รักษ์คลองอู่ตะเภา ฟื้นชีวิตให้สายน้ำ
หน้าแรก ข้อมูลทั่วไป สารคดี ฟอรั่ม มีอะไรใหม่
Topic
“มาร์ค” ตีปี๊บรถไฟรางคู่ความเร็ว 100-120 กม.ทุ่ม 1.7 แสน ล.ลงทุนโลจิสติกส์
ข่าวสาร >> สิ่งแวดล้อม (บทความ)
“มาร์ค” ตีปี๊บรถไฟรางคู่ความเร็ว 100-120 กม.ทุ่ม 1.7 แสน ล.ลงทุนโลจิสติกส์
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 22 กรกฎาคม 2553 17:16 น.

รัฐบาลเร่งพัฒนารถไฟรางคู่ เพิ่มความเร็ว 100-120 กม./ชม.ประกาศทุ่ม 1.7 แสนล้าน ลงทุนด้านโลจิสติกส์ เตรียมแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา พร้อมเร่งศึกษาสะพานเชื่อมเศรษฐกิจ อ่าวไทย-อันดามัน

วันนี้ เวลา 09.00 น.ณ ห้องจตุรทิศ แกรนด์บอลรูม ชั้น 3 โรงแรมเรดิสัน ถนนพระราม 9 กรุงเทพมหานคร นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกล่าวเปิดการสัมมนาและปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “ทิศทางการพัฒนาโลจิสติกส์ของประเทศไทยในอีก 5 ปีข้างหน้า” จัดโดยคณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา โดยมี นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ ประธานคณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา นายธวัช บวรวนิชยกูร ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านโลจิสติกส์ วุฒิสภา สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน ผู้ประกอบการวิทยากร ตลอดจนสื่อมวลชนเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

นายธวัช บวรวนิชยกูร ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านโลจิสติกส์ กล่าววัตถุประสงค์การจัดสัมมนา ว่า เพื่อระดมความคิดเห็นจากภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน และผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ ทั้งในส่วนของผู้ให้บริการและผู้รับบริการ ตลอดจนผู้ที่สนใจและผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนให้รับทราบข้อมูล ข้อเท็จจริง เพื่อนำไปขับเคลื่อน และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาโลจิสติกส์ของประเทศในทิศทางที่ ดีขึ้น และเพื่อที่จะศึกษาเกี่ยวกับแนวทางในการพัฒนาโลจิสติกส์ของประเทศ โดยจะมีการบูรณาการระบบการขนส่งต่างๆ เข้าด้วยกันที่จะนำไปสู่การลดต้นทุนการขนส่งที่เป็นต้นทุนเกือบครึ่งหนึ่ง ของต้นทุนโลจิสติกส์ทั้งหมด

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวแสดงความขอบคุณและชื่นชมคณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา และคณะอนุกรรมาธิการด้านโลจิสติกส์ ที่ได้จัดการสัมมนาในวันนี้ และคงจะสามารถระดมความคิดเห็นจากทั้งผู้เชี่ยวชาญ และผู้ที่เกี่ยวข้องในการที่จะทำให้การดำเนินงานในเรื่องโลจิสติกส์ของ รัฐบาลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพต่อไปในอนาคต

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัญหาเรื่องโลจิสติกส์นั้น เป็นปัญหาที่มีความสำคัญ และเป็นปัจจัยที่ชี้ขาดในเรื่องของขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ความพยายามในการที่จะพัฒนาด้านโลจิสติกส์ แม้จะทำมาอย่างต่อเนื่อง แต่ต้องพบความเป็นจริง ว่า ต้นทุนทางด้านโลจิสติกส์ของประเทศไทยยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงมาโดยตลอด โดยเฉพาะตัวเลขที่อยู่ใกล้เคียงกับประมาณร้อยละ 20 ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่สูงมาก ถ้าคำนึงว่าในหลายต่อหลายประเทศ โดยเฉพาะเศรษฐกิจที่มีความก้าวหน้ามีการพัฒนาตัวเลขดังกล่าวจะอยู่ที่ต่ำ กว่าร้อยละ 10 ด้วยซ้ำ

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ต้นทุนทางด้านโลจิสติกส์ของประเทศไทยจะลดลงจากปี 2550 มาที่ 2551 ที่ลดลงอยู่ประมาณร้อยละ 0.2 แต่ว่าอันดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศจะตกลงมาถึง 4 อันดับ แสดงให้เห็นว่า การทำงานของประเทศไทยต้องแข่งขันกับการที่บรรดาประเทศต่างๆ ที่มุ่งหน้าในการที่จะลดต้นทุนทางด้านโลจิสติกส์เช่นเดียวกัน

