รักษ์คลองอู่ตะเภา ฟื้นชีวิตให้สายน้ำ
หน้าแรก ข้อมูลทั่วไป สารคดี ฟอรั่ม มีอะไรใหม่

หมวด
กระทู้ (52)
ฟ้องด้วยภาพ (5)
ร่วมด้วยช่วยแจ้งข่าว (21)
ร่วมด้วยช่วยฟื้นคลอง (8)
ถนนนางงาม-หับ โห้ หิ้น
กระทู้ >> กระทู้
สวัสดีครับ
ผมดีใจที่ได้รู้จักเว็บ "รักษ์คลองอู่ตะเภา" ผมมีข้อสงสัยอยากถามดังนี้

ผมอยู่กรุงเทพฯ เมื่อวานนี้มีโอกาสแวะไปตัวเมืองสงขลา ได้ไปเดินทอดน่องท่องเมืองเก่าสงขลา

ที่ถนนนครนอก นครใน และนางงาม เลยสงสัยว่า ถนนนางงาม มีความเป็นมาอย่างไร ทำไมจึงชื่อนี้

เคยมีบ้าน "นางงาม" อยู่บนถนนี้จริงหรือไม่ ? ถ้ามีจริง เธอคือใครครับ ?

อีกชื่อหนึ่งคือ "หับ โห้ หิ้น" เจอที่ถนนนครนอก ทราบว่าเป็นโรงสีเก่า และมีบริษัทผลิตหนัง

นำชื่อนี้ไปใช้ อยากทราบประวัติโรงสีนี้ ที่สำคัญคือ สงสัยจังว่า คำว่า "หับ โห้ หิ้น" เป็นภาษาอะไร

และแปลว่าอะไร? ขอความกรุณาท่านผู้รู้ให้ความรู้เป็นวิทยาทาน ด้วยความขอบพระคุณยิ่ง

โดย ธีรภาพ (ip:203...196)  เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2549 10:56:00 น.

 print friendly version 
 จำนวนคนดู 11321 ครั้ง ความคิดเห็น 24 รายการ ล่าสุดเมื่อ 5 มิถุนายน 53 10:41:30
 ความคิดเห็น
  ลำดับที่ 1
 
click to view full image (photo size 96946 byte(s) : 600 x 450 pixel)
โรงสีแดง : โรงสีนี้แหละที่อดีตมีบริษัทถ่ายโฆษณามาใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำแล้วเอาชื่อไปใช้เป็นชื่อบริษัทโดยมิเคยขออนุญาต
ถนนนางงาม น่าจะหมายถึงถนนเริงรมณ์มีหญิงงามบริการน่ะครับ มิใช่มีนางงาม (รู้มาเช่นนี้ หากผิดพลาดขอให้ผู้รู้แก้ไขด้วย)

โรงสีแดงหรือโรงสีหับโห้หิ้น เป็นภาษาจีนฮกเกี้ยน แปลว่า เอกภาพ ความกลมกลืน และความเจริญรุ่งเรือง มีนายสุชาติ รัตนปราการ นักเรียนปีนัง เป็นคนออกแบบ โรงนี้แห่งนี้ตั้งมานานแล้ว รับข้าวเปลือกมาจากระโนด มีคนงานเชื้อจีนกว่า 10 คน เปิดเครื่องสีข้าวทั้งวันทั้งคืนติดต่อกันเป็นเดือนๆ ข้าวที่สีเสร็จจะส่งไปขายแถวจังหวัดภาคใต้ นราธิวาส ตรังกานู มาเลเซีย ปิดกิจการไปตั้งแต่หลังสงครามโลก ปัจจุบันไม่ได้เป็นโรงสีข้าวแล้ว

จาก kai(ip:124...146)  เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2549 08:57:33 น.


  ลำดับที่ 2
  ขอขอบคุณ คุณ Kai ที่กรุณาให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์

ส่วน ถนนนางงาม มีบางท่านว่าเพราะเคยมีสาวงามจากถนนนี้

ได้ตำแหน่ง "นางงามสงขลา" เธอคือ คุณกมลทิพย์ สุดลาภา

ภริยาอดีตท่านผู้ว่าฯ เชาวัศน์ สุดลาภา ซึ่งปัจจุบัน ถึงแก่กรรม

แล้ว จึงไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้เป็นข้อเท็จจริงประการใด ท่านผู้รู้ท่านใด

มีข้อมูล ขอช่วยเล่าแจ้งแถลงไขเป็นวิทยาทานด้วยครับ

จาก ธีรภาพ(ip:203...72)  เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2549 01:52:32 น.


  ลำดับที่ 3
  เรียนคุณ Kai ด้วยความเคารพ
ทางบริษัท หับ โห้ หิ้น บางกอก จำกัด ขอขอบพระคุณสำหรับขอมูลข้างต้น และใคร่ขอชี้แจงในประเด็นเรื่อง นำชื่อโรงสี หับ โห้ หิ้น มาใช้เป็นชื่อบริษัทโดยมิเคยขออนุญาต
ย้อนกลับไปเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2537 คุณจิระ มะลิกุล ได้เดินทางไปอำเภอเมือง จ. สงขลา และมีโอกาศพบเจ้าของโรงสี " หับ โห้ หิ้น " ถนนนครนอก จึงเรียนขออนุญาตใช้ชื่อ " หับ โห้ หิ้น " ตั้งเป็นชื่อบริษัทผลิตภาพยนตร์โฆษณา ซึ่งคุณจิระ ได้รับความเมตตาอนุญาตให้ใช้ และคำขอบคุณที่ไม่นำชื่อนี้ไปใช้ในทางเสียหาย กลับนำมายังชื่อเสียงให้ผู้คนรู้จักมากขึ้น รวมทั้งให้พรขอให้บริษัทเจริญรุ่งเรืองดังความหมายของชื่อ ซึ่งคุณจิระรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณาดังกล่าวข้างต้นมาโดยตลอด
จึงเรียนมาเพื่อทราบ และขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้

บริษัท หับ โห้ หิ้น บางกอก จำกัด

จาก บริษัท หับ โห้ หิ้น(ip:58...159)  เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2549 10:58:14 น.


  ลำดับที่ 4
  ขอบคุณที่กรุณาชี้แจงให้รู้
หากเป็นความจริงคงจะช่วยคลี่คลายความรู้สึกของหลายคนได้มาก
โดยเฉพาะกับญาติพี่น้องของเจ้าของโรงสีแดง คาดว่ายังมีหลายคนไม่ทราบ เพราะมีข่าวว่าเรื่องนี้เคยพิพาทจนจะขึ้นโรงขึ้นศาลกันด้วยซ้ำ

จาก kai(ip:222...222)  เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2549 20:25:30 น.


  ลำดับที่ 5
  ท่องไปกับใจตน : เปิดตำนาน หับ โห้ หิ้น จากโรงสี สู่บริษัทหนัง

"หับ โห้ หิ้น" ใครได้ยินชื่อนี้ ต้องนึกถึงบริษัทหนังชื่อดัง ซึ่งจับมือกับค่ายยักษ์อย่างแกรมมี่ และ ไท เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ในนาม "จีเอ็มเอ็ม-ไท-หับ" ฝากผลงานชิ้นเอกประดับโลก

เซลลูลอยด์เมืองไทยหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น "แฟนฉัน" "15 ค่ำ เดือน 11" "มหา’ลัยเหมืองแร่" "เพื่อนสนิท" ฯลฯ แต่สำหรับชาวสงขลาย่านเมืองเก่า "หับ โห้ หิ้น" คือโรงสีข้าวเก่าแก่ในตัวอาคารสีแดงแรงฤทธิ์ ที่ยังคงความขลังอย่างคลาสสิกบนถนนนครนอก

แต่ทำไม ต้อง "หับ โห้ หิ้น" ชื่อนี้เป็นภาษาอะไร แปลว่าอย่างไร? น่าสนใจยิ่งนัก

วิทยานิพนธ์ของ ดร.ศรีสุพร ช่วงสกุล แห่งมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เรื่อง "ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองสงขลา" ระบุไว้ตอนหนึ่ง ว่าย่านเมืองเก่าสงขลา เขต ต.บ่อยาง เป็นบ้านเป็นเมืองมาตั้งแต่ปี 2385 มีถนนสายหลักคือ นครนอก นครใน และ ถนนเก้าห้อง (ภายหลังเรียกถนนนางงาม) เศรษฐกิจของสงขลาระยะนั้น ขับเคลื่อนโดยกลุ่มพ่อค้าเชื้อสายจีนหลายตระกูล เช่น ณ สงขลา รัตรสาร รัตนปราการ โคนันทน์ เงารังษี เลขะกุล ฯลฯ ทำธุรกิจค้าขายกับเกาะปีนัง รวมทั้งมีกิจการโรงสี รองรับผลผลิตข้าวจากลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาอันอุดมสมบูรณ์

ในจำนวนนั้น มีโรงสีหับ โห้ หิ้น ที่ขุนราชกิจจารี (ต้นตระกูลเสาวพฤกษ์) ร่วมหุ้นกับตระกูลโคนันทน์ ตั้งขึ้นราวปี 2454 ต่อมาในปี 2468 นายสุชาติ รัตนปราการ หนุ่มนักเรียนปีนัง หลานตาของท่านขุนเข้ามาดำเนินกิจการแล้วซื้อหุ้น โดยไปกู้เงินใส่กระสอบแบกทูนมาจ่ายให้หุ้นส่วน จนโรงสีหับ โห้ หิ้น ตกเป็นของนายสุชาติเพียงผู้เดียว แล้วด้วยความที่เป็นนักเรียนนอกหัวก้าวหน้า นายสุชาติพัฒนาโรงสีโดยเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์พลังไอน้ำ คือการใช้แกลบเป็นเชื้อเพลิงทำให้เกิดไอน้ำไปสีข้าว นับว่าทันสมัยมากในยุคนั้น ตามประวัติว่านายสุชาติลงมือเขียนจดหมายไปสั่งซื้อเครื่องนี้โดยตรงจากอังกฤษทีเดียว

