รักษ์คลองอู่ตะเภา ฟื้นชีวิตให้สายน้ำ
หน้าแรก ข้อมูลทั่วไป สารคดี ฟอรั่ม มีอะไรใหม่
Topic
รายงานพิเศษ: ผุดถนนหมื่นล้านภาคใต้ ADB ชี้อนาคตสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ
ข่าวสาร >> เมืองน่าอยู่ (บทความ)
click to view full image (photo size 405689 byte(s) : 550 x 688 pixel)
รายงานพิเศษ: ผุดถนนหมื่นล้านภาคใต้ ADB ชี้อนาคตสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ
ประชาไท
มูหะหมัด ดือราแม

เมื่อเอ่ยถึง IMT - GT หลายคนคงจะรู้ว่าคือ สามเหลี่ยมเศรษฐกิจ อินโดนีเซีย – มาเลเซีย – ไทย แต่ก็คงไม่เคยเห็นว่า IMT - GT ทำอะไรบ้าง แต่นับจากนี้ เชื่อว่าคนไทยโดยเฉพาะคนภาคใต้จะเข้าใจมากขึ้น
ด้วยเพราะจะมีโครงการอันเป็นรูปธรรมตำตาเกิดขึ้นในอีกไม่นาน นั่นคือ โทลเวย์หาดใหญ่ – สะเดา มูลค่าเกือบหมื่นล้านบาท
โทลเวย์ หรือทางด่วนหาดใหญ่ – สะเดา เป็น 1 ใน 10 โครงการเร่งด่วนเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมโยงในอนุภูมิภาค (Priority Connectivity Projects: PCPs) ที่ ADB หรือธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย พร้อมให้การสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับประเทศเจ้าของโครงการ ภายใต้กรอบความร่วมมือการพัฒนาเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย หรือ Indonesia - Malaysia - Thailand Growth Triangle: IMT-GT
ความ เคลื่อนไหวสำคัญของ IMT-GT ที่ทำให้มองเห็นการพัฒนาที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นครั้งนี้ อยู่ที่การประชุมระดับรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่อาวุโส ครั้งที่ 17 และระดับมุขมนตรีและผู้ว่าราชการจังหวัด ครั้งที่ 7 แผนงาน IMT-GT ระหว่างวันที่ 3 - 5 สิงหาคม 2553 ที่ผ่านมา ที่โรงแรมมาริไทม์ ปาร์ค แอนด์ สปา รีสอร์ท อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่
เมื่อ ADB หรือ ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย ได้นำเสนอผลการทบทวนกลางทางของแผนที่นำทาง หรือ โรดแมป IMT-GT ปี 2007 – 2011 เพื่อให้ที่ประชุมพิจารณา โดยผลการประชุมครั้งนี้จะนำเสนอต่อที่ประชุมสุดยอดผู้นำ IMT-GT ครั้งที่ 5 ที่สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามปลายปีนี้
จาก 37 โครงการ กลั่นลงมาเป็น 12 แผนงาน จนในที่สุดก็เหลือ 10 โครงการ
ในจำนวน 10 โครงการดังกล่าว แบ่งเป็นโครงการในประเทศไทย 2 โครงการ ได้แก่ โครงการก่อสร้างทางด่วนพิเศษระหว่างเมือง หรือ มอเตอร์เวย์หรือโทลเวย์หาดใหญ่ – สะเดา จังหวัดสงขลา โดยมีวงเงินที่ ADB พร้อมสนับสนุนสูงถึง 300 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา หรือประมาณ 9,000 ล้านบาท
ขณะที่นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะฝ่ายไทยในการประชุมระดับรัฐมนตรี IMT – GT กล่าวว่า โทลเวย์สายสะเดามายังหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นโครงการที่พูดกันมานานแล้ว และเป็นความต้องการร่วมกันของทั้งสามประเทศ คือ ไทย มาเลเซียและอินโดนีเซีย จึงถูกนำมาบรรจุไว้ในโครงการที่มีความเป็นไปได้สูง ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากทุกฝ่ายแล้ว
