รักษ์คลองอู่ตะเภา ฟื้นชีวิตให้สายน้ำ
หน้าแรก ข้อมูลทั่วไป สารคดี ฟอรั่ม มีอะไรใหม่
Topic
กระบวนการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา
นโยบายสาธารณะ >> ข้อมูลน่ารู้ที่เกี่ยวข้อง กับนโยบายสาธารณะ (บทความ)
กระบวนการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา
ชาคริต โภชะเรือง

คำว่า”อู่ตะเภา” เป็นชื่อเรียกลำน้ำ และสถานที่หลายแห่งในประเทศไทย ในภาคใต้ก็มีหลายที่ ที่เรียกว่าอู่ตะเภา แต่สำหรับคลองอู่ตะเภา อันเป็นที่ตั้งของท่าหาดใหญ่ ซึ่งสันนิษฐานกันว่า เป็นเส้นข้ามคาบสมุทร เป็นเส้นทางการค้าทางน้ำเชื่อมต่อระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิก ส่วนอ่าวไทยที่ลึกไปสู่ทะเลสาบสงขลา ตลอดไปจนถึงปากบางอู่ตะเภา ข้ามผืนแผ่นดินไปเชื่อมต่อกับเส้นทางค้าทางน้ำด้านเมืองไทรบุรี (รัฐเคดาห์ประเทศมาเลเซีย) สู่มหาสมุทรอินเดีย

จากบทความของ อ.พิชัย ศรีใส ชมรมรวบรวมเรื่องเมืองหาดใหญ่ ระบุว่าตัวคลองอู่ตะเภาจริงๆ เกิดจากการไหลมาบรรจบของคลองใหญ่ 2 สาย ที่บางหรำ(บ้านคลองแงะ) คือ คลองรำ ซึ่งไหลมาจากเขาลูกช้างและเทือกเขาบรรทัด(ผาดำ) และคลองแม่น้ำที่ไหลมาจากเขาน้ำค้าง รวมความยาวเกือบร้อยกิโลเมตร ถึงปากอ่าวทะเลสาบ ถ้าจะแบ่งคลองอู่ตะเภาตามสภาพภูมิศาสตร์ และขนาดความกว้างลึกของลำคลอง อันเป็นบริบททั้งหมดของลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาแล้ว อาจแบ่งออกได้เป็น 3 ตอน คือ

ลุ่มน้ำอู่ตะเภาตอนเหนือ (อยู่ทิศใต้ แต่เหนือน้ำ) ซึ่งเป็นเขตป่าเขาของคลองแม่น้ำ และคลองรำอันมีกิ่งก้านสาขาเป็นห้วย หนอง คลอง บึง เป็นร้อยสาย ครอบคลุมพื้นที่เขตอำเภอสะเดา อำเภอคลองหอยโข่ง อำเภอนาหม่อม ลุ่มน้ำตอนเหนือเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติมากมาย สามารถหล่อเลี้ยงเมืองสงขลามาตั้งแต่อดีต ทรัพยากรจากลุ่มน้ำตอนเหนือไม่ว่าจะเป็นหนังสัตว์ ของป่า ไม้ ชัน น้ำมันยาง เครื่องเทศ ฯลฯ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลดึงดูดให้เรือสำเภาเข้าถึงท่าหาดใหญ่ และทำให้ที่แห่งหนึ่งบนเส้นทางน้ำสายนี้มีอู่สร้างซ่อมเรือสำเภาขึ้นที่ “บ้านโอ” (ด้านใต้ของวัดอู่ตะเภา) ตำบลคูเต่า อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

ลุ่มน้ำอู่ตะเภาตอนเหนือเป็นดินแดนสำคัญยิ่งสำหรับจังหวัดสงขลาทั้งจังหวัด เพราะเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาป่าไม้อุดมสมบูรณ์ และเป็นพื้นที่ราบเชิงภูเขา เป็นสวนยาง สวนปาล์ม สวนผลไม้ ซึ่งก่อนนี้เคยเป็นแหล่งแร่ดีบุก (ปัจจุบันหมดแล้ว) เนื่องจากพื้นที่ลุ่มน้ำอู่ตะเภาตอนเหนือเป็นเขตติดต่อชายแดนประเทศมาเลเซีย และเป็นป่าสลับซับซ้อน จึงมีความสำคัญทางด้านความมั่นคงของประเทศมากที่สุดแหล่งหนึ่ง ทางซีกคลองแม่น้ำเคยเป็นเขตอิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์มาลายา (รัฐบาลไทยเรียกว่า โจรจีนคอมมิวนิสต์) ส่วนซีกคลองรำเป็นเขตอิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (รัฐบาลไทยเรียกว่า ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์) อันที่จริงพื้นที่ส่วนนี้เคยเป็นเขตอิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์มาลายามาก่อน แต่ภายหลังได้ร่วมมือกัน จึงแบ่งเขตพื้นที่เป็นเขตเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (หลักฐานจากร่องรอยที่มั่นบนค่ายผาดำ และคำบอกเล่าของผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย)