ต้นตระกูล "รัตนปราการ" เป็นชาวจีนฮกเกี้ยน "แซ่ก๊วย" จากมณฑลฮกเกี้ยน อพยพมาตั้งรกรากที่สงขลา ตั้งแต่ราวปี 2250 แผ่นดินสมเด็จพระเจ้าเสือแห่งกรุงศรีอยุธยา คำว่า "ก๊วย" แปลว่ากำแพงเมือง จึงเป็นที่มาของนามสกุล "รัตนปราการ" แปลว่า "กำแพงแก้ว"

ส่วนชื่อโรงสี "หับ โห้ หิ้น" เป็นภาษาฮกเกี้ยน มีผู้แปลความว่าหมายถึง เอกภาพ ความกลมกลืน และความเจริญรุ่งเรือง สอดคล้องกับความเห็นของ อาจารย์สุขสันต์ วิเวกเมธากร ผู้เชี่ยวชาญจีนศึกษา เจ้าของนามปากกา "เล่าชวนหัว" และเจ้าของโรงเรียนสอนภาษาจีน "สุขสันต์วิทยา" ที่ว่า "หับ" ในภาษาจีนฮกเกี้ยน น่าจะตรงกับคำว่า "ฮะ" ในภาษาจีนแต้จิ๋ว ที่แปลว่า ความสามัคคี สมานฉันท์ ส่วน "โห้" น่าจะตรงกับ "ฮ่อ" หมายถึง ความดี ความเจริญรุ่งเรือง

แต่ "หิ้น" อาจจะเป็นคำนาม หมายถึง สวน หรือที่ที่มีคนมาชุมนุมกัน รวมความแล้ว "หับ โห้ หิ้น" ในทัศนะอาจารย์สุขสันต์ ควรจะแปลว่า "สวนสมานฉันท์อันเจริญรุ่งเรือง"

นายสุชาติ รัตนปราการ ดำเนินกิจการโรงสีหับ โห้ หิ้น จนเจริญรุ่งเรืองสมชื่อ โดยรับข้าวเปลือกจากย่านระโนด หัวไทร พัทลุง บรรทุกลงเรือเอี้ยมจุ๊นใช้ใบล่องทะเลสาบสงขลามาเทียบท่าเรือด้านหลังโรงสี มีคนงานเชื้อสายจีนราว 10 คน เปิดเครื่องสีข้าวทั้งวันทั้งคืนติดต่อกันเป็นเดือนๆ ข้าวที่สีเสร็จส่งไปขายนราธิวาส เลยไปถึงมาเลเซีย แต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง ก็เลิกกิจการไป "หับ โห้ หิ้น" โรงสีแดงแห่งถนนนครนอก จึงกลายเป็นตำนานในความทรงจำของชาวสงขลา

หลังจากนั้น นายสุชาติไปมีบทบาทสำคัญในการแปลงผืนป่าบ้านคลองแงะ อ.สะเดา จ.สงขลา ให้กลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่ โดยใช้ที่ดินราว 600 ไร่ ซึ่งมารดา นางกอบกุล รัตนปราการ ได้รับสืบทอดจากขุนราชกิจจารี มาทำประโยชน์ให้ชุมชน ทำให้คลองแงะมี "ถนนกอบกุลอุทิศ" มี "วัดกอบกุลรัตนาราม" มี "โรงเรียนกอบกุลวิทยาคม" ฯลฯ เป็นอนุสรณ์แห่งความทรงจำตราบจนวันนี้ (จากหนังสือ "จีนทักษิณ วิถีและพลัง" โดย ศ.สุทธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ และคณะ)

ส่วนโรงสีแดง หับ โห้ หิ้น บนถนนนครนอก ทายาทตระกูลรัตนปราการก็อนุรักษ์ไว้เป็นอนุสรณ์เช่นกัน วันที่ผมแวะเข้าไปชมโรงสีนี้เมื่อต้นเดือนสิงหาคม พบว่าพื้นที่ส่วนท่าเรือที่เคยเป็นท่าข้าวเปิดให้เช่าเป็นแพปลา ภายในโรงสีที่ว่างเปล่ากลายเป็นลานจอดรถ และทราบว่าเคยเป็นสถานที่ถ่ายทำหนังบางเรื่อง เช่น "ฟอร์มาลีน แมน-รักเธอสุดหัวใจ" แสดงนำโดย เอกชัย ศรีวิชัย นักร้องลูกทุ่งชื่อดังชาวปักษ์ใต้ ส่วนตัวอาคารด้านนอกทาสีแดงสดใสใหม่ แต่ยังเห็นปล่องโรงสีเก่าสมชื่อ "โรงสีแดง" ที่ชาวสงขลาเมืองเก่ารู้จักกันดี

ทราบว่าปีหน้า นายกเทศบาลนครสงขลา-คุณอุทิศ ชูช่วย จะพัฒนาถนนนครนอก นครใน และถนนนางงาม เป็นถนนสายวัฒนธรรม ถึงวันนั้น โรงสีแดง หับ โห้ หิ้น ก็จะเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของถนน ทำให้เยาวชนและคนต่างบ้านต่างเมืองเรียนรู้ตำนานเมืองเก่าสงขลาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น จึงควรที่ตระกูลรัตนปราการจะได้รับคำขอบคุณที่รักษาโรงสีของตระกูลไว้เพื่อคนรุ่นหลัง

จาก kai(ip:222...94)  เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2549 22:35:25 น.


  ลำดับที่ 6
  thank a lot for infomation it useful to do research for my report....... I LOVE SONGKHLA

จาก PAT(ip:203...151)  เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2549 23:13:50 น.


  ลำดับที่ 7
  ผมชื่อ ฑีพัตรยศ สุดลาภา โทรมือถือ 0874040100 ปู่เป็นคนมหาราช อยุธยา เหลนทวดเต่า สุดลาภา เป็นพี่ชายของทวดตุ่น ตอนนี้อยูที่บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ปู่ชื่อเจริญ สุดลาภา อยากรู้จักกันไว้ครับ

จาก ฑีพัตรยศ(ip:125...196)  เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2550 14:10:23 น.


  ลำดับที่ 8
  ชื่อ ฑีพัตรยศ สุดลาภา ชื่อเล่น ลูกหิน เรียนอยู่ปีสุดท้าย ที่มหาวิทยาลัย ราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง จ.ราชบุรีครับ ผมเคยไปที่ จ. สงขลา ที่ ต. เขารูปช้าง .หาดเก้าแสน.หาดสมิหรา.เกาะยอ.แต่ยังไม่เคยไม่เคยไปแถวคลองอู่ตะเภาหรือถนนนางงามเลย

จาก ฑีพัตรยศ สุดลาภา(ip:125...196)  เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2550 14:34:50 น.


  ลำดับที่ 9
  ชื่อ ฑีพัตรยศ สุดลาภา ชื่อเล่น ลูกหิน เรียนอยู่ปีสุดท้าย ที่มหาวิทยาลัย ราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง จ.ราชบุรีครับ ผมเคยไปที่ จ. สงขลา ที่ ต. เขารูปช้าง .หาดเก้าแสน.หาดสมิหรา.เกาะยอ.แต่ยังไม่เคยไม่เคยไปแถวคลองอู่ตะเภาหรือถนนนางงามเลย

จาก ฑีพัตรยศ สุดลาภา(ip:125...196)  เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2550 14:34:51 น.


  ลำดับที่ 10
  งานฉลองคบรอบ 111 ปี เมืองบ้านโป่ง (เมืองคนงาม) ครับ (คุณแม่มีเชื้อสาย รามัญ(มอญ)
ฑีพัตรยศ สุดลาภา ชื่อเล่น( ลูกหินครับ) กับการร่วมกันจัดงานฉลองครบรออบ 111 ปีเป็นการจัดงานเพื่อรำลึกถึงในอดีตของอำเภอบ้านโป่ง ที่มีทั้งชาวไทย-เชื้อสายมอญ(รามัญ) ชาวไทย-เชื้อสายจีน และชาวไทย-เชื้อสายยวน
ของอำเภอบ้านโป่ง (เมืองคนงาม) เป็นงานฉลองที่ยิ่งใหญ่แห่งเมืองคนงาม และอีกทั้งคุณแม่ของผมเป็นชาวมอญ(รามัญ) เพราะคุณตา กับคุณยายเป็นชาวรามัญทั้ง 2 ฝ่าย (คุณแม่นามสกุล ติเยาว์) และเล่าให้ฟังว่าสมัยเมื่อหลายร้อยปีก่อน ตระกูลทางคุณแม่ของผมนี้ได้เดินทางมาจาก กรุงหงสาวดี
แล้วเดินทางเข้ามาอยู่ใน อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี และที่บ้านของผมยังมีประเพณีประจำตระกูลก็คือการนับถือ ผีมอญ และก็มีความเคร่งในศาสนสพุทธ จากความเชื่อเรื่องผีมอญ(ผีตระกูลหรือผีบรรพบุรุษนี้ทำให้เกิดการมีประเพณี รำผีมอญ
มูลเหตุของการรำผีมอญ เนื่องมาจากความเชื่อที่ว่า ชาวมอญมีผีรักษา หรือผีประจำคระกูลเรียกเป็นการทั่วไปว่า “ผีมอญ” ซึ่งผีนี้มีหน้าที่คอยปกปักรักษาสมาชิกในครอบครัวให้อยู่เย็นเป็นสุข แต่มีข้อแม้ว่า ห้ามล่วงละเมิดหรือ “ทำผิดผี” ด้วยประการทั้งปวงเช่น ห้ามคนตั้งครรภ์ที่ไม่ใช่ลูกสาวของเจ้าเรือนนอนในเรือน ห้ามคู่สามีและภรรยาที่ไม่ได้อยู่ร่วมผีเดียวกันกับเจ้าเรือน ร่วมหลับนอนในเรือน ห้ามเจ้าเรือนกินอาหารร่วมสำรับกับแขกผู้มาเยือน ฯลฯ
การ”ผิดผี” จะส่งผลให้คนในบ้านเกิดเจ็บไข้ไม่สบาย เมื่อหมอดูทำนายว่าเป็นเพราะผู้ กระทำ ก็จะจัดหาวันเพื่อทำพิธีรำผีมอญ ซึ่งก็คือกระบวนการแสดงขอขมา หรือลุโทษแก่โทษ ที่ได้กระทำล่วงเกินผีนั่นเอง ชาวมอญราชบุรี ไม่ทำพิธีรำผีมอญบ่อยครั้งนัก หากเลี่ยงได้ก็จะเลี่ยง เนื่องจากการรำผีมอญแต่ละครั้งจะต้องใช้เงินค่อนข้างมาก อีกประการหนึ่งเป็นการประกาศว่า บ้านเรือนหลังนี้ ได้มีผู้ทำผิดผี จึงได้เกิดการรำผีมอญเกิดขึ้น ดังนั้นวิธีการเลี่ยงที่ดีและง่าย คือการปฏิบัติกิจของคนในครอบครัวมิให้ผิดผี ซึ่งเท่ากับเป็นการคุมพฤติกรรมให้อยู่ในกรอบของความเหมาะควร เมื่อทุกคนเคารพ ถือผีของกันและกัน ก็คือการเคารพหลักให้อยู่ร่วมกันอย่างมั่นคง การนับถือผีของชาวมอญจึงเป็นเรื่องที่มีเหตุผล และเคารพยึดถืออยู่ตลอด