พร้อม กับย้ำว่า ความเป็นไปได้ของโครงการนี้ก็คือ จะเป็นการจัดงบประมาณของฝั่งไทยเอง ขณะนี้กรมทางหลวงอยู่ในระหว่างทบทวนเรื่องการศึกษาออกแบบ คิดว่าทุกอย่างจะชัดเจนและตั้งงบประมาณสนับสนุนก้อนแรกได้ภายในปีงบประมาณ 2555
“โทลเวย์เส้นนี้ มีความยาวเกือบร้อยกิโลเมตร ใช้เงินประมาณ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 9 พันกว่าล้านบาท น่าจะเป็นโทลเวย์ที่แพงที่สุดในประเทศไทย” นายสาทิตย์ กล่าว
ไม่ เพียงแต่โทลเวย์หาดใหญ่ – สะเดาเท่านั้น ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าทางด้านการพัฒนาของพื้นที่ตามแนวเส้นทางนี้ไป แต่ยังเรื่องการตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนสะเดาด้วย
เขต เศรษฐกิจพิเศษนี้ จะใช้รูปแบบเดียวกับเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด จังหวัดตาก – เมืองเมียวดี ประเทศพม่า ปัจจุบันมีการร่างพระราชบัญญัติเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดออกมาแล้ว กำลังรอนำเข้าพิจารณาในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรอยู่
เนื่องจากก่อนหน้านี้ เมื่อปลายปี 2552 สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือสภาพัฒน์ ร่วมกับสำนักงานวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจของมาเลเซีย จัดทำโครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน บริเวณอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ประเทศไทย – เมืองบูกิตกายูฮิตัม รัฐเกดะห์ ประเทศมาเลเซีย ระยะที่ 2
โครงการศึกษาดังกล่าว สภาพัฒน์ ได้ว่าจ้างบริษัท โซซิโอ – เอคโคโนมิค คอนซัลแตนส์ จำกัดเป็นที่ปรึกษา ซึ่งที่ผ่านมาพบว่า มีพื้นที่ที่มีศักยภาพในการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน 6 แห่ง โดยชี้ว่าพื้นที่ที่เหมาะสมที่สุด คือ พื้นที่ชายแดนไทย – มาเลเซีย บ้านทับโกบ ตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา เนื้อที่ 990 ไร่
โดย เขตเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าวจะประกอบด้วยพื้นที่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ ยางพารา อุตสาหกรรมอาหารทะเลแช่แข็งและแปรรูป อุตสาหกรรมต้นน้ำของอุตสาหกรรมยานยนต์ สถานศึกษา ศูนย์ฝึกอบรมฝีมือแรงงาน สถานีขนส่งสินค้า คลังสินค้า หรือ Inland Container Depot (ICD) ธุรกิจการให้บริการทางการเงิน และอุตสาหกรรมอาหารและบริการฮาลาล
ที่สำคัญพื้นที่ทับโกบ ตั้งอยู่ใกล้แนวมอเตอร์เวย์หาดใหญ่ – สะเดา ตามที่กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ได้ศึกษาไว้ตั้งแต่ปี 2548
ส่วนเขต เศรษฐกิจพิเศษชายแดนฝั่งเมืองบูกิตกายูฮิตัม ทางมาเลเซียได้กำหนดให้เป็นพื้นที่อุตสาหกรรมหลักทางด้านยานยนต์และชิ้นส่วน ยานยนต์ ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินลงทุน 2 แสนล้านบาท ปัจจุบันได้พัฒนาไปไกลกว่าของไทยแล้ว
ขณะเดียวกัน ADB ได้บรรจุโครงการพัฒนาระบบศุลกากร หรือ ICQs มูลค่า 120 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกาไว้ใน 10 โครงการดังกล่าวด้วย