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ภาระหน้าที่ของรัฐบาลชุดปัจจุบันคงไม่ใช่เป็นเพียงเฉพาะการเร่งรัดการฟื้น ตัวของเศรษฐกิจ จากสภาวะวิกฤตเท่านั้น แต่ในการฟื้นตัว หรือในการกำหนดนโยบายเพื่อฟื้นตัวเศรษฐกิจจะต้องคำนึงถึงการปูทางไปสู่การ สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะกลาง และระยะยาวพร้อมๆ กันไปด้วย ฉะนั้น การดำเนินงานของรัฐบาลในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจึงได้แบ่งออกเป็น 2 ระยะ ดังนี้

ระยะแรก เพื่อที่จะรักษากำลังซื้อของประชาชนในประเทศ เพื่อชดเชยกับปัญหาของภาคส่งออก และภาคการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก ระยะที่สอง การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ซึ่งจะมีผลสำคัญในการที่จะปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ของประเทศ ที่แบ่งเป็น 2 ระยะ ซึ่งในระยะแรกต้องดูแลในเรื่องของขีดความสามารถในการรักษากำลังซื้อของ ประชาชน เพื่อให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุด

ปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจของไทยอยู่ในฐานะที่แข็งแกร่ง ทั้งในแง่ของการฟื้นตัวมาจากวิกฤตเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในปีนี้แสดงออกให้เห็นถึงความเข้มแข็งโดยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย ที่สามารถจะฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกได้ค่อนข้างดี จากการหดตัวของเศรษฐกิจทั้งปี ปีที่แล้วร้อยละ 2.3 เมื่อต้นปีที่ผ่านมาจะเห็นว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไตรมาสแรกนั้น พุ่งสูงขึ้นไปถึงร้อยละ 12 และคาดว่าในช่วงไตรมาสที่ 2 นั้น ก็ยังเป็นอัตราการขยายตัวที่ค่อนข้างสูง ทำให้บรรดาองค์กรระหว่างประเทศ รวมไปถึงสำนักวิเคราะห์ต่างๆ ต้องมีการปรับตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้ในลักษณะที่เป็นการปรับตัว สูงขึ้นสอดคล้องกันเกือบทั้งหมด

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า จากตัวเลขล่าสุดจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 5.5 ขึ้นไปจนถึงร้อยละ 7 หรือมากกว่านั้น ซึ่งเป็นการคาดการณ์ล่าสุด และหากประเทศไทยไม่ได้ประสบกับวิกฤตทางการเมืองที่ผ่านมาเศรษฐกิจในปีนี้อาจ จะขยายตัวได้สูงถึงร้อยละ 8 ร้อยละ 9 ซึ่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปัจจุบันนั้นค่อนข้างที่จะครอบคลุมไปในทุกสาขา ทั้งเรื่องของสาขาเกษตร สาขาอุตสาหกรรม สาขาบริการ การส่งออกก็ยังขยายตัวในอัตราที่สูงมาก แม้กระทั่งภาคท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากเหตุการณ์ที่เกิด ขึ้นก็สามารถขยายตัวในครึ่งแรกของปีนี้ได้ถึงร้อยละ 12.9

“ตรงจุดนี้จะทำให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในฐานะที่จะแข่งขัน และดึงดูดความสนใจจากต่างประเทศได้เป็นอย่างดี และขณะนี้มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้นจากเดิมถึงร้อยละ 50 หรือประมาณร้อยละ 7 ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างรากฐานที่จะรองรับการเติบโตทางด้านการค้าการ ลงทุน โดยประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในอาเซียนอีกหลายประเทศกำลังเร่งตัวในเรื่อง ของการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน”

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลตระหนักมาโดยตลอดว่า การเสริมขีดความสามารถทางการแข่งขันและการลดต้นทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นทุนทางด้านโลจิสติกส์ ซึ่งประมาณครึ่งหนึ่งก็เป็นทางต้นทุนทางด้านการขนส่งเป็นวาระที่มีความสำคัญ มากและก็ได้ตั้งเป้ามาโดยตลอดว่า ตัวเลขต้นทุนทางด้านโลจิสติกส์จะต้องลดลงต่ำกว่าร้อยละ 15 ในระยะเวลาที่เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ การดำเนินการในเรื่องนี้ยังถูกเร่งรัดจากสภาพความเป็นจริงที่ประเทศไทยก็ได้ ผูกพันในการที่จะไปเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งก็จะมีผลเต็มรูปแบบในปี 2558 หรือเพียง 5 ปี จากนี้ไป