ประวัติและความเป็นมา
ชาวมอญ เรียกแผ่นดินตนเองว่า”รามัญประเทศ” และส่วนคำว่า”รามัญ” นั้นมาจากภาษาบาลีว่า ”รามญญ” ในปัจจุบันที่ชาวไทย-มอญ ตั้งหลักแหล่งเป็นกลุ่มใหญ่ ได้แก่อำเภอ ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ รองลงมาคือ อำเภอบ้านโป่ง อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี และในจังหวัดกาญจนบุรี ส่วนในตอนเหนือจะพบในจังหวัดลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ นอกจากนั้นยังมีกระจัดกระจายเป็นกลุ่มเล็กๆ อยู่ในจังหวัด สมุทรสงคราม นครปฐม เพชรบุรี สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา นครราชสีมา นครสวรรค์ ฉะเชิงเทรา ปราณบุรี เป็นต้น

ความเป็นมาของมอญราชบุรี ชาวมอญราชบุรีนั้นนับถือพุทธศาสนาตั้งแต่อยู่ในประเทศพม่า โดยมีหงสาวดีเป็นเมืองหลวง ครั้นเมื่อหนีภัยมาอยู่ในแดนสยาม การนับถือพระพุทธศาสนาก็ยังคงมั่นเมื่อปักหลักรวมพลตั้งเป็นชุมชนขึ้นที่ใดก็มักจะสร้างวัดเป็นศุนย์รวมใจ เช่นเดียวกับชาวมอญรุ่มแม่น้ำแม่กลอง หลักฐานการสร้างวัดม่วง อำเภอบ้านโป่ง-- -โพธาราม ว่ามีการสร้างเมื่อในปี พ.ศ 2223 ต่อมาได้ค้นพบในคัมภีร์หมายเลข 321
ขึ้นที่วัดม่วง ความนั้นว่าผู้จารึกชื่ออุตตมะ เป็นชื่อขณะที่ยังเป็นพระ จารึกเอาไว้ในวัดม่วง แล้วเสร็จเมื่อตะวันบ่าย วันศุกร์ แรม 6 ค่ำ “ศักราช1000” หรือ พ.ศ2181 ตัวเลขศักราชที่เป็นทางการว่าวัดม่วงสร้างเมื่อ พ.ศ 2223 กับที่ค้นพบใหม่คือ พ.ศ2181 นั้นต่างกัน หากศักราชใหม่เป็นจริงนั้นแสดงว่า วัดม่วงบ้านโป่งต้องสร้างมาก่อนปีพ.ศ2181 เพราะอย่างน้อยต้องมีวัดมาแล้วก่อนที่จะมีพระภิกษุชื่อ อุตตมะมาจารึกไว้ในใบลาน แต่ประเด็นสำคัญก็คือ ชาวมอญได้ร่วมกันสร้างวัดเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจ และวัดก็ได้มีบทบาทต่อสังคมของชาวมอญเสมอมา ภายหลังที่ชาวมอญจากถิ่นอื่นๆเช่น จากกรุงเทพฯ ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ มาอยู่อาศัยร่วมกับชาวมอญยุคบุกเบิก โดยมาอาศัยอยู่ในหมู่เครือญาติ มาแต่งงานเป็นเขย หรือเป็นสะใภ้กับชาวมอญด้วยกัน รวมถึงการหนีภัยสงครามจากการทิ้งระเบิดที่กรุงเทพฯ สมัยสงครามโลกครั้งที่2 จึงทำให้ชาวมอญรุ่มแม่น้ำแม่กลองขยายตัวขึ้นเป็นลำดับ ต่อมาเมื่อมีการคมนาคมและระบบชลประทานมรการพัฒนามากขึ้น เช่น การตัดถนนเข้าสู่ชุมชน การสร้างทางรถไฟผ่าน การสร้างเขื่อนเขาแหลม จังหวัดกาญจนบุรี ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวมอญราชบุรีในเขตบ้านโป่ง และโพธาราม มีคนในชุมชนออกไปทำงานรับจ้างนอกท้องถิ่น และมีคนต่างท้องถิ่นเข้ามาอยู่ในชุมชน แต่ ชาวมอญ โดยเฉพาะที่บ้านม่วง อำเภอบ้านโป่ง และตำบลคลองตาคต อำเภอโพธาราม
เป็นแหล่งชุมชนที่ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีมอญไว้ได้อย่างค่อนข้างมาก
ชุมชนบ้านม่วงนี้มีวัดม่วงเป็นศูนย์กลาง วัดม่วงเจริญมากเพราะมีหลวงปู่เข็มเป็นองค์อุปัชฌาย์ตอนนั้นองค์เดียว ชาวมอญ ชาวกระเหรี่ยงตอนเหนือลุ่มแม่น้ำแม่กลองขึ้นไปจนถึงเมืองกาญจนบุรีล่องแพมาบวช บางคนก็มาหาเจ้าภาพชาวบ้านม่วงให้บวชให้ ตนลาวจากหนองปลาหมอ และชาวมอญสองฝั่งตอนบนก็บวชที่วัดม่วงกัน
ศรัทธาสองฟากฝ่าย ชาวมอญราชบุรีนั้นเฉกเช่นชาวไทยทั่วๆไปที่มีความเชื่อดั้งเดิมในเรื่องผี ขนานไปกับการนับถือพุทธศาสนาแต่ในกรณีของชาวมอญแล้ว ดูเหมือนว่าความเชื่อทั้งสองประการจะเข้มไปคนละแบบ เพรากิติศัพท์ในเรื่องของพระมอญเคร่งพระวินัยเป็นที่เรื่องลือคงความสมณสารูปไว้ได้มาก ถึงขั้นกล่าวกันว่า เป็นแบบอย่างให้เกิดธรรมยุติกนิกายในช่วงรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้นเมื่อตั้งธรรมยุติกนิกายขึ้นแล้ว มีพระภิกษุชาวมอญ คือพระไตรสรณธัช (เย็น) นำไปเผยแพร่ที่เมืองมอญอีกทอดหนึ่ง
ชาวมอญราชบุรี ในท้องที่บ้านโป่งและโพธารามเองยังศรัทธามั่นคง เข้าวัด ทำบุญอยู่เสมอมา กิจการงานใดที่เนื่องด้วยพระศาสนาก็ร่วมแรงแข็งขันเป็นอันดี การปฏิบัติต่อพระสงฆ์นั้น ถือเสมือนป็นบุคคลพิเศษ อุบาสกอุบาสิกาผู้สูงวัยชาวมอญ ราชบุรี ยังเลี่ยงที่จะเหยียบหรือยืนทับเงาของพระสงฆ์ ความใส่ใจในสิ่งอันละเอียดอ่อนเช่นนี้ สื่อให้เห็นจรรยามารยาทของกลุ่มชนที่ได้รับการอบรมทางด้านศีลธรรมมาเป็นอย่างดี
ส่วนศรัทธาในอีกฝ่ายนั้น ชาวมอญราชบุรียังคงนับถือผีมอญ ซึ่งจำแนกได้เป็นหลายอย่าง เช่น ผีบรรพบุรุษ ผีตระกูล ผีเมีย ผีครูอาจารย์ ผีลูกหลาน ฯลฯ ตลอดจนผีไร้ญาติ ด้วยเหตุนี้ชาวมอญจึงนำเรื่องผีมาเป็นเรื่องจำแนก เพื่อจัดระเบียบคนในสังคมตนเอง กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ชาวมอญถือหลักความเชื่อเรื่องผีมาเป็นเกณฑ์ในการนับเครือญาติที่ร่วมถือผีเดียวกัน ถือผีต่างกัน ซึ่งวิธีการนี้น่าจะมีมาก่อนพุทธศาสนาจะเผยแพร่เข้าไปในหมู่ชาวมอญ
ความเชื่อศาสนาของชาวไทย เชื้อสาย มอญ
1. เชื่อกันว่าการทำบุญให้ทานอะไรก็ตามย่อมส่งผลถึงผู้ที่เราปรารถนาจะอุทิศส่วนกุศลให้ชาวไทยมอญส่วนใหญ่จะ “นิพพาน” โดยสังเกตได้จากคำอธิฐานที่ว่า “นิพพาน ปัจจะ โยโหตุ” ขอให้เป็นปัจจัย สำเร็จพระนิพพานด้วนเทอญ
2. เชื่อกันว่าการไปทำบุญ จะต้องแต่งตัวให้ถูกต้องตามกาลเทศะ ภาชนะที่ใส่อาหารไปทำบุญ จะต้องเตรียมไปอย่างปราณีต เพราะจะส่งผลไปถึงอนาคตชาติ
3.มีความเชื่อว่าการทำบุญที่ทำบุญแล้วได้บุญมากคือ
- การสร้างพระพุทธ คือ การสร้างพระพุทธรูป
- การสร้างพระธรรม คือการสร้างพระไตรปิฎก และพระอภิธรรม
- การสร้างพระสงฆ์ คือ การบวชพระ
4. มีความเชื่อ ในการนับถือพระพุทธศาสนา ชาวไทยมอญมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก โดย ถือว่าพระพุทธเจ้าเป็นองค์เคารพ สักการบูชาสูงสุด
5. ความเชื่อ ในการนับถือพระพุทธศาสนา และเคร่งครัดในศาสนา พระมอญจึงถือเคร่งทางวินัยมาก ถึงกับมีคำที่ว่า “ถือศีลต้องพระไทย วินัยต้องพระมอญ” ซึ่งการถือศีลอย่างเคร่งครัดจึงเป็นต้นกำเนิดของพระธรรมยุติกนิกายในประเทศไทย
6. ปัจจุบันนี้พระมอญยังเคร่งครัดวินัยอยู่จะไม่เห็นพระมอญในเวลากลางวันอาบน้ำ ริมน้ำ มานั่งเล่นหน้าวัด เดินไปในหมู่บ้าน เป็นต้น
7. ในวัดมอญทุกวัด จะมีศาลเจ้าประจำมอญทุกวัด มอญเรียกว่า “ตะละพาน”
8. ชาวบ้านเคารพสถานที่ในวัด
9. ความเชื่อว่าวัดใน ช่อฟ้าใบระกา หน้าบันพัลทลายลงมาอย่าได้นำขึ้นไปอีก
10. มีความเชื่อว่าวัดใดกำลังปลุกเสกพระอยู่ ผู้หญิง สุนัข จะเข้าไปไม่ได้
11. มีความเชื่อ ในเรื่องการบวชเรียน มักจะเห็นว่า ชาวบ้านเดินผ่านหน้าโบสถ์ก็ต้องแสดงความเคารพกราบไหว้พระ ผู้หญิงห้ามเข้าไปในโบสถ์หรือบริเวณกุฏิพระ
12.มีความเชื่อ เมื่อบ้านใดมีทารกเกิดใหม่จะต้องนำทารกนั้นไปใส่ในกระด้งร่อน แล้วพูดว่า”สามวันลูกผี สี่วันลูกคน” ต่อเด็ก
13. มีความเชื่อ ในการโกนผมไฟ การโกนผมไฟ เป็นการสู่ขวัญเด็ก และสู่ขวัญบิดา มารดา เพื่อให้เกิดความสบายใจ ด้วยความเชื่อมั่นในความศักดิ์สิทธิ์ของพิธี ที่จะทำให้เป็นมงคลต่อเด็ก
14. มีความเชื่อว่า ทำดีได้ดี ทำประณีตได้ประณีต
15. มีความเชื่อ เกี่ยวกับการปลูกเรือนว่า เวลาสร้างบ้าน เวลาปลูกสร้างบ้านเรือนให้ปลูกวันเกิดของผู้สร้าง(เจ้าของ)
16.มีความเชื่อว่า เวลาปลูกบ้านต้องปลูกให้เสาเท่ากันหมด เชื่อว่าจะมีความสุข
17. มีความเชื่อว่า เมื่อจะขึ้นบ้านใหม่จะต้องเลือกวันและมีกำหนดเวลาไว้ว่าแต่ละวันจะทำอะไร
18. มีความเชื่อเกี่ยวกับ ความกตัญญูกตเวที น้องๆควรเชื่อฟังพี่คนโตซึ่งได้ถ่ายทอดจากผีบรรพบุรุษแห่งตระกูล
19. มีความเชื่อว่า ระบบเพื่อนบ้านและระบบเครือญาติทำให้การเป็นอยู่ในสังคม มีการพึ่งพา ถ้อยที ถ้อยอาศัยกันเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน ให้ความเกรงใจและให้ความเคารพนับถือกัน
20. มีความเชื่อว่า บุคคลที่นามสกุลเดียวกัน จะจัดงานบวชนาคกับงานแต่งงานในวันเดียวกันไม่ได้
21. เมื่อมีลูกสาวที่แต่งงานแล้ว จะให้ย้ายไปอยู่ที่อื่น ไม่ไห้นอนบ้านเดียวกับพ่อแม่
22. มีความเชื่อว่า ตุ๊กตา เป็นสิ่งไม่ดี จึงห้ามนำเข้าบ้าน เพราะจะทำให้ไม่มีความสุข
23. มีความเชื่อเกี่ยวกับต้นไม้ว่าห้ามปลูกต้นราตรี ต้นลั่นทม ต้นพิกุล ไว้ในบ้าน เพราะต้นไม้เหล่านี้เป็นต้นไม้ที่อยู่ในวัด
24. มีความเชื่อว่า ต้นไม้ที่มีชื่อต่อไปนี้คือ ต้นโพธิ์ ต้นหว้า ต้นบุนนาค ต้นงิ้ว ถ้างอกขึ้นข้างๆบ้าน รีบทำลายเสียอย่าได้เก็บไว้ จะทำให้เจ้าของบ้านได้รับความเสียหาย
25. มีความเชื่อในเรื่องเต่า ชาวไทยมอญ จะไม่จับเต่ามาทำอาหาร ไม่จับตัวเต่าที่มีชีวิตเมื่อพบเห็นจึงต้องพูดว่า เต่าตัวนี้ตายแล้ว เพื่อเป็นการแก้เคล็ด แล้วนำเต่าไปปล่อย
26. มีความเชื่อว่า ศพคนตายจะต้องหันไปทางทิศเหนือ
27. มีความเชื่อว่า ภายใน 6 เดือน 9เดือน จะมีการทำพิธีไหว้ผีบ้านผีเรือน ปู่ย่า ตายาย โดยมีเครื่องไหว้ คือ กล้วย ไก่ หมู ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว
28. มีความเชื่อว่า ที่บ้านชาวไทยมอญ จะต้องมีที่ตั้งบูชาผ๊บรรพบุรุษ มีวิธีเซ่นผี เลี้ยงผี พิธีรำผี