ปัจจุบันล่มน้ำคลองอู่ตะเภาตอนเหนือส่วนชุมชนแนวถนนกาญจนวนิช และคลองแม่น้ำ เป็นเขตพื้นที่อุตสาหกรรม
ลุ่มน้ำอู่ตะเภาเขตชุมชน เป็นเขตพื้นที่สัมพันธ์กับคลองอู่ตะเภาโดยตรง มีลำคลองสาขาจากพื้นที่ต่างๆไหลลงสู่คลองอู่ตะเภามากมาย เช่น คลองปอม คลองหวะ คลองจำไหร คลองเตย คลองแห ฯลฯ ครอบคลุมพื้นที่อำเภอสะเดา ส่วนต่อกับอำเภอหาดใหญ่ อำเภอคลองหอยโข่งด้านตะวันออกเฉียงใต้ อำเภอหาดใหญ่ พื้นที่ลุ่มน้ำส่วนนี้ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบพื้นที่เกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชกรรม ชุมชนเมือง เป็นแหล่งผู้ใช้น้ำจากคลองอู่ตะเภามากที่สุด สำหรับการอุปโภคบริโภค การอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันเป็นพื้นที่ที่ปล่อยน้ำเสียลงคลองอู่ตะเภามากที่สุด

เนื่องจากเขตลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาย่านนี้เป็นชุมชนเมือง คลองอู่ตะเภาจึงเป็นแหล่งน้ำดิบสำหรับใช้ในการผลิตน้ำประปา เพื่อการหล่อเลี้ยงคนเมืองหาดใหญ่ทั้งเมือง คลองหอยโข่งบางส่วน นาหม่อมบางส่วน เมืองสงขลาทั้งเมือง เมืองสิงหนคร จึงสรุปได้ว่าความเป็นไปเกือบทั้งหมดของจังหวัดสงขลาอาศัยน้ำหล่อเลี้ยงจากคลองอู่ตะเภา จึงจัดเป็นเขตพื้นที่ลุ่มน้ำอู่ตะเภาที่สำคัญ

ท่าหาดใหญ่ตั้งอยู่บนพื้นที่เขตลุ่มน้ำอู่ตะเภาตอนนี้ และถ้าพิจารณาตามความกว้างลึกของคลองอู่ตะเภา เขตลุ่มน้ำตอนนี้นับได้ว่ามีอิทธิพลสูงสุด กล่าวคือ เป็นลำคลองที่ลึก และกว้างจนเรือขนาดใหญ่อย่างเรือสำเภาแล่นเข้าถึง อันเป็นสิ่งที่ทำให้ท่าหาดใหญ่ ได้มีความสำคัญมาแต่อดีต อีกทั้งเป็นเขตอิทธิพลน้ำขึ้น-น้ำลงมีมาถึงท่าหาดใหญ่ และเข้าไปถึงแถวบ้านชายคลอง ตำบลบ้านพรุ ด้วยเหตุนี้เองที่ก่อปัญหาน้ำเค็มเข้าถึงโรงผลิตน้ำประปาของการประปาภูมิภาคบางฤดูกาล
ลุ่มน้ำอู่ตะเภาตอนนี้ นอกจากเป็นชุมชนเมือง ยังเป็นแหล่งเพาะปลูกของพืชเศรษฐกิจสำคัญมากมาแต่อดีตแล้ว

ลุ่มน้ำอู่ตะเภาตอนล่าง อาจนับได้จากเขตอิทธิพลน้ำขึ้น-น้ำลงไล่ลงไปจรดปากบางและอ่าวแหลมโพธิ์ มีพื้นที่คลอบคลุมจากอำเภอหาดใหญ่ อำเภอบางกล่ำ อำเภอควนเนียง และอำเภอเมืองด้านทิศใต้ (ส่วนพื้นที่รับน้ำแนวฝั่งทะเลสาบ) พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม ประชาชนประกอบอาชีพเกษตรกรรม (ทำนา ทำสวน) ประมงพื้นบ้าน

เขตลุ่มน้ำตอนล่าง เป็นเขตลุ่มน้ำที่ได้รับผลกระทบจากมลภาวะ ที่ชุมชนเหนือน้ำปล่อยน้ำทิ้งลงคลองอู่ตะเภา จากเดิมที่เคยเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งวัฒนธรรมเฉพาะของแม่น้ำอู่ตะเภาหลายอย่าง อาทิ วิถีชีวิตที่ผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมจีนกับวัฒนธรรมไทยท้องถิ่นอย่างกลมกลืน จนเกิดมีศิลปวัฒนธรรมเฉพาะของตนเอง อย่างกรณีเพลงเรือแหลมโพธิ์ เพลงยาวเกาะใหญ่ การกราบไหว้บูชาบรรพบุรุษ อาคารสิ่งก่อสร้างที่มีลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมที่สวยงามโดดเด่น มีลักษณะเฉพาะอย่างเห็นได้ชัด

สภาพปัญหาของลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาในปัจจุบัน
กล่าวโดยภาพรวม ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาทั้ง 3 โซนกำลังประสบปัญหาที่สำคัญได้แก่

ปัญหาป่าต้นน้ำถูกทำลาย ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาตอนบนซึ่งอดีตเคยมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ ปัจจุบันประสบปัญหาถูกบุกรุกแผ้วถางทำลายป่าอย่างรุนแรง จากการสำรวจภาพถ่ายทางอากาศในปี 2547 พบว่าจังหวัดสงขลาเหลือพื้นที่ป่าสมบูรณ์เพียง 557,150 ไร่ หรือคิดเป็น 12.34% ของเนื้อที่จังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น1 ซึ่งมีอยู่ 123,400 ไร่ ถูกบุกรุกไปถึง30% และลุ่มน้ำชั้น 2 ซึ่งมีอยู่ 127,206 ไร่ ถูกบุกรุกไปแล้วถึง58%