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า สิ่งที่รัฐบาลได้วางแนวทางของการปรับปรุงประสิทธิภาพ และการลดต้นทุนทางโลจิสติกส์นั้น มีหลายมิติด้วยกัน ประการแรก ความเชื่อมโยงระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนสามารถที่จะเติบโตได้ อย่างแท้จริง และหากประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนไม่สามารถที่จะเติบโตได้ ขีดความสามารถการแข่งขันของทุกประเทศในอาเซียนก็จะประสบกับปัญหาค่อนข้างมาก ในทางเศรษฐกิจ

ดังนั้น ในช่วงปีเศษที่ผ่านมา รัฐบาลได้เดินหน้าผลักดันข้อตกลงทั้งหลายที่จะนำไปสู่การอำนวยความสะดวกใน เรื่องของการขนส่ง การคมนาคม และการสร้างเครือข่ายต่างๆ ที่จะเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเอง ขณะที่ในเรื่องของกฎกติกา ปัจจุบันในอาเซียนจะมีระบบการติดตามเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น โดยสิ่งที่ปรากฏชัดเจนขณะนี้ในส่วนของประเทศไทย มีความจำเป็นที่จะต้องเร่งรัดการออกกฎหมายอีกหลายฉบับ ซึ่งได้ขอให้หน่วยงานต่างๆ ร่วมกันผลักดันกฎหมายเหล่านี้เสนอเข้าสู่สภา เพื่อให้เราสามารถที่จะใช้ข้อตกลงต่างๆ ในเรื่องการอำนวยความสะดวกทางด้านการค้านั้น เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง

ประการที่ 2 รัฐบาลนี้ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการขนส่ง โดยได้คำนึงถึงความได้เปรียบของประเทศไทยที่อยู่ในฐานะจุดศูนย์กลางของ ภูมิภาคและอนุภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะแนวทางที่รัฐบาลได้ดำเนินการผ่านกรอบความคิดในเรื่องไทยเข้มแข็ง ทำให้มีความชัดเจนมากขึ้นในเชิงยุทธศาสตร์ ว่า การพัฒนาในเรื่องของการเชื่อมโยงการขนส่งนั้นจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งนโยบายที่สำคัญของรัฐบาลคือการเร่งพัฒนาเรื่องการขนส่งระบบราง ซึ่งก่อนหน้านี้ มุ่งอยู่เฉพาะระบบขนส่งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และปัญหาของรถไฟของเรามีระบบรางคู่จำกัดมาก ทำให้เป็นอุปสรรคในเรื่องของความเร็วของรถไฟที่ปัจจุบันมีความเร็วอยู่ที่ ประมาณ 50-60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถือว่าต่ำมาก อีกทั้งเครือข่ายระบบรางไม่ได้รับการซ่อมแซมบูรณะพัฒนามาเป็นเวลานานทั้ง เรื่องของหัวรถจักรและเรื่องอื่นๆ

โดยเบื้องต้นรัฐบาลได้อนุมัติการลงทุนในระบบรถไฟประมาณ 170,000 ล้านบาท ในช่วงระยะเวลา 5 ปี ข้างหน้า ซึ่งแนวคิดเบื้องต้น คือ จะต้องมีการซ่อมแซมบูรณะระบบรางที่มีอยู่ โดยเฉพาะการทำทั้งตัวรางและจุดตัดระหว่างรถไฟกับทางถนนให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยจะต้องมีการซ่อมแซมบูรณะ ระบบรางที่มีอยู่โดยเฉพาะการทำตัวราง และปัญหาจุดตัดระหว่างรถไฟกับถนน ซึ่งปัจจุบันมีจุดตัดนับพันจุดที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย การลงทุนต่างๆ ทั้งการบูรณะราง หัวรถจักร การทำเส้นทางรางคู่ที่เป็นเส้นทางสำคัญจะอยู่ในแผนงบประมาณนี้ มีเป้าหมายทำให้รถไฟสามารถวิ่งได้อย่างปลอดภัยและมีความเร็วสูงขึ้นไปที่ 100-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลกำลังศึกษาเส้นทางรถไฟที่จะเชื่อมโยงไปถึงประเทศจีน ทางด้านภาคเหนือจากเส้นทางเด่นชัยขึ้นไป ขณะเดียวกัน ด้านทิศตะวันออกก็จะทำเส้นทางจากอำเภอบัวใหญ่ยังจังหวัดนครพนม โดยได้อนุมัติแผนไปแล้วโดยกระทรวงคมนาคมจะไปดำเนินการจัดทำรายละเอียดของ โครงการเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบอีกครั้ง นอกจากนี้ ครม.จะได้พิจารณาในส่วนของโครงการรถไฟความเร็วสูง โดยจะมีการกำหนดเส้นทางไว้ทุกภาคและจะเปิดให้ผู้สนใจเข้ามาร่วมลงทุน อาจเป็นรัฐบาลต่างประเทศ หรือเอกชน