29. ,มีความเชื่อในการเคารพบรรพบุรุษ ไม่ว่าท่านจะล่วงลับไปแล้ว หรือว่าท่านจะมีชีวิตอยู่ก็ตามเพราะการเคารพเทิดทูนบรรพบุรุษ ย่อมนำความเจริญมาถึงตนและครอบครัวตามหลัพระพุทธศาสนาที่ว่า “ปูชะนียานัง” หมายถึงการบูชาคนที่ควรเคารพ
30. มีความเชื่อว่า บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วยังหิวโหยอยู่ ยังชอบรับประทานอาหาร ตามเทศกาล กล่าวคือ ขนมกาละแม จะมีในเทศกาลสงกรานต์ ขนมกระยาสารท มีในเทศกาลออกพรรษา ข้าวเม่าทอด มีในเทศกาลทอดกฐิน ข้าวต้มลูกโยนน้ำผึ้ง มีในวันเพ็ญเดือนสิบ
31. มีความเชื่อว่า บรรพบุรุษกับพวก เขาสามารถติดต่อกันได้ตลอดเวลา และมักจะพบว่า ผีบรรพบุรุษจะรู้ด้วยการเซ่นไหว้อยู่เสมอ การทำบุญต้องอุทิศส่วนกุศลให้ การแต่งงานถือว่าจำเป็นต้องบอกผีบรรพบุรุษทั้งสองฝ่ายรับรู้ โดยจัดสิ่งของเซ่นไหว้ เช่นผ้าขาว เหล้า ไก่ โดยผ่านเจ้าบ่าวเป็นฝ่ายจัดหา ที่เรียกว่าเครื่องขันหมากจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนหนึ่งให้เจ้าสาว เซ่นไหว้บรรพบุรุษของเจ้าสาว อีกส่วนหนึ่งให้เจ้าบ่าวนำไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษของเจ้าบ่าว
32. มีความเชื่อว่า ผีบรรพบุรุษ เจ้าพ่อ เจ้าแม่ ที่เคารพมาแต่อยู่กรุงหงสาวดี แล้วอันเชิญมาประดิษฐานในชุมชนของตนเอง โดยปลูกศาลเจ้าให้เป็นที่สถิตดวงวิญญาณเหล่านั้น เพราะความผูกพันก็มีอยู่ตลอดเวลา
33. มีความเชื่อในเรื่องของผีบรรพบุรุษ
- ชาวไทยมอญมีความเชิอว่า ลูกชายคนโตของตระกูลจะเป็นผู้รับผีบรรพบุรุษต่อจาก บิดา มารดา หรือ คนรุ่นเก่าที่ล่วงลับไปแล้ว ที่บ้านจะมีที่ตั้งผีบรรพบุรุษ
- เชื่อว่า ผีบรรพบุรุษจะสิงสถิตอยู่ที่เสาเอกของเรือนโดยมีสัญญาลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่าเป็นเสาผี คือ หีบ หรือกระบุงใส่ผ้าผี ได้แก่ สไบ ผ้าซิ่น ผ้าขาวม้า แหวนหัวพลอยแดง แขวนไว้ที่เสาผี
34. เชื่อว่า การที่ผู้หญิงไปแต่งงานกับคนต่างตระกูลหรือต่างผี จะต้องทำพิธีคืนผีบอกกล่าวก่อนที่จะไปเข้ากับผีฝ่ายสามี
35. เชื่อว่า ผู้ใดอยู่ในตระกูลทำผิดซึ่งระเบียบหรือข้อห้ามจะทำให้มีการเจ็บป่วยเกิดขึ้นซึ่งจะต้องทำพิธีรำผี
36. เชื่อว่า ชายหญิงที่ไม่ใช่ลูกคน(คนละผีกัน) จะร่วมหลับนอนกันภายในบ้านไม่ได้
37. มีความเชื่อว่าหญิงมีครรภ์ที่ไม่ใช่ลูกสาวห้ามนอนบนเรือน
38.มีความเชื่อว่า เมื่อมีคนในตระกูลตายหรือท้องในปีนั้น(สิ้นสุดเดือน6) ห้ามคนในตระกูลจัดพิธีต่างๆ เช่น พิธีโกนจุก แต่งงาน บวช หรือเลี้ยงผี
39. มีความเชื่อว่า หมู่บ้านชาวไทยมอญทุกหมู่บ้าน จะต้องมีศาลเจ้าประจำหมู่บ้านทุกๆ ปี หลังสงกรานต์แล้วจะต้องทำพิธี “รำเจ้า” ประจำหมู่บ้าน




