รักษ์คลองอู่ตะเภา ฟื้นชีวิตให้สายน้ำ
หน้าแรก ข้อมูลทั่วไป สารคดี ฟอรั่ม มีอะไรใหม่
สารคดี คนค้นคลอง
เสมือนหนึ่งว่าย้อนเวลา
ต้นน้ำสายคลอง
ยามเช้าของวันนั้น
คณะทัวร์ล่องเรือ
ประสบการณ์แปลกใหม่
ขยะ! ขยะ! ขยะ!
วัดคูเต่า
ร่องรอยอดีต
ร่องรอยอดีต  

โดย ชาคริต โภชะเรือง

เรือแล่นมาถึงวัดคูเต่า ลอยลำมุดเข้าใต้สะพานเชือกที่ไม่ได้ใช้งานมานาน ต้นไม้ใหญ่แผ่เงาร่มรื่น ศาลา เพิงร้านที่ใช้ขายของในวันที่มีตลาดนัด เรียงรายปรากฏต่อสายตา เรือค่อยๆแล่นเลาะเข้าไปใกล้

เหมือนเรากำลังย้อนเวลาดูความเจริญรุ่งเรืองของสองฝั่งคลองในอดีต ซึ่งสวนทางกับความเสื่อมโทรมในปัจจุบัน ซึ่งเมื่อพิจารณาดูสาเหตุและปัญหาทั้งหมด เราจะพบว่าล้วนเกิดจากน้ำมือของมนุษย์ด้วยกันทั้งสิ้น หาได้เกิดจากธรรมชาติทำลายตัวเองไม่ ครั้นดูความเชื่อมโยงกันระหว่างต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผมพบว่าปัญหาที่พบหนักๆไล่เลียงลงมาตามลำดับของคลองอู่ตะเภาในเวลานี้ก็คือ เริ่มต้นจากปัญหาป่าต้นน้ำกำลังถูกทำลาย

ปัจจุบันพื้นที่ป่าต้นน้ำที่สำคัญของลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาคือ ป่าเทือกเขาสันกาลคีรี และป่าเทือกเขาแก้ว ซึ่งกั้นพรมแดนระหว่างจังหวัดสงขลากับจังหวัดสตูล สภาพของป่าต้นน้ำทั้งสองจะอยู่ในสภาวะที่ใกล้เคียงกัน คือ ถูกบุกรุกจากชาวบ้านเพื่อใช้พื้นที่ในการทำการเกษตร และถูกลักลอบตัดไม้เถื่อน อย่างป่าต้นน้ำผาดำมีพื้นที่ 27,000 ไร่ ถูกบุกรุกไปแล้ว 5,000 ไร่(ชาวบ้านในพื้นที่, 2547) ขณะที่เทือกเขาน้ำค้าง ระดับน้ำที่โตนไม้ปักจาก 4 วัง ตอนนี้เหลือ 2 ที่ที่พอที่จะเป็นวัง (สุชาติ พงศ์เจริญ นักวิชาการอนุรักษ์ หน่วยคลองยน,2547) ทำให้สภาพป่าธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ลดน้อยลง ส่งผลให้ปริมาณน้ำฝนน้อยลงไปด้วย ฝนที่เคยตกซึ่งเป็น "ฝนท้องถิ่น" ขาดหายไป คงเหลือแต่ฝนที่เกิดจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดมาจากประเทศจีน เวียดนาม ซึ่งจะตกในเดือนตุลาคมถึงมกราคม ฝนที่ตกในช่วงนี้จะมีถึง 70% ของปริมาณฝนที่ตกตลอดปีด้วยการกระจุกตัวของปริมาณฝนในช่วงสั้นๆ จึงทำให้ป่าธรรมชาติที่มีอยู่น้อยไม่สามารถอุ้มน้ำไว้ได้ทำให้เกิดสภาพน้ำท่วมฉับพลัน และแห้งแล้งยาวนานติดตามมา ซึ่งก็มีผลต่อสภาพน้ำในคลองที่ชาวบ้านบอกว่า เมื่อก่อนน้ำไม่เคยแห้งจะมีน้ำไหลตลอดปี แต่ปัจจุบันจะเกิดสภาพน้ำในคลองลดลงเป็นอย่างมาก ในฤดูแล้งบางแห่งอยู่ในสภาพมีน้ำแค่ท่วมหลังเท้า สภาพเช่นนี้จะเกิดขึ้นกับคลองสาขาของคลองอู่ตะเภาเกือบทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็น คลองหรำ ในเขตอำเภอสะเดา หรือเขตคลองจำไหร ในเขตอำเภอคลองหอยโข่ง