อีกโครงการหนึ่งที่ฝ่ายไทยกำลังเร่งพัฒนาอยู่ คือ การก่อสร้างด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ มูลค่า 1,000 ล้านบาท เนื่องจากด่านชายแดนไทย – มาเลเซีย ที่บ้านจังโหลน อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลาปัจจุบันมีความแออัดมาก
แม้ การก่อสร้างด่านสะเดาแห่งใหม่นี้ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี 2545 แล้ว แต่โครงการมีความล่าช้ามาก เนื่องจากติดปัญหาเรื่องค่าชดเชย เพราะที่ตั้งด่านศุลกากรแห่งใหม่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าคลองล่าปัง ตำบลสำนักขาม อำเภอสะเด เนื้อที่ประมาณ 765 ไร่ ถูกชาวบ้านบุกรุกแผ้วถางทำสวนยางพาราและไม้ผลจำนวนมาก
เฉพาะงบประมาณลงทุนก่อสร้างโทลเวย์กับด่านศุลกากรกรสะเดาแห่งใหม่มีสูงกว่า 10,000 ล้าน บาท ยังไม่รวมเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนอีกที่จะทำให้เกิดการลงทุนอีกมหาศาล แต่การทุ่มงบประมาณจำนวนนี้น่าจะคุ้มค่ามาก หากเทียบกับมูลค่าการค้าชายแดนในอำเภอสะเดาที่สูงถึง 400,000 ล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มสูงขึ้นได้อีก
ส่วนอีก 1 ใน 10 โครงการที่อยู่ในประเทศไทย คือ โครงการพัฒนาท่าเรือในภาคใต้ของไทย ได้แก่ ท่าเรือภูเก็ตและท่าเรือบ้านนาเกลือ จังหวัดตรัง วงเงิน 28 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา หรือประมาณ 900 ล้านบาท
ส่วนท่าเรือน้ำลึกปากบารา จังหวัดสตูลกับท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งที่ 2 ที่มีหลายฝ่ายออกมาผลักดันอยู่ในขณะนี้ ถูกตัดออกจากโครงการของ ADB ไปแล้ว
นายบุญช่วย จังศิริวัฒนธำรง ประธานสภาธุรกิจชายแดนใต้ในฐานะตัวแทนภาคเอกชนไทย ภายใต้แผนงาน IMT – GT กล่าวว่า สภาธุรกิจชายแดนใต้เสนอให้โครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา จังหวัดสตูล เข้าไปอยู่ในโครงการเร่งด่วนเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมโยงในอนุภูมิภาค (Priority Connectivity Projects: PCPs) ของ ADB ด้วย แต่ ADB ก็ตัดออก
ขณะที่นายปรเมธี วิมลศิริ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่อาวุโส IMT – GT ฝ่ายไทย กล่าวว่า เหตุที่ ADB ตัดโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา เพราะเป็นโครงการที่มีความไม่แน่นอนสูง ยังมีการต่อต้านจากชาวบ้านอยู่
ส่วนโครงการอื่นๆ ในจำนวน 10 โครงการ ที่เหลือเป็นของมาเลเซีย 2 โครงการ และของอินโดนีเซียอีก 6 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นโครงการเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รวมเงินมูลค่าทั้ง 10 โครงการเป็นเงิน 5.19 พันล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา หรือประมาณ 1.8 แสนล้านบาท
เมื่อโทลเวย์หาดใหญ่ – สะเดา เกิดขึ้นมาแล้ว เชื่อว่าจะพลิกโฉมหน้าการพัฒนาในภูมิภาค IMT – GT ไปอีกระดับหนึ่ง จากนั้นเมกะโปรเจกส์อื่นๆ ก็อาจผุดขึ้นมาตามๆกัน
0 0 0

โครงการศึกษาเรื่องการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หรือ มอเตอร์เวย์เส้นทางหาดใหญ่-ด่านสะเดาระยะทางประมาณ 47.2 กิโลเมตร เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2543 โดยกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม เป็นผู้ดำเนินการ แต่มีผลการศึกษาออกมาจริงๆ ในปี 2548 โดยมีวงเงินลงทุนตามผลการศึกษาขณะนั้น มูลค่าประมาณ 10,055 ล้านบาท