ปัญหาน้ำเสีย อันเกิดจากแหล่งมลพิษสำคัญๆ ได้แก่ จากโรงงานอุตสาหกรรมและชุมชน โดยเฉพาะช่วงตอนกลางของลุ่มน้ำ ที่มีโรงงานมาตั้งอยู่ริมน้ำเป็นจำนวนมาก และมีการลักลอบปล่อยน้ำเสียลงสู่สายน้ำ ผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำคลองอู่ตะเภาพบว่ามีความเสื่อมโทรมที่สุดในบรรดาลุ่มน้ำสาขาของทะเลสาบสงขลา โดยวัดจากปริมาณน้ำใช้ 82,143 ลบ.ม./วัน พบว่ามีปริมาณน้ำเสียมากถึง 65,714 ลบ.ม./วัน

น้ำมีสภาพที่ขุ่นข้นและทางน้ำถูกกีดขวาง สาเหตุใหญ่เกิดจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว พื้นที่ทำการเกษตรส่วนใหญ่ในลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาจะเป็นสวนยางพารา ซึ่งเป็นการทำเกษตรเชิงเดี่ยวที่มีสภาพเตียนโล่ง เวลาฝนตกหน้าดินจึงถูกชะล้างลงไปในคลอง ทำให้สภาพน้ำในคลองเป็นสีชาขุ่น บวกผสมกับการลักลอบดูดทราย ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สภาพน้ำในคลองขุ่นข้น

ในช่วงตอนล่างของลุ่มน้ำเกษตรกรได้ทำการปลูกผักบุ้ง-ผักกระเฉด และผักตบชวาขวางทางน้ำ ทำให้ช่วงฤดูน้ำหลากกลายเป็นสิ่งกีดขวางการไหลของน้ำ

ความสัมพันธ์ของชุมชนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม อันเนื่องจากวิถีชีวิตเปลี่ยนไป นี้เป็นปัญหาสำคัญที่สุด และเป็นผลสืบเนื่องจากกระแสของการพัฒนาในแบบทุนนิยมที่ไหลเชี่ยวกรากเข้าโหมทำลาย ชุมชนทิ้งลำคลองที่เคยใช้เรือสัญจรหันมาใช้ถนน คนหันหน้าบ้านทิ้งลำคลองเป็นหลังบ้าน หันไปสนใจอุตสาหกรรมมากขึ้น ละวางเมินเฉยต่อสิ่งที่มีคุณค่าในอดีต ยกตัวอย่าง ข้าวที่ปลูกในที่ลุ่มรอบทะเลสาบจะเป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองที่มีหลากหลายพันธุ์มาก เช่นข้าวจมูกมูสังที่มีความหอมมาก เคยประกวดได้ที่ 2 ของโลกแต่ปัจจุบันสูญพันธุ์ไปแล้ว นับตั้งแต่รัฐบาลส่งเสริมการปลูกข้าวพันธุ์ กข ข้าวพื้นเมืองก็หายสาบสูญไปหมด

ขณะที่ลุ่มน้ำอู่ตะเภาเป็นชุมชนที่มีทั้ง 3 วัฒนธรรมคือไทย จีน และอิสลาม เป็นชุมชน 3 น้ำคือมีทั้งน้ำเค็ม น้ำกร่อย และน้ำจืด มีการผสมผสานของวัฒนธรรมได้อย่างลงตัวและสงบสุข เมื่อลักษณะทางกายภาพเปลี่ยนไป วิถีการผลิตเปลี่ยนไป คนเข้ามาสู่เมือง ลักษณะการผสมผสานทางวัฒนธรรมและการเมืองจะสูญหายไปด้วย

ทุกวันนี้คลองอู่ตะเภาเป็นเพียงแหล่งทิ้งขยะ หรือระบายน้ำเสีย อันเนื่องมาจากความสัมพันธ์ของมนุษย์กับธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไป คลองไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้โดยตรงเหมือนเช่นอดีต หากไม่มีการแก้ไขเท่ากับว่า คลองนี้ได้ “ตาย” ไปแล้วในความรู้สึกของชุมชน

เครือข่ายรักษ์คลองอู่ตะเภา
อย่างไรก็ดี ด้วยตระหนักในความสำคัญของคลองอู่ตะเภา จึงเกิดมีกลุ่มอนุรักษ์คลองอู่ตะเภามีกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง มีการเคลื่อนไหวอย่างหลากหลายรูปแบบ ทั้งดึงเอามิติประวัติศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศมาสร้างความตระหนักให้กับชุมชน หันกลับมาให้ความใส่ใจ

โดยที่ปัจจุบันนี้การอนุรักษ์ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา นับแต่ช่วงปี 2544 เป็นต้นมามีกลุ่มเครือข่ายรักษ์คลองอู่ตะเภา ที่เป็นกำลังสำคัญ

ความเป็นมาของเครือข่ายฯ นั้น คุณประโชติ อินทร์ถาวร ในฐานะประธาน ได้บันทึกการเกิดของเครือข่ายฯ ว่า เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2544 ได้มีกลุ่มคนที่สนใจและห่วงใยคลองอู่ตะเภา จำนวน 24 คนร่วมปรึกษาหารือกันที่ ห้องประชุม 215 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยสรุปที่ประชุมได้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับคลองอู่ตะเภากันอย่างกว้างขวาง ในที่สุดที่ประชุมได้มีความเห็นร่วมกันให้มีการจัดตั้งเครือข่ายรักษ์คลองอู่ตะเภา เพื่อช่วยกันรณรงค์ให้คนที่ใช้ประโยชน์จากคลองอู่ตะเภาทั้งทางตรงและทางอ้อม มาช่วยกันดูแลรักษาให้คลองอู่ตะเภาเป็นลำคลองที่มีน้ำใสปลอดภัยไร้เชื้อโรคในอนาคต