นอกจากนั้นแล้ว ผลกระทบที่เกิดตามมาอีกอย่าง เป็นผลมาจากการพัฒนาต่างๆที่ถาโถมเข้ามา อย่างรุนแรงและเชี่ยวกราก ไม่แพ้น้ำในช่วงฤดูฝน นั่นคือปัญหาน้ำเสีย

เป็นปัญหาที่พบในชุมชนเกือบทุกแห่ง และเป็นปัญหาที่อยู่ในภาวะค่อนข้างวิกฤต และส่งผลกระทบต่อชุมชนค่อนข้างมาก มีเพียงชุมชนในบริเวณต้นๆน้ำ คือ ที่บ้านคลองยน บ้านห้วยคู และบ้านควนพลา รวมทั้งชุมชนที่ตั้งอยู่ตามแนวคลองสาขาที่ยังไม่มีการตั้งโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น ที่ชาวบ้านยังใช้น้ำคลองในการอุปโภคและใช้รดต้นไม้ ตลอดเส้นทางที่เหลือ ไม่มีพื้นที่ใดเลยที่ชาวบ้านบริโภคน้ำคลอง ชาวบ้านส่วนใหญ่จะบริโภคน้ำที่ซื้อจากร้านค้า มีเพียงส่วนน้อยที่บริโภคน้ำจากบ่อน้ำตื้นหรือน้ำจากประปาชุมชน

ส่วนสาเหตุของน้ำเสียนั้นเกิดจาก น้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม เป็นปัญหาที่ถูกร้องเรียนมากที่สุด เนื่องจากในลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา มีโรงงานอุตสาหกรรมอยู่ตามแนวคลองและแนวคลองสาขากว่า 100 โรง โรงงานเหล่านี้ปล่อยน้ำทิ้งลงคลอง ซึ่งมักจะเป็นน้ำเสียที่ไม่ผ่านการบำบัดก่อนทิ้งลงคลอง ในขณะที่โรงงานบางแห่งแม้นมีบ่อบำบัดแต่ก็ใช้วิธีฝังท่อระบายน้ำต่อตรงจากโรงงานลงไปสู่ลำคลอง โดยไม่ขออนุญาต หรือบางครั้งก็เป็นน้ำทิ้งจากบ่อบำบัดน้ำเสียที่เอ่อล้นจากบ่อบำบัดแล้วไหลลงคลองในเวลาที่ฝนตก ทำให้น้ำในคลองมีกลิ่นเหม็น มีคราบสกปรก ใช้อุปโภค บริโภคไม่ได้ สัตว์น้ำตาย โดยเฉพาะปลาตายลอยขึ้นมาเป็นแพ

"ความถี่ของน้ำเสียไม่แน่นอน ส่วนมากจะปล่อยกลางคืน หรือช่วงเช้ามืด ปลาจะตายในช่วงเช้า โดยที่น้ำเสียจะอยู่วันหนึ่งแล้วลอยพ้นไป" นายหนุ ชาวบ้านต.ปริก เคยบอกผมไว้

ชุมชนที่อยู่ใกล้โรงงานอุตสาหกรรม น้ำเสียจากโรงงานจะไหลผ่านสวนยาง ส่งกลิ่นเหม็นรบกวน และเมื่อถูกต้องตามร่างกายจะทำให้เกิดอาการคัน

อย่างไรก็ดี จากการศึกษาของนักวิจัยพบว่าพื้นที่ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมบริเวณลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ที่เหมาะสมตามศักยภาพแหล่งน้ำ แต่จะตั้งอยู่ในเขตชุมชนและตามแนวทางหลวงแผ่นดิน(นาตยา จึงเจริญธรรม,2546)

ตอนที่ผมสำรวจพื้นที่ในช่วงต้นปี 2547 พบว่า ยังมีโรงงานอีกจำนวนหนึ่งปล่อยน้ำเสียลงสู่คลองอู่ตะเภา โดยความรู้เห็นเป็นใจจากผู้มีส่วนรับผิดชอบในพื้นที่