นาย ชูศักดิ์ เสวี ผู้อำนวยการสำนักแผนงานกรมทางหลวง(ทล.) เหตุที่มอเตอร์เวย์หาดใหญ่ – ด่านสะเดา สายนี้ยังไม่ได้ก่อสร้าง เนื่องจากผลการศึกษาขณะนั้น ระบุว่า ยังไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจจึงไม่เร่งผลักดันโครงการ แต่ผลการศึกษาระบุว่า จะเริ่มเห็นผลได้ในปี 2558
“แม้ผลการศึกษาดังกล่าว ระบุว่าจะเห็นผลในอีก 5 ปีข้างหน้า แต่ขณะนี้ได้เริ่มมีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์เส้นทางหาดใหญ่ - ด่านสะเดาแล้ว เพียงแต่ต้องมาวิเคราะห์งบประมาณในส่วนต่างๆ ใหม่อีกครั้งเท่านั้น โดยเฉพาะการเปิดสัมปทานภายใต้งบประมาณการลงทุนระยะเวลา 30 ปี” นายชูศักดิ์ กล่าว
ปัจจุบัน สำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้รื้อแผนโครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์หาดใหญ่ – ด่านสะเดาขึ้นมาอีกครั้ง แต่ปรับระยะทางเป็น 55 กิโลเมตร เพื่อรองรับการจราจรที่แออัดในถนนกาญจนวนิช ซึ่งเป็นถนนสายหลักสายเดียวจากหาดใหญ่ไปยังด่านสะเดา
แม้ สนข.ได้ปรับเปลี่ยนเส้นทางจากเดิมไปบ้าง เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป แต่เส้นทางใหม่ก็ยังผ่านบริเวณนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ หรือนิคมฉลุง อำเภอหาดใหญ่ เชื่อมกับเส้นทางเดิม โดยมีการเสนอให้สร้างอุโมงค์ลอดทางแยกสำคัญๆ
ขณะ เดียวกันต้องสอดคล้องกับการก่อสร้างด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ด้วย เนื่องจากด่านพรมแดนไทย – มาเลเซียที่บ้านด่านนอกปัจจุบัน ก็มีความแออัดเช่นกัน
ส่วน ข้อมูลโครงการเดิม ระบุว่า การก่อสร้างมอเตอร์เวย์สายนี้จะลดจุดตัดสำคัญ 3 จุด ในอำเภอหาดใหญ่ ตำบลปาดังเบซาร์ อำเภอสะเดา และที่ด่านสะเดา เพื่อให้รถใช้ความเร็วได้สม่ำเสมอ เหมาะสำหรับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศไทยและมาเลเซียผ่านด่านสะเดา
สำหรับ จุดเริ่มต้นโครงการอยู่ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา อยู่ใกล้กับ ไปสิ้นสุดที่ด่านสะเดาติดกับชายแดนประเทศมาเลเซียระยะทางประมาณ 47.2 กิโลเมตร มีทั้งส่วนที่เป็นถนนระดับพื้นและทางยกระดับ เขตทางกว้าง 70 เมตร ทิศทางไป-กลับฝั่งละ 2 ช่องจราจร
โดย มีแนวเส้นทางเชื่อมกับถนนเพชรเกษม ตำบลฉุลง อำเภอหาดใหญ่ ใกล้ๆ กับที่ตั้งนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ หรือ นิคมฉลุง ผ่านพื้นที่ใกล้กับสนามบินนานาชาติหาดใหญ่ เข้าไปในเขตอำเภอคลองหอยโข่ง แล้วเชื่อมต่อกับถนนกาญจวนิชก่อนถึงด่านสะเดา แต่อาจมีการเปลี่ยนแนวในบริเวณนี้ เพื่อรองรับด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่
ตลอดเส้นจะมีการติดตั้งรั้วกั้นระหว่างทางหลวงพิเศษและทางบริการชุมชนอื่นๆ จะมีการจัดส่วนไว้รองรับบริการ(Service Track) จะมีทางเข้า – ออก บริเวณที่ผ่านพื้นที่ชุมชนและพื้นที่สีเขียวจะต้องมีการเวนคืนบางส่วน