ทั้งนี้ การพัฒนาโลจิสติกส์จะต้องทำควบคู่ไปกับทิศทางของการพัฒนาอุตสาหกรรมและการ ค้า ปัจจุบันยังมีปัญหาและความไม่ชัดเจนในเรื่องของการเชื่อมโยงทะเล 2 ฝั่ง คือ ฝั่งอ่าวไทยและอันดามันในประเทศไทย ปัญหาที่มีอยู่ คือ แนวความคิดที่จะใช้พื้นที่ภาคใต้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมเป็นแนวคิดที่มีปัญหา กับมวลชนมาโดยตลอด เนื่องจากในพื้นที่มองว่าศักยภาพของพื้นที่ด้านการท่องเที่ยว หรือสินค้าทางการเกษตรมีสูง และเกรงว่า อุตสาหกรรมที่จะเข้าไปอยู่ในพื้นที่นั้นจะกระทบต่อศักยภาพของพื้นที่ในด้าน ต่างๆ ทางรัฐบาลเมื่อเรามีบทเรียนจากมาบตาพุดจึงมอบหมายให้มีการศึกษาว่าแนวคิดการ ทำสะพานเศรษฐกิจที่เชื่อมทะเล 2 ฝั่งเข้าด้วยกันนั้นจะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน

“เห็นได้ชัดว่าประชาชนในพื้นที่อาจมีความเข้าใจว่าสะพานเศรษฐกิจหมาย ถึงการมีถนนหรือรถไฟเชื่อมโยงทั้งสองฝั่งก็สนับสนุนเต็มที่ แต่หากว่าสะพานเศรษฐกิจหมายถึงการขนส่งระบบท่อ ในเรื่องของก๊าซ เรื่องของน้ำมัน และรวมถึงการมีอุตสาหกรรมในสองฝั่งที่ต้องที่จะมีท่าเรือ ก็ชัดเจนว่าในพื้นที่ไม่ให้การสนับสนุน ทำให้รัฐบาลต้องมีการประเมินความคุ้มค่าว่าถ้าหากสิ่งที่เป็นความต้องการของ ประชาชนในพื้นที่นั้นมีเพียงเรื่องท่าเรือ 2 ฝั่ง ถนน และรถไฟ ในการบริการสินค้าเกษตรหรืออุตสาหกรรมการเกษตรเป็นหลัก ความคุ้มค่าจะมีหรือไม่อย่างไร แต่ขณะที่เรายังไม่สามารถสรุปแนวคิดดังกล่าวได้ พม่ากำลังมีโครงการลงทุนท่าเรือที่ทวาย ซึ่งจะเป็นทางออกด้านอันดามันอย่างชัดเจน และอยู่ห่างจากจังหวัดกาญจนบุรีเพียง 160 กิโลเมตรเท่านั้น รัฐบาลจึงกำลังมองว่าการเชื่อมโยงเพื่อเป็นทางออกไปสู่อันดามัน อาจจะต้องไปส่งเสริมสนับสนุนการเชื่อมโยงไปสู่ทวาย ซึ่งจะมีอุตสาหกรรมไทยที่จะไปร่วมลงทุนในทวายค่อนข้างมาก ตรงนี้เป็นสิ่งที่เป็นแนวทางที่กำหนดชัดเจนในการเชื่อมโยง โดยเฉพาะการเชื่อมโยงมาที่ท่าเรือแหลมฉบัง หรือแม้แต่การเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านด้านทิศตะวันออกไปสู่ทวาย ส่วนการพัฒนาในพื้นที่ภาคใต้ ท่าเรือปากบาราก็ต้องปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ รวมทั้งท่าเรือสงขลาด้วย ถือเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาเชิงกายภาพเพื่อลดต้นทุนด้านการขนส่งและการ เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน”

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของโลจิสติกส์ คือ การนำเอาโลจิสติกส์อิเล็กทรอนิกส์เข้ามาเพื่อที่จะมาสนับสนุนในเรื่องการค้า การบริการต่างๆ ขณะนี้มีใน 2 ส่วน คือ 1) ปัญหาในอดีตในเรื่องกฎหมายและหน่วยงานที่จะมาสนับสนุนทางด้านนี้ โดยเฉพาะธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์และลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งกำลังจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะขึ้นมาในกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อ สาร เพื่อที่จะมาดูแลเรื่องการบริหารทางด้านของธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันความพยายามที่จะอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการในด้านต่าง ๆ ที่เป็นบริการของภาครัฐ ก็มีการดำเนินการโดยหน่วยงนหลักๆ ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงแรงงานด้วย