ส่วนสาเหตุอื่นๆก็มี เกิดจากสารเคมีในการทำเกษตร ซึ่งในบริเวณลุ่มน้ำอู่ตะเภา มีพื้นที่สำหรับทำการเกษตร 823,211 ไร่ จากพื้นที่ทั้งหมด 1,362,510 ไร่ คิดเป็น 60.41 % ของพื้นที่ (สำนักเกษตรจังหวัด สงขลา,2540) ในการทำการเกษตรชาวบ้านมักจะใช้สารเคมีทางการเกษตร เช่น ยาปราบศัตรูพืช ปุ๋ยเคมี หรือสารเคมีอื่นๆ สารเคมีเหล่านี้จะตกค้างอยู่ตามต้นไม้ ใบหญ้า และผิวดิน เมื่อฝนตกน้ำจะชะล้างสารเคมีเหล่านี้ลงไปในคลอง นอกจากนั้นยังมีชาวบ้านที่ทิ้งภาชนะบรรจุสารเคมีซึ่งใช้หมดแล้วไปในคลอง หรือนำภาชนะที่ใช้ใส่สารเคมีไปล้างทำความสะอาดในคลอง เป็นเหตุให้สารเคมีเหล่านี้ปนเปื้อนลงไปในคลอง แต่เนื่องจากลักษณะการกระจายของสารเคมี ผลกระทบจึงไม่เห็นชัดเหมือนเวลาโรงงานปล่อยน้ำเสีย ชาวบ้านจึงไม่ค่อยตระหนักถึงความเสียหายที่เกิดจากผลกระทบของสารเคมีทางการเกษตรมากนัก

ตาราง 2 ประเภทแหล่งก่อมลพิษต่อทรัพยากรน้ำ

ประเภทแหล่งก่อมลพิษพื้นที่
ไร่เปอร์เซ็นต์
แบบลงเป็นจุด (Point sources)
- น้ำทิ้งจากแหล่งชุมชนขนาดใหญ่ ได้แก่ เทศบาล 14,375 0.96
- น้ำทิ้งจากแหล่งอุตสาหกรรม ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรม โรงงานอุตสากรรม 6,344 0.42
- น้ำทิ้งจากแหล่งเกษตรกรรม ได้แก่ นากุ้ง โรงเรือนเลี้ยงโค กระบือ ม้า สุกร 3,500 0.23
แบบกระจาย (Non-point sources)
- น้ำทิ้งจากแหล่งชุมชนขนาดเล็ก ได้แก่ หมู่บ้าน 21,431 1.43
- น้ำทิ้งจากแหล่งเกษตรกรรม ได้แก่ สวนยางพารา ปาล์มน้ำมัน ไม้ผลผสม นาดำ นาหว่าน 1,122,975 75.41

นอกจากนั้นก็มีน้ำทิ้งจากเทศบาลเมืองสะเดาและเทศบาลนครหาดใหญ่ น้ำทิ้งจากครัวเรือน สถานบริการในเขตเทศบาล เป็นปัญหาที่ได้รับการแก้ไขไปบ้างแล้ว โดยเฉพาะปัญหาน้ำทิ้งจากเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ ซึ่งมีปริมาณถึงวันละ 45,885 ลูกบาศก์เมตร จากจำนวนประชากร 157,316 คน และมีปริมาณความสกปรก(บีโอดี กก./วัน) 1,973.06 (เทศบาลหาดใหญ่, 2545) ขณะที่น้ำเสียจากเทศบาลสะเดา มีปริมาณน้ำเสียวันละ 2,641 ลูกบาศก์เมตร(บริษัทเอ็นไวรอนเมนทอล แคร์ เซ็นเตอร์ จำกัด, 2539)

การทิ้งขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลในคลอง เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้น้ำเน่าเสีย ขยะที่เททิ้งลงในคลองนอกจากทำให้เกิดน้ำเน่าเสียแล้วยังทำให้ทัศนียภาพของคลองไม่น่าดู เนื่องจากมีขยะลอยตามน้ำและติดค้างอยู่ตามต้นไม้ริมคลอง

และมิได้สิ้นสุดลงเพียงเท่านั้น ทรัพยากรธรรมชาติที่เคยมีอย่างอุดมสมบูรณ์ก็เริ่มร่อยหลอไป มิหนำซ้ำมนุษย์อย่างเราๆ ก็กระทำย่ำยีธรรมชาติซ้ำหนักเข้าไปอีก ด้วยการทำให้น้ำมีสภาพที่ขุ่นข้นและทางน้ำก็ถูกกีดขวาง

สาเหตุใหญ่เกิดจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว พื้นที่ทำการเกษตรส่วนใหญ่ในลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาจะเป็นสวนยางพารา ซึ่งเป็นการทำเกษตรเชิงเดี่ยวที่มีสภาพเตียนโล่ง เวลาฝนตกหน้าดินจึงถูกชะล้างลงไปในคลอง ทำให้สภาพน้ำในคลองเป็นสีชาขุ่น