สำหรับ วงเงินลงทุนเดิม 10,055 ล้านบาทนั้น แบ่งออกเป็นค่าเวนคืนที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 641 ล้านบาท ค่าออกแบบรายละเอียด 120 ล้านบาท ค่าควบคุมงานก่อสร้าง 120 ล้านบาท ค่าก่อสร้าง 6,875 ล้านบาท ค่าบริหารจัดการโครงการ 1,456 ล้านบาท ค่าบำรุงรักษาประจำปี(รวม 26 ปี) 312 ล้านบาท ค่าบำรุงรักษาตามกำหนดเวลา (ทุกๆ 7 ปี) 531 ล้านบาท
ระยะเวลาตั้งแต่การออกแบบจนก่อสร้างแล้วเสร็จใช้เวลา 4 ปี และเปิดใช้เส้นทางอีก26 ปี รวมเป็น 30 ปี

เขตเศรษฐกิจพิเศษ – ภาพจำลอง 1 ใน 6 พื้นที่โครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน บริเวณอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ประเทศไทย – เมืองบูกิตกายูฮิตัม รัฐเกดะห์ ประเทศมาเลเซีย ระยะที่ 2 บริเวณบ้านทับโกบ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ใกล้ชายแดนไทย – มาเลเซีย
เขตเศรษฐกิจพิเศษสะเดามหานคร
เมื่อปลายปี 2552 สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ ได้จัดทำโครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน บริเวณอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ประเทศไทย – เมืองบูกิตกายูฮิตัม รัฐเกดะห์ ประเทศมาเลเซีย ระยะที่ 2 โดยว่าจ้างบริษัท โซซิโอ – เอคโคโนมิค คอนซัลแตนส์ จำกัดเป็นที่ปรึกษา มีนายสมสิชฌน์ บรมธนรัตน์ เป็นหัวหน้าโครงการ
การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของพื้นที่ชายแดนภาคใต้ เป็นฐานการผลิตเพื่อป้อนนิคมอุตสาหกรรม โดยจะเป็นที่ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมสนับสนุนอุตสาหกรรมหนักทั้งในฝั่งประเทศ ไทยและมาเลเซีย
เขต เศรษฐกิจพิเศษชายแดนนี้มีลักษณะคล้ายๆ กับเขตเศรษฐกิจชายแดน/นิคมอุตสาหกรรมแม่สอด – เมียวดี ซึ่งได้กำหนดให้อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก กับเมืองเมียวดีทางฝั่งประเทศพม่า ซึ่งเป็นเมืองคู่แฝดกันเป็นเศรษฐกิจชายแดน/นิคมอุตสาหกรรม
นอก จากนี้ ยังกำหนดให้เป็นประตูการค้า เป็นปัจจัยกระตุ้นการพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดสงขลาและสตูล เพื่อให้สามารถแข่งขันกับมาเลเซียได้ ตามยุทธศาสตร์การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน
โดยการศึกษาเรื่องการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนนี้ ทางสศช.ดำเนินการศึกษาคู่ขนานกับ Economic Planning Unit (EPU) หรือสำนักงานวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจของมาเลเซีย

โดยเขตเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าวจะประกอบด้วยพื้นที่อุตสาหกรรมและกิจกรรมต่างๆ ดังนี้
1. อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับยางพารา
2. อุตสาหกรรมอาหารทะเลแช่แข็งและแปรรูป
3. อุตสาหกรรมต้นน้ำของอุตสาหกรรมยานยนต์
4. สถานศึกษาและ / หรือศูนย์ฝึกอบรมฝีมือแรงงาน เพื่อเพิ่มศักยภาพของประชาชนในพื้นที่
5. สิ่งอำนวยความสะดวกในการบริหารจัดการขนส่ง เช่น สถานีขนส่งสินค้า คลังสินค้า หรือ Inland Container Depot (ICD)
6. ธุรกิจการให้บริการทางการเงินเพื่อการค้าชายแดน
7. อุตสาหกรรมอาหารและบริการฮาลาล

สำหรับพื้นที่ที่มีศักยภาพในการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนของฝั่งประเทศไทยตามผลการศึกษาของบริษัท โซซิโอ – เอคโคโนมิค คอนซัลแตนส์ จำกัด มี 6 พื้นที่ ประกอบด้วย