ฑีพัตรยศ สุดลาภา (ลูกหิน) ผู้ชายคนเดียวในกลุ่มของเพื่อนๆ ในคณะที่จัดงาน ซุ้ม 111 ปีฉลองอายุครบเมืองบ้านโป่ง เมื่อ 1 ธ.ค 2550



จุดพลุฉลองกันทุกคืนเลยครับ








ร่วมถ่ายรูปกับเพื่อนๆที่บ้านทรงไทย(ที่ผมช่วยกันตกแต่ง)ในการร่วมฉลองเมืองบ้านโป่งครบรอบ111ปี
ผมเป็นหนุ่มเดียวนับจากทางด้านซ้ายมือเป็นคนที่7 (ในเมืองคนงามครับ)





บ้านทรงไทย-มอญถูกจัดสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านโป่งในอดีตครับ

จาก ฑีพัตรยศ สุดลาภา กั(ip:61...159)  เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551 20:32:20 น.


  ลำดับที่ 11
 
click to view full image (photo size 58039 byte(s) : 493 x 370 pixel)
งานฉลองคบรอบ 111 ปี เมืองบ้านโป่ง (เมืองคนงาม) ครับ (คุณแม่มีเชื้อสาย รามัญ(มอญ)
ฑีพัตรยศ สุดลาภา ชื่อเล่น( ลูกหินครับ) กับการร่วมกันจัดงานฉลองครบรออบ 111 ปีเป็นการจัดงานเพื่อรำลึกถึงในอดีตของอำเภอบ้านโป่ง ที่มีทั้งชาวไทย-เชื้อสายมอญ(รามัญ) ชาวไทย-เชื้อสายจีน และชาวไทย-เชื้อสายยวน
ของอำเภอบ้านโป่ง (เมืองคนงาม) เป็นงานฉลองที่ยิ่งใหญ่แห่งเมืองคนงาม และอีกทั้งคุณแม่ของผมเป็นชาวมอญ(รามัญ) เพราะคุณตา กับคุณยายเป็นชาวรามัญทั้ง 2 ฝ่าย (คุณแม่นามสกุล ติเยาว์) และเล่าให้ฟังว่าสมัยเมื่อหลายร้อยปีก่อน ตระกูลทางคุณแม่ของผมนี้ได้เดินทางมาจาก กรุงหงสาวดี
แล้วเดินทางเข้ามาอยู่ใน อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี และที่บ้านของผมยังมีประเพณีประจำตระกูลก็คือการนับถือ ผีมอญ และก็มีความเคร่งในศาสนสพุทธ จากความเชื่อเรื่องผีมอญ(ผีตระกูลหรือผีบรรพบุรุษนี้ทำให้เกิดการมีประเพณี รำผีมอญ
มูลเหตุของการรำผีมอญ เนื่องมาจากความเชื่อที่ว่า ชาวมอญมีผีรักษา หรือผีประจำคระกูลเรียกเป็นการทั่วไปว่า “ผีมอญ” ซึ่งผีนี้มีหน้าที่คอยปกปักรักษาสมาชิกในครอบครัวให้อยู่เย็นเป็นสุข แต่มีข้อแม้ว่า ห้ามล่วงละเมิดหรือ “ทำผิดผี” ด้วยประการทั้งปวงเช่น ห้ามคนตั้งครรภ์ที่ไม่ใช่ลูกสาวของเจ้าเรือนนอนในเรือน ห้ามคู่สามีและภรรยาที่ไม่ได้อยู่ร่วมผีเดียวกันกับเจ้าเรือน ร่วมหลับนอนในเรือน ห้ามเจ้าเรือนกินอาหารร่วมสำรับกับแขกผู้มาเยือน ฯลฯ
การ”ผิดผี” จะส่งผลให้คนในบ้านเกิดเจ็บไข้ไม่สบาย เมื่อหมอดูทำนายว่าเป็นเพราะผู้ กระทำ ก็จะจัดหาวันเพื่อทำพิธีรำผีมอญ ซึ่งก็คือกระบวนการแสดงขอขมา หรือลุโทษแก่โทษ ที่ได้กระทำล่วงเกินผีนั่นเอง ชาวมอญราชบุรี ไม่ทำพิธีรำผีมอญบ่อยครั้งนัก หากเลี่ยงได้ก็จะเลี่ยง เนื่องจากการรำผีมอญแต่ละครั้งจะต้องใช้เงินค่อนข้างมาก อีกประการหนึ่งเป็นการประกาศว่า บ้านเรือนหลังนี้ ได้มีผู้ทำผิดผี จึงได้เกิดการรำผีมอญเกิดขึ้น ดังนั้นวิธีการเลี่ยงที่ดีและง่าย คือการปฏิบัติกิจของคนในครอบครัวมิให้ผิดผี ซึ่งเท่ากับเป็นการคุมพฤติกรรมให้อยู่ในกรอบของความเหมาะควร เมื่อทุกคนเคารพ ถือผีของกันและกัน ก็คือการเคารพหลักให้อยู่ร่วมกันอย่างมั่นคง การนับถือผีของชาวมอญจึงเป็นเรื่องที่มีเหตุผล และเคารพยึดถืออยู่ตลอด

ประวัติและความเป็นมา
ชาวมอญ เรียกแผ่นดินตนเองว่า”รามัญประเทศ” และส่วนคำว่า”รามัญ” นั้นมาจากภาษาบาลีว่า ”รามญญ” ในปัจจุบันที่ชาวไทย-มอญ ตั้งหลักแหล่งเป็นกลุ่มใหญ่ ได้แก่อำเภอ ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ รองลงมาคือ อำเภอบ้านโป่ง อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี และในจังหวัดกาญจนบุรี ส่วนในตอนเหนือจะพบในจังหวัดลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ นอกจากนั้นยังมีกระจัดกระจายเป็นกลุ่มเล็กๆ อยู่ในจังหวัด สมุทรสงคราม นครปฐม เพชรบุรี สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา นครราชสีมา นครสวรรค์ ฉะเชิงเทรา ปราณบุรี เป็นต้น