การดูดทราย ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สภาพน้ำในคลองขุ่นข้น การดูดทรายเป็นธุรกิจอย่างหนึ่ง เจ้าของธุรกิจจะขอซื้อที่ดินริมคลองหรือขอเช่าจากชาวบ้าน มีทั้งที่ขอสัมปทานทำเหมืองทรายอย่างถูกต้องตามกฎหมายและที่ลักลอบทำ ในช่วงปี 2542 คณะธรรมยาตราได้รับรู้ปัญหาการดูดทรายตั้งแต่บ้านสองพี่น้อง ริมคลองรำ คลองสาขาหนึ่งของคลองอู่ตะเภา และตั้งแต่ช่วงต้นๆของคลองอู่ตะเภาที่บ้านม่วงก็อง ต.พังลา อ.สะเดา เรื่อยไปจนถึงบ้านบางศาลา ต.ทุ่งลาน อ.คลองหอยโข่ง ผ่านช่วงกลางๆคลองอู่ตะเภาที่บ้านชายคลอง ต.บ้านพรุ อ.หาดใหญ่ จนถึงคลองอู่ตะเภาตอนล่างที่วัดหาดใหญ่ใน ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ ก็ยังได้รับรู้ถึงปัญหานี้ การดูดทรายนอกจากทำให้น้ำในคลองมีสภาพขุ่นข้นแล้ว ยังทำให้พื้นที่ท้องคลองลึกลงเรื่อยๆ เป็นเหตุให้ตลิ่งพัง ในคลองสาขาที่มีน้ำน้อยในช่วงฤดูแล้งตลิ่งที่พังขวางทางน้ำ ทำให้น้ำไหลไม่สะดวกและขาดสายมีน้ำขังเป็นช่วงๆ

อย่างไรก็ดี ในช่วงปี 2547 จากการลงพื้นที่พบว่ายังมีการลักลอบดูดทรายในบางพื้นที่ เช่นในเขตรับผิดชอบของ ต.พังลา

การสร้างอ่างเก็บน้ำ ฝายกั้นน้ำ ปัญหานี้ส่วนใหญ่จะเกิดกับคลองสาขา ซึ่งสภาพน้ำยังพอใช้อุปโภคหรือรดน้ำต้นไม้ได้ ปัญหามีอยู่หลายแห่งในเขตลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา ตั้งแต่ต้นน้ำคลองสะเดา ที่มีการสร้างอ่างเก็บน้ำคลองสะเดา ที่บ้านห้วยคู(เพื่อบริการน้ำประปาแก่เมืองหาดใหญ่ สงขลา) อ่างเก็บน้ำที่เขาลูกช้าง ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา ต้นน้ำคลองรำ (เพื่อบริการน้ำประปาแก่เมืองสะเดา) อ่างเก็บน้ำคลองหลา, อ่างเก็บน้ำคลองจำไหร ที่ ต.คลองหอยโข่ง อ.คลองหอยโข่ง นอกจากอ่างเก็บน้ำแล้วยังมีฝายกั้นน้ำอีกหลายแห่ง อ่างเก็บน้ำและฝายกั้นน้ำเหล่านี้แม้จะมีประโยชน์ในการเก็บน้ำ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ลำคลองธรรมชาติที่มีน้ำไหลตลอดปีกลับไม่มีน้ำในช่วงฤดูแล้ง เนื่องจากอ่างเก็บน้ำและฝายกั้นน้ำเหล่านี้จะเก็บกักน้ำไว้ ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ชาวบ้านที่ต้องใช้น้ำจากลำคลองธรรมชาติเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังทำให้น้ำมีสภาพขุ่นข้นและคลองตื้นเขิน เนื่องจากปริมาณน้ำที่น้อยลง ความแรงของน้ำที่จะชะล้างตะกอนดินจึงช้าลงด้วย น้ำจึงมีสภาพขุ่นข้นและตกตะกอน ทำให้คลองตื้นเขินเร็วขึ้น นอกจากนั้นยังทำให้น้ำมีลักษณะเป็นหลุม บางจุดลึกบางจุดตื้นเนื่องจากการไหลของน้ำไม่สม่ำเสมอ ในหน้าแล้งคลองจึงแห้ง เพราะน้ำจะไหลไปขังในที่ลึกเป็นช่วงๆ