1. พื้นที่บ้านคลองแงะ อำเภอสะเดา
2. พื้นที่สถานีรถไฟคลองแงะ อำเภอสะเดา
3. พื้นที่อุตสาหกรรมเฉพาะกิจ ในเขตผังเมืองรวมสะเดา อำเภอสะเดา
4. พื้นที่ชายแดนไทย – มาเลเซีย บ้านทับโกบ ตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา
5. พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ ตำบลฉลุง อำเภอหาดใหญ่
6. พื้นที่ระหว่างเทศบาลตำบลคลองแงะกับองค์การบริหารส่วนตำบลพังลา

สำหรับพื้นที่ที่ 1 – 3 และ 6 ตั้งอยู่ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)พังลา และเทศบาลตำบลคลองแงะ อำเภอสะเดา มีพื้นที่รวม 650 ไร่
ส่วนพื้นที่ที่ 4 ตั้งอยู่ในเทศบาลตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา บริเวณบ้านทับโกบ มีพื้นที่ประมาณ 990 ไร่ ซึ่งบริษัทที่ปรึกษาระบุว่า เป็นพื้นที่ที่เหมาะสมและมีความพร้อมที่สุดในการจัดตั้งที่พักสินค้า
จาก การสังเกต จะพบว่า พื้นที่ทับโกบกับพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ ตั้งอยู่ใกล้แนวก่อสร้างทางด่วนพิเศษหรือมอเตอร์เวย์หาดใหญ่ – สะเดา จึงคาดว่าจะมีความเป็นไปได้สูงในการจัดตั้งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน โดยเฉพาะที่บ้านทับโกบ
สำหรับการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนนี้ จะได้รับสิทธิพิเศษ เช่น การอนุญาตให้คนต่างด้าวถือครองที่ดินได้ได้รับยกเว้นภาษีต่างๆ โดย อาจมีการออกกฎหมายเฉพาะเหมือนกับการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษในต่างประเทศ เช่น เขตเศรษฐกิจ- พาณิชย์พิเศษลาวบาว จังหวัดกวางตรี ประเทศเวียดนาม เขตเศรษฐกิจพิเศษสะหวัน - เซโน ประเทศลาว และเขตเศรษฐกิจพิเศษไห่หนาน ประเทศจีน
ส่วนเขต เศรษฐกิจพิเศษชายแดนฝั่งเมืองบูกิตกายูฮิตัม หรือเรียกว่า โกตา เปอร์ดานา ทางมาเลเซียได้กำหนดให้เป็นพื้นที่อุตสาหกรรมหลักทางด้านยานยนต์และชิ้นส่วน ยานยนต์ ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินลงทุน 2 แสนล้านบาท
นอก จากนี้ ตรงด่านชายแดนไทย – มาเลเซีย บ้านประกอบ อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา ทางมาเลเซียยังมีโครงการพัฒนาให้เป็นเมืองอุตสาหกรรมการเกษตร ชื่อว่าโครงการเมืองโกตา ปุตรา มีพื้นที่พัฒนาถึง 2,000 เอเคอร์ ขณะที่ฝ่ายไทย เพิ่งได้สร้างอาคารด่านศุลกากร ด่านตรวจคนเข้าเมือง ขณะที่ฝั่งมาเลเซีย ได้ก่อสร้างอาคารต่างๆ เสร็จสมบูรณ์ไปตั้งนานแล้ว



ศึกชิงที่ดินตั้งด่านสะเดาแห่งใหม่
การ ก่อสร้างด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ก็เป็นอีกโครงการหนึ่งที่มีปัญหามาก ทั้งที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ก่อสร้างมาตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี 2545 ให้แล้วเสร็จในเดือนธันวาคม 2554 แต่ปัจจุบันโครงการมีความล่าช้ามาก เนื่องจากติดปัญหาเรื่องค่าชดเชย
โครงการ ก่อสร้างด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าคลองล่าปัง ตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา บางส่วนเป็นที่ดินและที่ดินปฏิรูปเพื่อเกษตรกร หรือ ส.ป.ก.4-01 เนื้อที่รวมประมาณ 765 ไร่ ห่างจากด่านพรมแดนสะเดาปัจจุบัน 1.5 กิโลเมตร ซึ่งกรมป่าไม้อนุญาตให้กรมศุลกากรใช้ประโยชน์แล้ว