ถึงกระนั้น หากย้อนรำลึกถึงกลุ่มบุกเบิกกิจกรรมในการอนุรักษ์คลองอู่ตะเภาแล้ว กลุ่มกิจกรรมแรกๆที่เข้ามาเปิดพื้นที่ทำงานอย่างเข้มแข็งและจริงจัง ก็คือ กลุ่มของคุณอนันต์ กาญจนสุวรรณ คุณลัภย์ หนูประดิษฐ์ อดีตกำนันเต๊ะ ปกติ ที่ได้มีการรวมตัวกันเคลื่อนไหวในช่วงปลายน้ำ เมื่อปี 2518 จะมีกฎหมายขยายเขตคลองอู่ตะเภาในพื้นที่รวม 6 ตำบล ตั้งแต่วัดหาดใหญ่ในลงไป คุณอนันต์ ในฐานะประธานชมรมอนุรักษ์คลองอู่ตะเภา(ชื่อในขณะนั้น)ได้ออกมาคัดค้านจนมีการเลิกลาไป

ปี 2522 มีโรงงานโดยเฉพาะโรงเหล้าเกิดขึ้นในพื้นที่เทศบาลนครหาดใหญ่ ซึ่งได้สร้างผลกระทบกับแหล่งน้ำธรรมชาติที่สำคัญ 2 สายคือ คลองเตยและคลองอู่ตะเภา ทางกลุ่มอนุรักษ์ก็มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง

ปี 2542 ต่อมากลุ่มที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในการรวบรวมข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ของเมืองหาดใหญ่และคลองอู่ตะเภา ได้แก่ ชมรมรวบรวมเรื่องเมืองหาดใหญ่ ที่มีสมาชิกสำคัญ ได้แก่ คุณกิตติ จิระนคร นพ.อนันต์ บุญโสภณ พญ.รัชนี บุญโสภณ อ.พิชัย ศรี ใส คุณอรัญ จิตตะเสโน คุณถวัลย์ วาณิชย์กุลŽ ได้มีกิจกรรมล่องคลอง เผยแพร่และถกสนทนาถึงที่มาของเมืองหาดใหญ่ รับช่วงกับข้อมูลทางด้านระบบนิเวศและปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมของกลุ่มนักวิชาการอิสระ อย่าง ผศ.ประสาท มีแต้ม รศ.ดร.เริงชัย ตันสกุล คุณประทุม กาญจนสุวรรณ และรวมถึงกลุ่มนักพัฒนาองค์กรเอกชน ได้แก่ คุณนฤทธิ์ ดวงสุวรรณ

กลุ่มธนาคารชีวิตวัดดอน ที่มีแกนนำอย่าง จ่านิคม ทองมุณี

แกนนำชุมชนบางโหนด อย่าง ลุงเจียร ไชยวรรณ

ชมรมไก่เถื่อน ของ อ.สุชาติ สุริยันต์ยงค์ อ.สุพจน์ แสงจันทร์ อ.สุภาพ แก้วได้ปาน มีกิจกรรมเคลื่อนไหวในช่วงต้นน้ำ สะเดา คลองแงะ ท่าโพธิ์

กลุ่มธรรมยาตราเพื่อลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่มีบทบาทในการสร้างความตระหนักและตื่นตัวให้กับประชาชนรอบพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา มีกิจกรรมเดินธรรมยาตรา สำรวจปัญหา และหาทางแก้ไขมาอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม เฉพาะในอำเภอหาดใหญ่ยังมีกลุ่มกิจกรรมพัฒนาต่าง ๆ ที่ทำกิจกรรมอยู่ในพื้นที่อีกหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มบ้างดำเนินงานอย่างเป็นเอกเทศ มีลักษณะเนื้องานที่แตกต่างกันไป บ้างก็มีสมาชิกคละปะปนอยู่ในกลุ่มต่างๆ อาทิเช่น ประชาคมสุขภาพสงขลา ชมรมคนรักเมืองหาดใหญ่ กลุ่มศึกษาการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนจังหวัดสงขลา วิทยาลัยวันศุกร์ สมัชชาสงขลาเพื่อการปฏิรูปการเมือง กลุ่มผู้บริโภคเข้มแข็ง กลุ่มมานีมานะ กลุ่มหมื่นส้อง หอศิลป์สยาม ร่มรื่นในลานเมือง ลานบ้านริมควน ฯลฯ

ในช่วงปี 2546 เวทีกลางของเครือข่ายรักษ์คลองอู่ตะเภา จึงได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ การประชุมแต่ละครั้งเกิดขึ้นได้ก็ด้วยความร่วมมือกัน ของโครงการปฏิบัติการชุมชนและเมืองน่าอยู่ สหกรณ์ออมทรัพย์และคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสถาบันวิจัยระบบสุขภาพภาคใต้ โดยพยายามใช้ศักยภาพของท้องถิ่นให้เป็นประโยชน์สูงสุด ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ในเวทีดังกล่าวนี้มีผู้เข้าร่วมที่หลากหลายนับตั้งแต่ การประปา กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามแนวคลอง องค์กรชาวบ้านที่ทำกิจกรรมเพื่อดูแลรักษาคลอง สถาบันการศึกษา เครือข่ายครูสิ่งแวดล้อมศึกษาจังหวัดสงขลา คณะสงฆ์ นักพัฒนาเอกชน ทุกคนได้นำเสนอความฝันที่มีต่อคลองอู่ตะเภา ตลอดจนได้เสนอถึงกระบวนการทำงานกับคลองอู่ตะเภาในระยะที่ผ่านมา และร่วมกันค้นหาแนวทางที่จะแก้ไขปัญหาต่อไป

โรงเรียนวัดโคกสมานคุณ เป็นอีกภาคีหนึ่งได้จัดกระบวนการเรียนรู้เรื่องการจัดการขยะ แก่ครู และนักเรียน มีกิจกรรมคัดแยกขยะและการผลิตน้ำหมักชีวภาพ และริเริ่มจัดตั้งธนาคารบูรณาการขยะในโรงเรียน

โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ มีกิจกรรมนักสืบสายน้ำ ตั้งแต่ปี 2541-2547 และริเริ่มจัดทำหลักสูตรท้องถิ่น มีรายวิชารักคลองอู่ตะเภาในโรงเรียน ในปี 2545 ปีต่อมาได้ขยายเป็น “รักษ์ถิ่น” มาถึงปี 47 หลักสูตรรักษ์คลองอู่ตะเภา ได้จัดตั้งคณะทำงานหลักสูตรจากเขตพื้นที่การศึกษาสงขลาทั้ง 3 เขต มีทีมงานและกรรมการสถานศึกษาร่วมกันวางแผน
กลุ่มมานี-มานะ นำละคร “อู่ตะเภา” และกิจกรรม “กระบวนการเรียนรู้ผ่านสื่อศิลปะ” รณรงค์ปลูกฝังจิตสำนึกให้กับเด็กนักเรียนชั้นประถม 5 – 6 ในการใช้น้ำจากคลองอู่ตะเภา ควรจะได้รับรู้ถึงปัญหา ได้รับการปลูกฝังจิตสำนึกในการดูแลและรักษาคลองอู่ตะเภา

กลุ่มสวีท จูเนียร์ และกลุ่มเด็กคิด โดยมีแกนหลักได้แก่ คุณชัยวุฒิ เกิดชื่น มีกิจกรรมอบรมทักษะการจัดรายการวิทยุให้กับเยาวชน เชื่อมโยงกับข้อมูลสิ่งแวดล้อมด้านต่าง ๆ จนเกิดทักษะในการเรียนรู้ และมีปฏิบัติการผลิตสารคดีออกมาเผยแพร่สู่ผู้ฟัง

เว็บไซด์ www.khlong-u-taphao.com และจดหมายข่าว “คลองอู่ตะเภา” วางบทบาทเป็นช่องทางสื่อสารสาธารณะของเครือข่าย(ที่มีผมเป็นผู้รับผิดชอบ)เป็นสื่อกลางในการเชื่อมร้อยเครือข่าย ตลอดจนสื่อสารข้อมูล กิจกรรมของการฟื้นฟูคลองอู่ตะเภา โดยจัดส่งไปยังหน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประชาชนทั่วไป โรงเรียน สถาบันการศึกษา และผู้สนใจ นอกจากนี้ก็ยังมีสื่ออื่นๆ เช่น นิทรรศการ บทความ การสนทนาในรายการวิทยุ และหนังสือเล่ม

กลุ่มประชาคมอนุรักษ์ป่าผาดำ มีกิจกรรมลาดตระเวนเฝ้าระวังป่าต้นน้ำ ป่าผาดำมาตั้งแต่ปี 2544

เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพจังหวัดสงขลา ก็เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่สนับสนุนงบประมาณให้กับภาคีเครือข่ายในการอนุรักษ์คลองอู่ตะเภา

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์คลองอู่ตะเภา มีกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมกับสายน้ำอย่างต่อเนื่อง เช่น อบต.คูเต่า อบต.แม่ทอม จัดกิจกรรมประเพณีแข่งเรือยาวเป็นประจำทุกปี เทศบาลตำบลปริก อบต.คลองหอยโข่ง อบต.โคกม่วง อบต.ทุ่งลาน ก็เป็นอีกกำลังสำคัญ

บทบาทและความเชื่อมโยงในการทำงานของเครือข่าย
ด้วยพื้นฐานความหลากหลายดังกล่าว จึงเกิดรูปแบบความสัมพันธ์แบบ “หลวมๆ” เพื่อความเป็นอิสระและมีเป้าหมายร่วมกัน ตามแผนผังตารางดังต่อไปนี้
ภารกิจ หน่วยงาน บทบาท
การจัดการความรู้
1. เครือข่ายครูรักษ์คลองอู่ตะเภา ที่มีโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ เป็นแกนนำ
2. คณะวิทยาศาสตร์ มอ.หาดใหญ่
3. คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม มอ.หาดใหญ่
4. คณะวิศวกรรมศาสตร์ มอ.หาดใหญ่
5. สถาบันวิจัยระบบสุขภาพภาคใต้
6. ชมรมรวบรวมเรื่องเมืองหาดใหญ่
7. นักวิชาการอิสระ
บทบาท รวบรวม สังเคราะห์ความรู้และสนับสนุนทางวิชาการ

ภารกิจ สนับสนุนงบประมาณ
1.สหกรณ์ออมทรัพย์ มอ.หาดใหญ่
2.โครงการปฎิบัติการชุมชนและเมืองน่าอยู่
3.เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพจังหวัดสงขลา
4.สถาบันวิจัยระบบสุขภาพภาคใต้
บทบาทสนับสนุนความต่อเนื่องการทำงาน

สนับสนุนกระบวนการทำงาน
1. คณะวิทยาศาสตร์ มอ.หาดใหญ่
2.โครงการปฎิบัติการชุมชนและเมืองน่าอยู่
3.แผนงานสื่อสารสาธาณะพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา
4.ชมรมรวบรวมเรื่องเมืองหาดใหญ่
5.เครือข่ายชุมชนฟื้นฟูทะเลสาบสงขลา โซนเมือง
บทบาท แกนประสาน

