร่างสร้างตัวที่เมืองไทย ก๋งนั่งเรือสำเภามาขึ้นท่าที่ปากรอ ต่อมาสร้างเนื้อสร้างตัวจนกระทั่งมีบ้านเป็นของตนเอง แรกๆก็ทำนาทำสวน ต่อมาก็ขยับไปล่องเรือค้าข้าว ค้าสัตว์ การต่อสู้ดิ้นรนเพื่อชีวิตใหม่ของคนรุ่นเก่า กลายเป็นเพียงเรื่องเล่าที่ช่วยสะท้อนภาพในอดีตให้แจ่มชัดมากขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ฉายภาพอันเกี่ยวเนื่องกับลำคลองคู่ขนานไปด้วยกัน เพราะหน้าบ้านของเราที่ก๋งสร้างในสมัยนั้นเป็นหน้าท่า นั่นแสดงว่า ลำคลองที่ผมเคยวิ่งเล่นในอดีตนั้น กว้างใหญ่กว่าในสมัยนี้มาก แถมมีเรือจากต่างถิ่นสัญจรไปมาไม่เคยขาด แต่ทุกวันนี้หดแคบลงเพราะรากสาคูขยายตัวรุกกินพื้นที่ บ้านริมคลองหลังที่เราเคยอยู่นั้นก๋งเคยใช้เป็นโรงสูบฝิ่นต้อนรับคนจีนที่มาล่องเรือค้าขาย จนมาเลิกราไปก็ตอนที่รัชกาลที่ 5 ประกาศกฎหมายว่าการสูบฝิ่นเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

หากทว่าทุกวันนี้บ้านหลังเก่าก็ทรุดโทรมลง ลำคลองสายนั้นน้ำแห้งขอด สิ่งต่างๆที่กล่าวมากลายเป็นอดีตไปหมดสิ้น

 Member username  password remember me  สมัครสมาชิก  Go to top.
 Web Statistics : online 0 member(s) of 20 user(s) from all 203 member(s). SoftGanz Group. My Sql Database Server. PHP. The Apache. Mozilla. Nedstat Basic - Free web site statistics
Personal homepage website counter
User count is 7953552 person(s) and 26602370 hit(s) since Apr,27 2004 , current hit 1 time(s).
The Coca-Cola Foundation