ขณะ ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองจะย้ายไปตั้งในที่ตั้งด่านศุลกากรแห่งใหม่นี้ด้วย เนื่องจากที่ตั้งด่านตรวจคนเข้าเมืองปัจจุบันมีพื้นที่เพียง 40 กว่าไร่เท่านั้น และไม่สามารถขยายพื้นที่ได้อีก เนื่องจากพื้นที่ชุมชนและย่านธุรกิจได้ขยายมาติดชายแดนแล้ว จึงทำให้มีความแออัดมาก
การ ก่อสร้างด่านศุลกากรแห่งใหม่ นี้มีบริษัท เอ.เอส.เอ การช่าง จำกัด เป็นผู้ชนะการประมูล และระยะเวลาก่อสร้าง 780 วัน วงเงินงบประมาณในการก่อสร้าง 1,000 ล้านบาท
ก่อนหน้านี้มีชาวบ้านเข้าไปบุกรุกแผ้วถางเพื่อทำสวนยางพารา ไม้ผลทั้งในที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ และที่ดิน ส.ป.ก.4-01 โดยมีการจ่ายค่าชดเชยแล้ว 79 ไร่ อยู่ระหว่างการเจรจาอีก 43 ราย รวม 60 แปลง
เหตุ ที่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ เนื่องจากชาวบ้านเรียกร้องค่าชดเชยพืชเกษตรสูงเกินกว่าราคาที่รัฐจะจ่ายให้ โดยเฉพาะต้นยางพารา ซึ่งรัฐเสนอจ่ายค่าชดเชยเฉลี่ยต้นละ 1,561 บาท หรือไร่ละ 109,286 บาท แต่ชาวบ้านเรียกร้องให้จ่ายถึงต้นละ 8,000 บาท

โดย kai (ip:222...174)  เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2553 19:46:57 น.

 print friendly version 
 จำนวนคนดู 83532 ครั้ง ความคิดเห็น 1 รายการ ล่าสุดเมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 54 22:23:36
 ความคิดเห็น
  ลำดับที่ 1
  ให้เขาตามคำเรียกร้องไปเถอะเพราะอย่างเราเองมีที่อยู่แค่10ไร่โดนเวรคืนเกือบหมด ณ ปัจจุบันราคายางกิโลเกือบ200หากเวณคืนต้นละ15xx ชาวสวนจนๆอย่างผมจะเอาอะไรกิน

จาก คนด่นนอกแต่แรก(ip:180...219)  เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2554 22:23:36 น.


 แสดงความคิดเห็น

กรณีที่ท่านไม่ได้เป็นสมาชิก กรณีที่ท่านเป็นสมาชิก
ชื่อผู้ตั้งหัวข้อ  ! username
อี-เมล์ password
ข้อความ :: !
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Text Color Background Color Hyperlink Image Horizontal Rule
งง ยิ้มยิงฟัน หน้าบึ้ง โกรธ ง่วง กรอกตา ยิ้ม แลบลิ้น ขยิบตา เยี่ยม มาดเท่ห์
รูปภาพ : Options
ป้อนเลข 0 ในช่อง - > เพื่อเป็นการตรวจสอบและป้องกัน spam message
ข่าวสาร (315)
บทความ (244)
งานวิจัย (10)
กระทู้ (86)
เล่าเรื่องเมืองหาดใหญ่ (118)
เล่าเรื่องเมืองหาดใหญ่ โดย อ.พิชัย ศรีใส (50)
ตำบลรอบคลอง (20)
หลักสูตรท้องถิ่น คลองอู่ตะเภา (22)
นโยบายสาธารณะ (812)
สถานการณ์น้ำท่วม (20)
คืนมะโรงน้ำแดง (17)
เรื่องสั้นและบทกวี (75)
คุยกับทีมงาน (180)
 Member username  password remember me  สมัครสมาชิก  Go to top.
 Web Statistics : online 0 member(s) of 24 user(s) from all 203 member(s). SoftGanz Group. My Sql Database Server. PHP. The Apache. Mozilla. Nedstat Basic - Free web site statistics
Personal homepage website counter
User count is 7885805 person(s) and 25836504 hit(s) since Apr,27 2004 , current hit 1 time(s).
The Coca-Cola Foundation