เป็นช่องทางเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร
1. แผนงานสื่อสารสาธารณะพื้นที่คลองอู่ตะเภา www.khlong-u-taphao.com และ จดหมายข่าว คลองอู่ตะเภา
2. กลุ่มเด็กคิด บ.สวีท จูเนียร์ FM.101.00 MHz
3. วิทยาลัยวันศุกร์
4. หนังสือพิมพ์โฟกัสภาคใต้
5. รายการสภากาแฟ FM.88.00 MHz
6. บ้านหนังสือชุมชนหาดใหญ่
บทบาท สื่อสารสาธารณะ
* หมายเหตุ ไม่นับรวมเครือข่ายภาคราชการที่มาสมทบเป็นภาคีในภายหลัง

กระบวนการนโยบายสาธารณะในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา
จะเห็นได้ว่า นับแต่ปี 2518 ที่เริ่มมีผลกระทบจากนโยบายของภาครัฐลงมาในพื้นที่ลุ่มน้ำ ภาคประชาชนได้ลุกขึ้นมาคัดค้านและส่งผลให้ต้องมีอันเลิกลาไป เท่ากับว่าการแสดงออกดังกล่าวได้สร้างรากฐานที่สำคัญให้กับการก่อตัวของเครือข่ายภาคประชาชนที่มาร่วมกันอนุรักษ์คลองอู่ตะเภาในเวลาต่อมา

ทว่าการก่อตัวของภาคประชาชนในเวลาต่อมา ซึ่งได้มีกิจกรรมในเชิงผลักดัน “นโยบายสาธารณะ” (อันที่จริงคำนี้เพิ่งปรากฏขึ้นในเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ในพื้นที่ได้มีกิจกรรมลักษณะนี้มานานแล้ว) ในช่วงนี้เป็นไปในลักษณะแตกต่างไปตามความสนใจของกลุ่มหรือองค์กร แต่ก็ล้วนมีลักษณะร่วม คือ มีใจหรือจิตสำนึกสาธารณะ อาทิเช่น ชมรมรวบรวมเรื่องเมืองหาดใหญ่ ที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวของกลุ่มคนทำกิจกรรมและนักวิชาการอิสระ ใช้มิติประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์ และรวบรวมสังเคราะห์ความรู้ที่เป็นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นนำไปเผยแพร่ตามสื่อต่างๆ หรือกลุ่มนักวิชาการอิสระ โดยเฉพาะนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ใช้ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมมาขยายผลทั้งสาเหตุของปัญหา ความรุนแรง และแนวทางแก้ไข นำเสนอต่อสาธารณะ หรือกลุ่มครูโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์นำนักเรียนลงไปเรียนรู้สายน้ำ หรือกลุ่มธนาคารชีวิตวัดดอนทำกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม เช่น แข่งเรือยาว ฟื้นเพลงเรือแหลมโพธิ์ เป็นต้น

ในช่วงที่ 3 ของการทำงาน ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อสำคัญ คือนับแต่ปี 2546 ที่กลุ่มต่างๆเริ่มมีการเกาะเกี่ยวสัมพันธ์เป็นเครือข่ายที่ชัดเจนมากขึ้น ขณะเดียวกัน มีงบประมาณสนับสนุนการทำกิจกรรมอย่างเต็มที่และต่อเนื่อง และที่สำคัญ มาผสมกับแรงบวกจากนโยบายการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาของรัฐบาล ทำให้หน่วยงานภาครัฐเริ่มมีกิจกรรมฟื้นฟูสายน้ำมากขึ้นตามลำดับ

และหากประมวลผลการเคลื่อนงานนโยบายสาธารณะในลุ่มน้ำ จากอดีตมาถึงปัจจุบันจะพบว่าเกิดขึ้นได้ใน 4 ลักษณะดังต่อไปนี้

1. เกิดจากวิกฤตการณ์ของปัญหา การก่อตัวเช่นนี้ระดับความรุนแรงของปัญหาจะเป็นตัวเร่งให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหันหน้ามาทางออกร่วมกัน โดยมีคนกลางเข้ามาเป็นหน่วยประสาน(ทั้งที่เป็นหน่วยงานรัฐและองค์กรพัฒนาเอกชน)จนได้ข้อสรุปเกิดเป็นนโยบาย ดังเช่น กรณีของป่าต้นน้ำป่าผาดำ

2. เกิดจากการร่วมกันผลักดันแตกต่างไปตามกลุ่ม ชมรม องค์กร ประเด็นเรื่องและพื้นที่สนใจ การกำหนดนโยบายสาธารณะจากจุดเริ่มต้นนี้จะมีกลุ่มคนในชุมชนหรือตามประเด็นที่เกาะติดอย่างต่อเนื่อง สร้างรากฐานบ่มเพาะความต้องการผ่านระยะเวลายาวนานมาระดับหนึ่ง เช่น การชำระประวัติศาสตร์ท้องถิ่น

3. เกิดจากการผลักดันของเครือข่าย ยกตัวอย่าง เช่น การสร้างหลักสูตรท้องถิ่นวิชารักษ์คลองอู่ตะเภา แล้วขยายผลไปยังโรงเรียนในเครือข่าย และแผนแม่บทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่กำลังจะเกิดขึ้นเร็วๆนี้

4. เกิดจากนโยบายของหน่วยงานภาครัฐและท้องถิ่น ได้แก่ แผนแม่บทการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ที่เครือข่ายฯได้เข้าไปมีส่วนร่วม