ความเป็นมาของมอญราชบุรี ชาวมอญราชบุรีนั้นนับถือพุทธศาสนาตั้งแต่อยู่ในประเทศพม่า โดยมีหงสาวดีเป็นเมืองหลวง ครั้นเมื่อหนีภัยมาอยู่ในแดนสยาม การนับถือพระพุทธศาสนาก็ยังคงมั่นเมื่อปักหลักรวมพลตั้งเป็นชุมชนขึ้นที่ใดก็มักจะสร้างวัดเป็นศุนย์รวมใจ เช่นเดียวกับชาวมอญรุ่มแม่น้ำแม่กลอง หลักฐานการสร้างวัดม่วง อำเภอบ้านโป่ง-- -โพธาราม ว่ามีการสร้างเมื่อในปี พ.ศ 2223 ต่อมาได้ค้นพบในคัมภีร์หมายเลข 321
ขึ้นที่วัดม่วง ความนั้นว่าผู้จารึกชื่ออุตตมะ เป็นชื่อขณะที่ยังเป็นพระ จารึกเอาไว้ในวัดม่วง แล้วเสร็จเมื่อตะวันบ่าย วันศุกร์ แรม 6 ค่ำ “ศักราช1000” หรือ พ.ศ2181 ตัวเลขศักราชที่เป็นทางการว่าวัดม่วงสร้างเมื่อ พ.ศ 2223 กับที่ค้นพบใหม่คือ พ.ศ2181 นั้นต่างกัน หากศักราชใหม่เป็นจริงนั้นแสดงว่า วัดม่วงบ้านโป่งต้องสร้างมาก่อนปีพ.ศ2181 เพราะอย่างน้อยต้องมีวัดมาแล้วก่อนที่จะมีพระภิกษุชื่อ อุตตมะมาจารึกไว้ในใบลาน แต่ประเด็นสำคัญก็คือ ชาวมอญได้ร่วมกันสร้างวัดเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจ และวัดก็ได้มีบทบาทต่อสังคมของชาวมอญเสมอมา ภายหลังที่ชาวมอญจากถิ่นอื่นๆเช่น จากกรุงเทพฯ ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ มาอยู่อาศัยร่วมกับชาวมอญยุคบุกเบิก โดยมาอาศัยอยู่ในหมู่เครือญาติ มาแต่งงานเป็นเขย หรือเป็นสะใภ้กับชาวมอญด้วยกัน รวมถึงการหนีภัยสงครามจากการทิ้งระเบิดที่กรุงเทพฯ สมัยสงครามโลกครั้งที่2 จึงทำให้ชาวมอญรุ่มแม่น้ำแม่กลองขยายตัวขึ้นเป็นลำดับ ต่อมาเมื่อมีการคมนาคมและระบบชลประทานมรการพัฒนามากขึ้น เช่น การตัดถนนเข้าสู่ชุมชน การสร้างทางรถไฟผ่าน การสร้างเขื่อนเขาแหลม จังหวัดกาญจนบุรี ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวมอญราชบุรีในเขตบ้านโป่ง และโพธาราม มีคนในชุมชนออกไปทำงานรับจ้างนอกท้องถิ่น และมีคนต่างท้องถิ่นเข้ามาอยู่ในชุมชน แต่ ชาวมอญ โดยเฉพาะที่บ้านม่วง อำเภอบ้านโป่ง และตำบลคลองตาคต อำเภอโพธาราม
เป็นแหล่งชุมชนที่ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีมอญไว้ได้อย่างค่อนข้างมาก
ชุมชนบ้านม่วงนี้มีวัดม่วงเป็นศูนย์กลาง วัดม่วงเจริญมากเพราะมีหลวงปู่เข็มเป็นองค์อุปัชฌาย์ตอนนั้นองค์เดียว ชาวมอญ ชาวกระเหรี่ยงตอนเหนือลุ่มแม่น้ำแม่กลองขึ้นไปจนถึงเมืองกาญจนบุรีล่องแพมาบวช บางคนก็มาหาเจ้าภาพชาวบ้านม่วงให้บวชให้ ตนลาวจากหนองปลาหมอ และชาวมอญสองฝั่งตอนบนก็บวชที่วัดม่วงกัน
ศรัทธาสองฟากฝ่าย ชาวมอญราชบุรีนั้นเฉกเช่นชาวไทยทั่วๆไปที่มีความเชื่อดั้งเดิมในเรื่องผี ขนานไปกับการนับถือพุทธศาสนาแต่ในกรณีของชาวมอญแล้ว ดูเหมือนว่าความเชื่อทั้งสองประการจะเข้มไปคนละแบบ เพรากิติศัพท์ในเรื่องของพระมอญเคร่งพระวินัยเป็นที่เรื่องลือคงความสมณสารูปไว้ได้มาก ถึงขั้นกล่าวกันว่า เป็นแบบอย่างให้เกิดธรรมยุติกนิกายในช่วงรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้นเมื่อตั้งธรรมยุติกนิกายขึ้นแล้ว มีพระภิกษุชาวมอญ คือพระไตรสรณธัช (เย็น) นำไปเผยแพร่ที่เมืองมอญอีกทอดหนึ่ง
ชาวมอญราชบุรี ในท้องที่บ้านโป่งและโพธารามเองยังศรัทธามั่นคง เข้าวัด ทำบุญอยู่เสมอมา กิจการงานใดที่เนื่องด้วยพระศาสนาก็ร่วมแรงแข็งขันเป็นอันดี การปฏิบัติต่อพระสงฆ์นั้น ถือเสมือนป็นบุคคลพิเศษ อุบาสกอุบาสิกาผู้สูงวัยชาวมอญ ราชบุรี ยังเลี่ยงที่จะเหยียบหรือยืนทับเงาของพระสงฆ์ ความใส่ใจในสิ่งอันละเอียดอ่อนเช่นนี้ สื่อให้เห็นจรรยามารยาทของกลุ่มชนที่ได้รับการอบรมทางด้านศีลธรรมมาเป็นอย่างดี
ส่วนศรัทธาในอีกฝ่ายนั้น ชาวมอญราชบุรียังคงนับถือผีมอญ ซึ่งจำแนกได้เป็นหลายอย่าง เช่น ผีบรรพบุรุษ ผีตระกูล ผีเมีย ผีครูอาจารย์ ผีลูกหลาน ฯลฯ ตลอดจนผีไร้ญาติ ด้วยเหตุนี้ชาวมอญจึงนำเรื่องผีมาเป็นเรื่องจำแนก เพื่อจัดระเบียบคนในสังคมตนเอง กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ชาวมอญถือหลักความเชื่อเรื่องผีมาเป็นเกณฑ์ในการนับเครือญาติที่ร่วมถือผีเดียวกัน ถือผีต่างกัน ซึ่งวิธีการนี้น่าจะมีมาก่อนพุทธศาสนาจะเผยแพร่เข้าไปในหมู่ชาวมอญ
ความเชื่อศาสนาของชาวไทย เชื้อสาย มอญ
1. เชื่อกันว่าการทำบุญให้ทานอะไรก็ตามย่อมส่งผลถึงผู้ที่เราปรารถนาจะอุทิศส่วนกุศลให้ชาวไทยมอญส่วนใหญ่จะ “นิพพาน” โดยสังเกตได้จากคำอธิฐานที่ว่า “นิพพาน ปัจจะ โยโหตุ” ขอให้เป็นปัจจัย สำเร็จพระนิพพานด้วนเทอญ
2. เชื่อกันว่าการไปทำบุญ จะต้องแต่งตัวให้ถูกต้องตามกาลเทศะ ภาชนะที่ใส่อาหารไปทำบุญ จะต้องเตรียมไปอย่างปราณีต เพราะจะส่งผลไปถึงอนาคตชาติ
3.มีความเชื่อว่าการทำบุญที่ทำบุญแล้วได้บุญมากคือ
- การสร้างพระพุทธ คือ การสร้างพระพุทธรูป
- การสร้างพระธรรม คือการสร้างพระไตรปิฎก และพระอภิธรรม
- การสร้างพระสงฆ์ คือ การบวชพระ
4. มีความเชื่อ ในการนับถือพระพุทธศาสนา ชาวไทยมอญมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก โดย ถือว่าพระพุทธเจ้าเป็นองค์เคารพ สักการบูชาสูงสุด
5. ความเชื่อ ในการนับถือพระพุทธศาสนา และเคร่งครัดในศาสนา พระมอญจึงถือเคร่งทางวินัยมาก ถึงกับมีคำที่ว่า “ถือศีลต้องพระไทย วินัยต้องพระมอญ” ซึ่งการถือศีลอย่างเคร่งครัดจึงเป็นต้นกำเนิดของพระธรรมยุติกนิกายในประเทศไทย
6. ปัจจุบันนี้พระมอญยังเคร่งครัดวินัยอยู่จะไม่เห็นพระมอญในเวลากลางวันอาบน้ำ ริมน้ำ มานั่งเล่นหน้าวัด เดินไปในหมู่บ้าน เป็นต้น
7. ในวัดมอญทุกวัด จะมีศาลเจ้าประจำมอญทุกวัด มอญเรียกว่า “ตะละพาน”
8. ชาวบ้านเคารพสถานที่ในวัด
9. ความเชื่อว่าวัดใน ช่อฟ้าใบระกา หน้าบันพัลทลายลงมาอย่าได้นำขึ้นไปอีก
10. มีความเชื่อว่าวัดใดกำลังปลุกเสกพระอยู่ ผู้หญิง สุนัข จะเข้าไปไม่ได้
11. มีความเชื่อ ในเรื่องการบวชเรียน มักจะเห็นว่า ชาวบ้านเดินผ่านหน้าโบสถ์ก็ต้องแสดงความเคารพกราบไหว้พระ ผู้หญิงห้ามเข้าไปในโบสถ์หรือบริเวณกุฏิพระ
12.มีความเชื่อ เมื่อบ้านใดมีทารกเกิดใหม่จะต้องนำทารกนั้นไปใส่ในกระด้งร่อน แล้วพูดว่า”สามวันลูกผี สี่วันลูกคน” ต่อเด็ก
13. มีความเชื่อ ในการโกนผมไฟ การโกนผมไฟ เป็นการสู่ขวัญเด็ก และสู่ขวัญบิดา มารดา เพื่อให้เกิดความสบายใจ ด้วยความเชื่อมั่นในความศักดิ์สิทธิ์ของพิธี ที่จะทำให้เป็นมงคลต่อเด็ก
14. มีความเชื่อว่า ทำดีได้ดี ทำประณีตได้ประณีต
15. มีความเชื่อ เกี่ยวกับการปลูกเรือนว่า เวลาสร้างบ้าน เวลาปลูกสร้างบ้านเรือนให้ปลูกวันเกิดของผู้สร้าง(เจ้าของ)
16.มีความเชื่อว่า เวลาปลูกบ้านต้องปลูกให้เสาเท่ากันหมด เชื่อว่าจะมีความสุข
17. มีความเชื่อว่า เมื่อจะขึ้นบ้านใหม่จะต้องเลือกวันและมีกำหนดเวลาไว้ว่าแต่ละวันจะทำอะไร
18. มีความเชื่อเกี่ยวกับ ความกตัญญูกตเวที น้องๆควรเชื่อฟังพี่คนโตซึ่งได้ถ่ายทอดจากผีบรรพบุรุษแห่งตระกูล
19. มีความเชื่อว่า ระบบเพื่อนบ้านและระบบเครือญาติทำให้การเป็นอยู่ในสังคม มีการพึ่งพา ถ้อยที ถ้อยอาศัยกันเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน ให้ความเกรงใจและให้ความเคารพนับถือกัน
20. มีความเชื่อว่า บุคคลที่นามสกุลเดียวกัน จะจัดงานบวชนาคกับงานแต่งงานในวันเดียวกันไม่ได้
21. เมื่อมีลูกสาวที่แต่งงานแล้ว จะให้ย้ายไปอยู่ที่อื่น ไม่ไห้นอนบ้านเดียวกับพ่อแม่
22. มีความเชื่อว่า ตุ๊กตา เป็นสิ่งไม่ดี จึงห้ามนำเข้าบ้าน เพราะจะทำให้ไม่มีความสุข
23. มีความเชื่อเกี่ยวกับต้นไม้ว่าห้ามปลูกต้นราตรี ต้นลั่นทม ต้นพิกุล ไว้ในบ้าน เพราะต้นไม้เหล่านี้เป็นต้นไม้ที่อยู่ในวัด
24. มีความเชื่อว่า ต้นไม้ที่มีชื่อต่อไปนี้คือ ต้นโพธิ์ ต้นหว้า ต้นบุนนาค ต้นงิ้ว ถ้างอกขึ้นข้างๆบ้าน รีบทำลายเสียอย่าได้เก็บไว้ จะทำให้เจ้าของบ้านได้รับความเสียหาย
25. มีความเชื่อในเรื่องเต่า ชาวไทยมอญ จะไม่จับเต่ามาทำอาหาร ไม่จับตัวเต่าที่มีชีวิตเมื่อพบเห็นจึงต้องพูดว่า เต่าตัวนี้ตายแล้ว เพื่อเป็นการแก้เคล็ด แล้วนำเต่าไปปล่อย
26. มีความเชื่อว่า ศพคนตายจะต้องหันไปทางทิศเหนือ
27. มีความเชื่อว่า ภายใน 6 เดือน 9เดือน จะมีการทำพิธีไหว้ผีบ้านผีเรือน ปู่ย่า ตายาย โดยมีเครื่องไหว้ คือ กล้วย ไก่ หมู ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว
28. มีความเชื่อว่า ที่บ้านชาวไทยมอญ จะต้องมีที่ตั้งบูชาผ๊บรรพบุรุษ มีวิธีเซ่นผี เลี้ยงผี พิธีรำผี