นายกรัฐมนตรี กล่าวเสริมว่า การประชุมของคณะกรรมการโลจิสติกส์ในครั้งที่ผ่านมาให้ความสำคัญกับเรื่องการ พัฒนาระบบ National Single Window ซึ่งปัจจุบันกระทรวงการคลังดำเนินการไปได้ระดับหนึ่งในส่วนของระบบของ ศุลกากร แต่การเชื่อมโยงและการขยายผลตรงนี้ รวมไปถึงการที่จะต้องปรับปรุงกฎหมายและระบบงบประมาณนั้น ได้มีการเร่งรัดและมอบหมายเลขาธิการนายกรัฐมนตรีไปเร่งดำเนินการเพื่อ บูรณาการให้แผนของกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันรัฐบาลกำลังพยายามลดต้นทุนการดำเนินการขั้นตอนทางธุรกิจต่างๆ โดยได้มีการนำหน่วยงานต่างๆ ไปรวมอยู่ที่เดียวกัน เรียกว่าศูนย์บริการจุดเดียว ตั้งอยู่ที่จามจุรีสแควร์

ทั้งนี้ รัฐบาลได้เล็งเห็นถึงความสำคัญเรื่องของโลจิสติกส์เป็นอย่างมาก ซึ่งการลดต้นทุนทางด้านโลจิสติกส์ที่ผ่านมายังเป็นไปได้ค่อนข้างที่จะช้า แต่การลงทุนครั้งใหญ่ในระบบราง การสะสางกฎระเบียบ การเร่งรัดในเรื่องการใช้เครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ รวมไปถึงการส่งเสริมภาคเอกชนให้เข้ามามีส่วนร่วมทางด้านนี้ รัฐบาลมั่นใจว่าจะทำให้การพัฒนาในเรื่องของระบบโลจิสติกส์ในการลดต้นทุนนั้น เป็นไปตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ คือ ลดลงให้ต่ำกว่าร้อยละ 15 และในอนาคตต่อไปก็จะต้องลดลงให้ต่ำกว่าร้อยละ 10 ให้ได้ในที่สุด

โดย kai (ip:222...7)  เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2553 19:38:43 น.

 print friendly version 
 จำนวนคนดู 4099 ครั้ง
 แสดงความคิดเห็น

กรณีที่ท่านไม่ได้เป็นสมาชิก กรณีที่ท่านเป็นสมาชิก
ชื่อผู้ตั้งหัวข้อ  ! username
อี-เมล์ password
ข้อความ :: !
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Text Color Background Color Hyperlink Image Horizontal Rule
งง ยิ้มยิงฟัน หน้าบึ้ง โกรธ ง่วง กรอกตา ยิ้ม แลบลิ้น ขยิบตา เยี่ยม มาดเท่ห์
รูปภาพ : Options
ป้อนเลข 0 ในช่อง - > เพื่อเป็นการตรวจสอบและป้องกัน spam message
ข่าวสาร (315)
ทั่วไป (59)
เมืองน่าอยู่ (60)
ขยะ! ขยะ! ขยะ! (18)
สิ่งแวดล้อม (132)
น้ำ (44)
โครงการวางและจัดทำผังเมืองรวมจังหวัดสงขลา (2)
บทความ (244)
งานวิจัย (10)
กระทู้ (86)
เล่าเรื่องเมืองหาดใหญ่ (118)
เล่าเรื่องเมืองหาดใหญ่ โดย อ.พิชัย ศรีใส (50)
ตำบลรอบคลอง (20)
หลักสูตรท้องถิ่น คลองอู่ตะเภา (22)
นโยบายสาธารณะ (812)
สถานการณ์น้ำท่วม (20)
คืนมะโรงน้ำแดง (17)
เรื่องสั้นและบทกวี (75)
คุยกับทีมงาน (180)
 Member username  password remember me  สมัครสมาชิก  Go to top.
 Web Statistics : online 0 member(s) of 26 user(s) from all 203 member(s). SoftGanz Group. My Sql Database Server. PHP. The Apache. Mozilla. Nedstat Basic - Free web site statistics
Personal homepage website counter
User count is 7951942 person(s) and 26592881 hit(s) since Apr,27 2004 , current hit 1 time(s).
The Coca-Cola Foundation