การสร้างนโยบายสาธารณะในลุ่มน้ำของเครือข่าย โดยสรุปแล้ว เครือข่ายรักษ์คลองอู่ตะเภามีวิธีการที่แตกต่างกันดังนี้
1. ใช้วิกฤตการณ์สร้างเงื่อนไขและโอกาส ดังเช่น ความขัดแย้งในพื้นที่ป่าต้นน้ำ ที่มีปัญหาการบุกรุกป่าต้นน้ำ จนมีการตั้งคณะทำงานและมีมติให้ใช้ ม.25 ตามมติครม.ปี 2541 แก้ปัญหา
2. ใช้ความสัมพันธ์เชิงบุคคลในการผลักดันเชิงนโยบาย ดังจะเห็นได้จากการสะสมทุนทางสังคมของกลุ่มองค์กรอนุรักษ์ที่มีอย่างหลากหลาย เมื่อมีโอกาสประสานงานกับฝ่ายนโยบายในพื้นที่ ความสัมพันธ์เชิงบุคคลจึงเป็นทางลัดนำไปสู่การสร้างนโยบายสาธารณะในที่สุด
3. ใช้ความรู้เป็นตัวขับเคลื่อน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การผลักดันให้เกิดหลักสูตรท้องถิ่น วิชารักษ์คลองอู่ตะเภา แล้วใช้กระบวนการสร้างหลักสูตรท้องถิ่นผลักดันเชิงนโยบายให้ภาคีโรงเรียนของเครือข่ายนำไปใช้ในการเรียนการสอน
4. ใช้กิจกรรมเป็นช่องทางประสานความร่วมมือ เครือข่ายรักษ์คลองอู่ตะเภาส่วนใหญ่จะใช้แนวทางประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน องค์กรชุมชน สถาบันวิชาการ โดยใช้กิจกรรมเป็นสะพานสร้างความสัมพันธ์ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ปัญหา และนำมาสู่แนวทางแก้ไขในที่สุด

ผลของนโยบายสาธารณะ โดยเฉพาะในช่วงปี 2548 ที่ได้ดำเนินงานร่วมกับเครือข่ายรักษ์คลองอู่ตะเภามีผลการดำเนินงานตามกิจกรรมหลักๆ ดังนี้

กิจกรรมเทศกาลสงขลาสัญจร เป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นมาจากหน่วยงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดผ่านงบประมาณมาสนับสนุน ชมรมรวบรวมเรื่องเมืองหาดใหญ่ชักชวนเครือข่ายรักษ์คลองอู่ตะเภา กลุ่มนักวิชาการอิสระและชุมชน ใช้ช่องทางของกิจกรรมดังกล่าวร่วมกันผลักดันเชิงนโยบายสาธารณะในพื้นที่ได้แก่ การร่วมมือกับเทศบาลตำบลปริก ให้ความสำคัญกับการชำระประวัติศาสตร์ของสวนหม่อม การผลักดันเทศบาลนครหาดใหญ่ให้มีการคืนท่าหาดใหญ่ ฟื้นท่าหาดใหญ่ที่มีความสำคัญกับชุมชนหลังอำเภอ ให้ได้กลับมาใช้ประโยชน์

กิจกรรมธรรมยาตรา เครือข่ายรักษ์คลองอู่ตะเภาได้เข้าไปรับรู้ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ป่าต้นน้ำ และร่วมกับหน่วยงาน องค์กรในชุมชน หาทางแก้ปัญหาป่าต้นน้ำ ผลักดันเชิงนโยบายให้ใช้ มาตรา 25 ตามมติครม.ปี 2541 ในการแก้ปัญหาการบุกรุกป่า

กิจกรรมถวายเทียนพรรษา อันนำมาสู่ความร่วมมือระหว่างภาคีที่หลากหลายมากขึ้น ได้แก่ หอการค้า สโมสรโรตารี่ สหกรณ์ออมทรัพย์ ร้านอาหาร และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จนนำมาสู่การตั้งคณะทำงานเครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นฟื้นคลองอู่ตะเภา และจะมีการทำแผนของท้องถิ่นในการแก้ปัญหาทั้ง 3 โซน ได้แก่ โซนต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

ปัจจุบัน เครือข่ายฯได้ดำเนินการจัดตั้งกองทุน “รักษ์คลองอู่ตะเภา” โดยมีทุนเบื้องต้นจำนวน 105,000 บาท

บทสรุป : เอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง
ว่าไปแล้ว คลองอู่ตะเภาก็ไม่ต่างไปจากลุ่มน้ำหลักๆสายอื่นของประเทศที่กำลังอยู่ในภาวะของความเสื่อมโทรมรอการฟื้นฟูเยียวยา การมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาพื้นความอุดมสมบูรณ์ในอดีตกลับมา แนวทางแก้ปัญหาไม่ว่าจะเป็นการทอดสะพานความร่วมมือร่วมใจของหน่วยงานภาครัฐ การประสานเชื่อมโยงกับกลุ่มองค์กรต่างๆในพื้นที่ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ต้องเร่งกระทำ ขณะเดียวกัน ทิศทางในเชิงนโยบายที่จะกำหนดชะตากรรมของพื้นที่ ไม่จำเป็นจะต้องเฝ้ารอผู้มีอำนาจสั่งการเพียงลำพังอีกต่อไป นั่นเพราะว่าในปัจจุบัน การสร้างนโยบายสาธารณะที่ดีไม่จำเป็นจะต้องเริ่มต้นจากฝ่ายนโยบายหรือฝ่ายการเมืองกำหนดทิศทางลงมา ด้วยมีช่องทางที่เปิดกว้างให้กับทุกฝ่าย โดยเฉพาะจากชุมชน ดังที่เรากล่าวขานกันว่า “เอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง” ในเมื่อเราตระหนักดีว่าสภาพปัญหา ความต้องการ ข้อเท็จจริงต่างๆนั้นย่อมเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้วในพื้นที่ จึงกล่าวได้ว่าต่อไปนี้เป็นภาระหน้าที่ของชุมชนอย่างไม่อาจเลี่ยงได้ที่จะต้องเข้ามาร่วมรับผิดชอบ และถึงที่สุดแล้วมันก็ถึงเวลาที่เราทุกฝ่ายจะต้องนั่งลงหันหน้าเข้ามาร่วมมือกัน และก้าวเดินไปด้วยกันอย่างเคารพในศักดิ์ศรีและตระหนักในบทบาทที่มีส่วนหนุนเสริมกันและกัน