29. ,มีความเชื่อในการเคารพบรรพบุรุษ ไม่ว่าท่านจะล่วงลับไปแล้ว หรือว่าท่านจะมีชีวิตอยู่ก็ตามเพราะการเคารพเทิดทูนบรรพบุรุษ ย่อมนำความเจริญมาถึงตนและครอบครัวตามหลัพระพุทธศาสนาที่ว่า “ปูชะนียานัง” หมายถึงการบูชาคนที่ควรเคารพ
30. มีความเชื่อว่า บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วยังหิวโหยอยู่ ยังชอบรับประทานอาหาร ตามเทศกาล กล่าวคือ ขนมกาละแม จะมีในเทศกาลสงกรานต์ ขนมกระยาสารท มีในเทศกาลออกพรรษา ข้าวเม่าทอด มีในเทศกาลทอดกฐิน ข้าวต้มลูกโยนน้ำผึ้ง มีในวันเพ็ญเดือนสิบ
31. มีความเชื่อว่า บรรพบุรุษกับพวก เขาสามารถติดต่อกันได้ตลอดเวลา และมักจะพบว่า ผีบรรพบุรุษจะรู้ด้วยการเซ่นไหว้อยู่เสมอ การทำบุญต้องอุทิศส่วนกุศลให้ การแต่งงานถือว่าจำเป็นต้องบอกผีบรรพบุรุษทั้งสองฝ่ายรับรู้ โดยจัดสิ่งของเซ่นไหว้ เช่นผ้าขาว เหล้า ไก่ โดยผ่านเจ้าบ่าวเป็นฝ่ายจัดหา ที่เรียกว่าเครื่องขันหมากจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนหนึ่งให้เจ้าสาว เซ่นไหว้บรรพบุรุษของเจ้าสาว อีกส่วนหนึ่งให้เจ้าบ่าวนำไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษของเจ้าบ่าว
32. มีความเชื่อว่า ผีบรรพบุรุษ เจ้าพ่อ เจ้าแม่ ที่เคารพมาแต่อยู่กรุงหงสาวดี แล้วอันเชิญมาประดิษฐานในชุมชนของตนเอง โดยปลูกศาลเจ้าให้เป็นที่สถิตดวงวิญญาณเหล่านั้น เพราะความผูกพันก็มีอยู่ตลอดเวลา
33. มีความเชื่อในเรื่องของผีบรรพบุรุษ
- ชาวไทยมอญมีความเชิอว่า ลูกชายคนโตของตระกูลจะเป็นผู้รับผีบรรพบุรุษต่อจาก บิดา มารดา หรือ คนรุ่นเก่าที่ล่วงลับไปแล้ว ที่บ้านจะมีที่ตั้งผีบรรพบุรุษ
- เชื่อว่า ผีบรรพบุรุษจะสิงสถิตอยู่ที่เสาเอกของเรือนโดยมีสัญญาลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่าเป็นเสาผี คือ หีบ หรือกระบุงใส่ผ้าผี ได้แก่ สไบ ผ้าซิ่น ผ้าขาวม้า แหวนหัวพลอยแดง แขวนไว้ที่เสาผี
34. เชื่อว่า การที่ผู้หญิงไปแต่งงานกับคนต่างตระกูลหรือต่างผี จะต้องทำพิธีคืนผีบอกกล่าวก่อนที่จะไปเข้ากับผีฝ่ายสามี
35. เชื่อว่า ผู้ใดอยู่ในตระกูลทำผิดซึ่งระเบียบหรือข้อห้ามจะทำให้มีการเจ็บป่วยเกิดขึ้นซึ่งจะต้องทำพิธีรำผี
36. เชื่อว่า ชายหญิงที่ไม่ใช่ลูกคน(คนละผีกัน) จะร่วมหลับนอนกันภายในบ้านไม่ได้
37. มีความเชื่อว่าหญิงมีครรภ์ที่ไม่ใช่ลูกสาวห้ามนอนบนเรือน
38.มีความเชื่อว่า เมื่อมีคนในตระกูลตายหรือท้องในปีนั้น(สิ้นสุดเดือน6) ห้ามคนในตระกูลจัดพิธีต่างๆ เช่น พิธีโกนจุก แต่งงาน บวช หรือเลี้ยงผี
39. มีความเชื่อว่า หมู่บ้านชาวไทยมอญทุกหมู่บ้าน จะต้องมีศาลเจ้าประจำหมู่บ้านทุกๆ ปี หลังสงกรานต์แล้วจะต้องทำพิธี “รำเจ้า” ประจำหมู่บ้าน




ฑีพัตรยศ สุดลาภา (ลูกหิน) ผู้ชายคนเดียวในกลุ่มของเพื่อนๆ ในคณะที่จัดงาน ซุ้ม 111 ปีฉลองอายุครบเมืองบ้านโป่ง เมื่อ 1 ธ.ค 2550



จุดพลุฉลองกันทุกคืนเลยครับ








ร่วมถ่ายรูปกับเพื่อนๆที่บ้านทรงไทย(ที่ผมช่วยกันตกแต่ง)ในการร่วมฉลองเมืองบ้านโป่งครบรอบ111ปี
ผมเป็นหนุ่มเดียวนับจากทางด้านซ้ายมือเป็นคนที่7 (ในเมืองคนงามครับ)





บ้านทรงไทย-มอญถูกจัดสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านโป่งในอดีตครับ

จาก teapatyost341455@hot(ip:61...159)  เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551 20:45:02 น.


  ลำดับที่ 12
 
click to view full image (photo size 995466 byte(s) : 1536 x 2048 pixel)
( นาย ฑีพัตรยศ สุดลาภา ) teapatyost341455@hotmail.com
อโรคยา ปรมา ลาภา ความที่ไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ แท้จริง ในที่นี้ศาสนาพุทธของไทยเราจะสอนเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับ กรรม หรือการ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เวรกรรมในที่นี้ก็คือ การที่ มีการสอนถึงเรื่องราวของคนหมู่มาก หรือศาสนา และภาษา จะสังเกตได้ว่า ภาษาไทยนั้น ไม่ว่าจะบริหารงานทางด้านไหน ก็จะไม่พ้นคำว่า กรรม ตลอดทุกๆคำ เช่น การอุตสาหกรรม เกษตรกรรม การพานิชยกรรม ถ้าเป็นพวกทำงานด้วยแรงงาน ภาษาไทยเรียกว่า กรรมกร หรือถ้าเป็นการตั้งตนขึ้นมาตัดสินอะไรสักอย่าง สักเรื่อง ภาษาไทย เรียกว่า กรรมการ หรือ กรรมาธิการ
รวมทั้งเรื่องราวที่มีความเปลี่ยนแปลงแห่งโลกอนาคต ภาษาไทย เรียกว่า นวัตกรรม และกรรม ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิต ด้วยภาษาไทยนั้น ยังมีอีกมากมาย ที่คนไทยยังไม่เข้าใจวิถีการดำรงชีวิตแบบคนไทยนั้น มีคำว่า กรรม เข้ามาเกี่ยวข้องกับการบ่งบอกในการดำรงภาษาเพื่อ ให้มีการดำรงคงอยู่ในภาษาไทยจะได้ใช้การสื่อสารในคำพูด ให้มีขึ้นต่อไปอีกในอนาคตที่ไม่รู้สิ่งจบสิ้น (ในความเข้าใจ) และการที่คนเราจะดำเนินชีวิตอยู่ได้นั้น คนจะต้องพึ่ง ภาษา โดยเฉพาะ ภาษาไทย เป็นภาษาที่มนุษย์เรา คนไทยจะต้องใช้ในการสื่อสาร และใช้ในการบริหารในทุกๆเรื่องในประเทศไทยเรา ภาษาจึงมาเป็นความเข้าใจในลำดับที่ ๑ ก่อนใคร และภาษายังช่วยให้คนฉลาดขึ้น เพราะถ้าเป็นคนไทย ศาสนาพุทธ พูดภาษาไทยไม่เป็น หรือ ฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่องนั้น ก็ย่อมจะไม่เจริญ ทั้งทาง กาย วาจา ใจ และอีกทั้ง วัตถุต่างๆที่ถูกสร้างขึ้นด้วย กรรม และมีต่อในอนาคตโดยมิมีที่สิ้นสุด และยังมีคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในเรื่อง ของ กุศลธรรม ๑๐ คือ
การทำดี ประกอบด้วย
๑ กายกรรม ๓ คือ
- การไม่ทำลายชีวิต
- เคารพสิทธิผู้อื่น
- ไม่ประพฤติผิดในกาม
๒ วจีกรรม ๔ คือ
- การไม่พูดเท็จ
- การไม่พูดส่อเสียด
- การไม่พูดหยาบ
- การไม่พูดเพ้อเจ้อ