การทำผักบุ้ง-ผักกระเฉด ปัญหานี้พบมากตามแนวคลองอู่ตะเภาตอนล่าง ตั้งแต่บริเวณวัดหาดใหญ่ในไปจนถึงวัดอู่ตะเภา ตลอดแนวคลองจะเห็นแปลงผักบุ้ง - ผักกระเฉด เรียงรายลอยเป็นแพ ซึ่งการทำแปลงผักบุ้ง - ผักกระเฉดในคลองนี้ นอกจากเป็นการเพิ่มปริมาณสารเคมีในน้ำ เนื่องจากการใช้ยาฆ่าแมลงและปุ๋ยเคมีแล้ว แปลงผักบุ้ง - ผักกระเฉดเหล่านี้ยังขัดขวางการไหลของน้ำ ก่อให้เกิดการตกตะกอนของดินและปฏิกูลต่างๆ ทำให้สภาพคลองตื้นเขิน แต่ก็เป็นปัญหาที่ยากแก่การจัดการเนื่องจากถูกปล่อยปละละเลยจากเจ้าหน้าที่ของรัฐมาเป็นเวลานาน จนเป็นแหล่งทำมาหากินที่ทำรายได้ที่ค่อนข้างงามแก่ชาวบ้านสองฝั่งคลอง บางรายมีรายได้จากการเก็บผักบุ้งถึงวันละพันกว่าบาท ซึ่งเป็นรายได้ที่ค่อนข้างดี เมื่อเทียบกับการลงทุนและความเสี่ยงของการทำเกษตรในรูปแบบอื่นๆ แต่นาผักบุ้งในคลองอู่ตะเภา เป็นรูปแบบการเกษตรที่ค่อนข้างก่อผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ของคลองอู่ตะเภา

แถมพกด้วยสภาพปัญหาล่าสุด (หรือไม่ก็มีมานานแล้วแต่ผมเพิ่งจะรับรู้) นั่นก็คือปัญหาการบุกรุกพื้นที่คลอง

ปัญหานี้พบมากในบริเวณที่มีโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ติดริมคลอง ซึ่งเจ้าของโรงงานได้ถมที่รุกคืบเข้ามาในบริเวณลำคลองทำให้ความกว้างของคลองหดแคบลง บางแห่งก็มีถมที่ดินลูกรังอัดแน่นจนกลายเป็นสถานที่เผาขยะหรือวางวัตถุดิบในการผลิต บางแห่งก็มีการขุดเนินตลิ่งกลางสายคลองในช่วงที่มีความคดเคี้ยวมากเพื่อเปิดเส้นทางน้ำใหม่ การเปลี่ยนแปลงทางน้ำจะส่งผลให้มีการขยายตัวของที่ดินโรงงาน

ปัญหาอีกรูปแบบหนึ่งก็คือ การนำวัสดุหรือก้อนหินลงไปกั้นขวางทางน้ำ ยกระดับผิวน้ำขึ้นเพื่อกักเก็บไว้ใช้ประโยชน์ ปัญหานี้พบในบริเวณที่มีโรงงานตั้งอยู่ริมคลองเช่นเดียวกัน

ปัญหาอื่นๆที่พบในช่วงเวลาปัจจุบันก็มีการพังทลายของแนวตลิ่ง อันเกิดจากแรงอัดกระแทกของสายน้ำที่มีความแรงและไหลเชี่ยวกรากมากขึ้น เป็นผลมาจากลำคลองสาขาที่เคยรองรับน้ำ ถูกถมที่กลายเป็นโรงงาน ในช่วงน้ำหลากปริมาณน้ำที่เคยไหลไปตามคลองสาขาถูกอัดแน่นเข้ามาในลำคลองสายหลัก ในช่วงที่มีความคดเคี้ยวหักศอก ตลิ่งบริเวณนั้นจะทรุดพัง ต้นไม้ล้มโค่นลงจมผิวน้ำ

ปัญหาอีกประการหนึ่งที่อยากจะนำเสนอไว้ก็คือ ปัญหาที่เกิดจากคลองขุด เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมเมืองหาดใหญ่ แม้นว่ายังไม่เกิดผลกระทบขึ้นอย่างชัดเจน แต่มีข้อกังวลว่า ในช่วงหน้าน้ำหลาก จะทำให้พื้นที่โดยเฉพาะคูเต่า จะเกิดน้ำท่วมขึ้นได้ หรือในช่วงหน้าแล้ง น้ำที่ไหลลงสู่ทะเลสาบได้รวดเร็วขึ้นจะทำให้น้ำมีปริมาณลดลง

 Member username  password remember me  สมัครสมาชิก  Go to top.
 Web Statistics : online 0 member(s) of 38 user(s) from all 203 member(s). SoftGanz Group. My Sql Database Server. PHP. The Apache. Mozilla. Nedstat Basic - Free web site statistics
Personal homepage website counter
User count is 7945745 person(s) and 26554386 hit(s) since Apr,27 2004 , current hit 1 time(s).
The Coca-Cola Foundation