เรามาช่วยกันสรรสร้างนโยบายสาธารณะเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของตัวเราเอง และเหนืออื่นใด ความผูกพันในฐานะที่เราท่านที่อยู่ในพื้นที่ต่างเปรียบเสมือนลูกหลานของแม่อู่ตะเภา จึงสมควรแสดงความกตัญญูด้วยการรำลึกถึงบุญคุณของท่าน และร่วมกันหาทางเยียวยารักษา ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป.

โดย kai (ip:58...232)  เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2549 07:32:06 น.

 print friendly version 
 จำนวนคนดู 83528 ครั้ง ความคิดเห็น 5 รายการ ล่าสุดเมื่อ 3 กันยายน 54 12:07:49
 ความคิดเห็น
  ลำดับที่ 1
Sittipon
 
click to view full image (photo size 35352 byte(s) : 720 x 374 pixel)
โครงการคลองไทย(คอคอดกระ)

"สร้างคลองไทยสู้ภัยเศรษฐกิจ" Learning from the Thai Canal Project "Construction of the Thai Canal can resolve economic crisis"

..... ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมฟังการเสวนาวิชาการเรื่อง " ขุดคลองไทยเส้นทางเศรษฐกิจใหม่ด้านการค้าการลงทุนโลก " ณ ห้องประชุม 10210 อาคาร 10 ชั้น 2 มหา วิทยาลัยหอการค้าไทย ถนนวิภาวดีรังสิต เขตห้วยขวาง 10400 กทม. จัดโดยสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยหอการค้าไทยโดยความร่วม มือจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะเศรษฐศาสตร์ ในวันศุกร์ที่ 4 สิงหาคม 2549 เวลา 13:00 น. ถึง 16:00 น. สอบถามรายละเอียดได้ ที่อาจารย์ พัชรี จันทนบุบผา โทร 02-697-6726 หรือ 01-841-6744

......คลองไทยจะเกิดได้อย่าหวังจากรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง คลองไทยจะเกิดได้เกิดจากประชาชนคนไทยช่วยกันผลักดันรัฐบาล มาช่วยกันสร้างภูมิความรู้เรื่องคลองไทยให้กับ ประชาชนให้มากที่สุด แล้วเราจะได้เห็นคลองไทยเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญความมั่นคงของประเทศไทย

http://WWW.THAI-CANAL.COM

จาก Sittipon(ip:58...151)  เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2549 17:47:22 น.


  ลำดับที่ 2
  สร้างสิ่งดีๆให้เกิดขึ้นในสังคม.......

จาก จะเกิดอะไรขึ้นถ้าไม่(ip:222...141)  เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2549 21:58:43 น.


  ลำดับที่ 3
  ทำไมต้องมีการบ้าน

จาก เท้ท(ip:203...9)  เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2550 12:37:01 น.


  ลำดับที่ 4
  หมดน้ำหมดคลองน้องพี่ทีนี้ละโทษใครละทั้ง2ตอ้งมลายสิ้นแผ่นดินแหล่งน้ำ

จาก ชีวิตคลองชีวิตคน(ip:118...200)  เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2553 11:19:12 น.


  ลำดับที่ 5
  อดีตคลองอู่ตะเภาคือสายน้ำแห่งชีวิตแต่ปัจจุบันกำลังจะเป็นคูระบายน้ำสำหรับชุมชนและโรงงานคิดแล้วก็เศร้าใจ /คนไท

จาก คนไท(ip:58...132)  เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2554 12:07:49 น.


 แสดงความคิดเห็น

กรณีที่ท่านไม่ได้เป็นสมาชิก กรณีที่ท่านเป็นสมาชิก
ชื่อผู้ตั้งหัวข้อ  ! username
อี-เมล์ password
ข้อความ :: !
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Text Color Background Color Hyperlink Image Horizontal Rule
งง ยิ้มยิงฟัน หน้าบึ้ง โกรธ ง่วง กรอกตา ยิ้ม แลบลิ้น ขยิบตา เยี่ยม มาดเท่ห์
รูปภาพ : Options
ป้อนเลข 0 ในช่อง - > เพื่อเป็นการตรวจสอบและป้องกัน spam message
ข่าวสาร (315)
บทความ (244)
งานวิจัย (10)
กระทู้ (86)
เล่าเรื่องเมืองหาดใหญ่ (118)
เล่าเรื่องเมืองหาดใหญ่ โดย อ.พิชัย ศรีใส (50)
ตำบลรอบคลอง (20)
หลักสูตรท้องถิ่น คลองอู่ตะเภา (22)
นโยบายสาธารณะ (812)
สถานการณ์น้ำท่วม (20)
คืนมะโรงน้ำแดง (17)
เรื่องสั้นและบทกวี (75)
คุยกับทีมงาน (180)
 Member username  password remember me  สมัครสมาชิก  Go to top.
 Web Statistics : online 0 member(s) of 38 user(s) from all 203 member(s). SoftGanz Group. My Sql Database Server. PHP. The Apache. Mozilla. Nedstat Basic - Free web site statistics
Personal homepage website counter
User count is 7888567 person(s) and 25859771 hit(s) since Apr,27 2004 , current hit 1 time(s).
The Coca-Cola Foundation