๓ มโนกรรม ๓ คือ
- การไม่อยากได้ของผู้อื่น
- การไม่คิดพยาบาท
- ไม่ผิดจากครองธรรม

ที่ท่านได้เห็นจากที่กล่าวมานั้น ล้วนแล้วแต่เป็น กรรม ที่มีขึ้นในความเป็นคนไทย ศาสนาพุทธ แต่เป็นกรรมที่ดีและน่ายึดถือ เพราะไม่ใช่เป็น กฏแห่งกรรม แต่ถ้าป็นกฏแห่งกรรมแล้วนั้น ย่อมไม่มีใครจะปฏิเศษในสิ่งของการกระทำ หรือการที่ถูกพระเจ้าลงโทษในกฏแห่งกรรม
หรือสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด แต่ก็อาจเป็นคำสอนให้คนมีความเชื่อในกฏแห่งกรรมนั้นด้วย
และ อโรคยา ปรมา ลาภา ความที่ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ มักจะก่อผลให้เกิดผลบุญกุศลต่อตนเองอย่างดียิ่งทั้งทางด้าน กาย วาจา จิตใจ และ สังคม ในการเอาชีวิตอยู่รอดของคนโดยเฉพาะ คนชาวพุทธแห่งเรา ในความเชื่อ ของคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
และทางด้านการทำชีวิตของตนเราให้อยู่รอดทางด้านการบริหารบ้านเมืองก็ดี ทางด้านการใช้ชีวิตในการทำงานก็ดี อีกทั้งชีวิตทางสังคมทางด้านครอบครัวก็ดี ถ้าคนเรามิมีโรคภัยต่างๆนาๆเข้ามากรายกล้ำ ก็จะถือว่าตนมีผลพวงแห่งการทำความดี แล้วมีพระเจ้าคอยคุ้มครองอยู่

และในเรืองของการมีหนี้สินในการบริหารบ้านเมืองของรัฐบาลนั้น ผมคิดว่า บางครั้งในชีวิตมนุษย์ ก็ถูกก่อตั้งขึ้นด้วยหนี้สิน เพราะถ้าคนเรามีหนี้สินที่ต้องชำระแล้ว มักจะก่อให้เกิดความซื่อสัตย์ และซื่อตรงภายในจิตใจของบุคคลในแต่ละฝ่าย และบางทีหนี้สินก็อาจจะมาจากการบริหารครอบครัวหรือตัวบุคคลคนนั้นมีการใช้หนี้สินเข้ามาผันแปรในการดำเนินชีวิตเพื่อให้ตนเองได้มีความสุขในอนาคตข้างหน้า ที่ว่าและประกอบด้วย “ การกระทำ “ การดำเนินชีวิตนั่นล่ะคือการใช้หนี้ เพราะไม่แน่นอนในการบริหารบ้านเมืองต่อไปในอนาคตกาลนั้น คนเราอาจเกิดมามีหนี้ตามติดตัวมาโดยที่ไม่ต้องก่อก็มีเอง นั่นเพราะการบริหารชีวิตทางครอบครัวล้มเหลว หรือการล้มเหลวทางด้านการบริหารชีวิตในทางสังคมในระบอบของการเมืองก็อาจจะเป็นไปได้ในทุกๆแห่งกรณีของการตั้งความให้สืบการดำเนินชีวิตต่อไปในอนาคตว่าจะมีหนี้สิน หรือจะร่ำรวยตามความสืบต่อไป ในการกระทำ

ฑีพัตรยศ สุดลาภา teapatyost341455

จาก ฑีพัตรยศ สุดลาภา(ip:61...46)  เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2551 16:53:48 น.


  ลำดับที่ 13
 
click to view full image (photo size 995466 byte(s) : 1536 x 2048 pixel)
ตำรา "ยามอุบากอง"

ตำรา “ยามอุบากอง” หรือ ยามอุบากองพม่าแหกคุกนี้ แม้จะเป็นตำราดูฤกษ์ยามในการประกอบกิจและเดินทางต่างๆ ของพม่า ผู้มีชื่อว่า “ อุบากอง “ ซึ่งไทยเราจับตัวได้ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ (ปีมะเมีย พ.ศ. ๒๓๔๑) แล้วใช้ยามคุกนี้แหกคุกไทยเราหนีไปได้ แต่ก็ถ่ายทอดวิชานี้ให้กับทหารไทยของเราสมัยนั้น
และก็ปรากฏว่า ยังเป็นตำราที่ได้รับการยกย่องนับถือว่าเป็นตำราที่แม่นยำได้อีกตำราหนึ่ง ซึ่งใช้ในการหาฤกษ์ยามของการเดินทางไปในการธุรกิจต่างๆ ได้ผลอย่างยิ่ง และสืบทอดตำรานี้มาจนถึงปัจจุบัน
รูปลักษณะของ “ ยามอุบากอง “ จะตีตารางเป็นช่องๆ แบ่งเวลาในการทำนายของแต่ละวันทั้ง ๗ วัน ในหนึ่งสัปดาห์ มีรูปลักษณะ ดังในภาพ

ยามอุบากอง


วาร อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์

เช้า 0 0 0 0 0 0 0 X 0 0 0 0 0

สาย X 0 0 0 0 0 0 0 X 0 0 0 0

เที่ยง X 0 0 0 0 0 0 0 X

บ่าย 0 0 X 0 0 0 0 0 0 0


เย็น 0 0 0 X 0 0 0 0 0 0 0


คำอธิบาย : เวลาที่ระบุไว้ว่า เช้า สาย เที่ยง บ่าย เย็น นั้นจะมีการกำหนดเวลาของนาฬิกาดังนี้

เช้า ๖ . ๐๐ น. ถึง ๘ .๓๐ น.
สาย ๘. ๓๑ น. : ๑๑ .๐๐ น.
เที่ยง ๑๑ .๐๑ น. : ๑๒ .๕๙ น.
บ่าย ๑๓ .๐๐ น. : ๑๔ .๓๐ น.
เย็น ๑๕. ๓๑ น. : ๒๔. ๐๐ น.


การนับยาม : ข้างขึ้นจะให้นับจากบนลงล่าง หรือดูเวลาว่าเวลานั้นจะตกช่องอะไร ก็ทายตามเวลาที่ระบุไว้ตามคำทำนายของยามอุบากองว่า
คำทำนาย
0 หนึ่งศุนย์ อย่าพึงจร แม้ราญรอนจะอัปรา
00 สองศุนย์ เร่งยาตรา จะได้ลาภสวัสดี
0000 สี่ศุนย์ พูลผล จรดล ลาภมีมาก

ปลอดศูนย์ พูลสวัสดิ์ ภัยพิบัติ ลาภบ่มี
X กากบาท ตัวอัปรีย์ แม้จรลี จะมีภัย ฯ

หมายความว่า ถ้าเวลาของวันนั้นตกช่องศุนย์หนึ่งหรือศูนย์เดียว ก็ทายว่า อย่าเดินทางหรือออกไปทำธุรกิจนอกบ้านมิดี จะมีภัย ถ้าตกเวลาสองศูนย์นับว่าดี ออกไปทำธุรกิจหรือหาลาภผลนอกบ้านจะได้รับโชค ถ้าตกช่องสี่ศูนย์นับว่าดีมาก จะได้โชคลาภสมประสงค์ทุกประการ ถ้าตกช่องปลอดศูนย์ม่มีศูนย์เลย ก็จะไม่ได้ทั้งโชคทั้งเคราะห์ภัย คือไปเสียเวลาเปล่า ถ้าตกช่องกากบาท ว่าจะไปทำธุรกิจ หรือไปหาโชคลาภ ควรเปลี่ยนหรือเลื่อนเวลาห้ามเด็ดขาดในการเดินทาง ไม่ในทันที //////////////////////////////////////////////////////////////
พิธีก่อนออกเดินทาง

วันอาทิตย์ : ก่อนที่จะออกจากบ้านไปทำธุรกิจหรือเดินทางไกล ให้เอาน้ำล้างหน้าตาเสียก่อน
วันจันทร์ : ท่านให้นอนพักเสียก่อน จึงค่อยออกจากบ้าน

วันพุธ : ท่านให้รับประทานอาหารเสียก่อนจากบ้าน

วันพฤหัสบดี : ท่านให้เอาขี้เถ้าในเตาไฟ แตะเจิมหน้าผากเล็กน้อยก่อนออกจาก
บ้าน
วันศุกร์ : ให้ก้าวออกจากบ้าน ๓ ก้าว แล้กลับเข้าไปในบ้านแล้วจึงค่อยออก
จากบ้านเดินทางไป
วันเสาร์ : ให้ท่านทำเป็นอารมณ์ฉุนเฉียว หรือทำเป็นทะเลาะ ทุ่มเถียงกับคน
ในบ้านเสียก่อน จึงค่อยออกเดินทาง





///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////










วันดี (มงคล) สำหรับคนเกิดประจำปี

วันดีสำหรับคนเกิดประจำปี ๑๒ นักษัตร ซึ่งภือว่าเป็นวันต้องโฉลก จะประกอบกิจการใด หรือทำมาค้าขาย เสี่ยงโชคไปหาลาภ ไปขอความช่วยเหลือผู้ใหญ่ และเจรจาซื้อขายนายหน้าต่างๆ ควรถือวันต่อไปนี้

ปีเกิด วันดีคือ
คนเกิดปีชวด วันพุธ - วันเสาร์
คนเกิดปีฉลู วันพุธ - วันอาทิตย์
คนเกิดปีขาล วันอังคาร - วันพฤหัสบดี
คนเกิดปีเถาะ วันอังคาร - วันศุกร์
คนเกิดปีมะโรง วันพุธ - วันเสาร์
คนเกิดปีมะเส็ง วันจันทร์ - วันพฤหัสบดี
คนเกิดปีมะเมีย วันอาทิตย์ - วันพฤหัสบดี
คนเกิดปีมะแม วันจันทร์ - วันพุธ
คนเกิดปีวอก วันจันทร์ - วันพุธ
คนเกิดปีระกา วันอังคาร - วันศุกร์
คนเกิดปีจอ วันพฤหัสบดี - วันเสาร์
คนเกิดปีกุน วันพฤหัสบดี - วันศุกร์

///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

พยากรณ์เลขเสี่ยงโชคประจำดวง

ตามตำรับเสี่ยงโชคทางการพนันหรือตัวเลข ของบูรพาจารย์ในสมัยโบราณ กล่าวไว้ว่า
* สิทธิการิยะ : ถ้าผู้ใดอยากจะรู้ว่าผู้ใดมีโชควาสนาในการเสี่ยงทายตัวเลข หรือเล่นการพนันอย่างไรนั้น ท่านให้เอาตัวเลขตัววัน เดือน ปีเกิด ของบุคคลผู้นั้นบวกกันเข้าได้เท่าไหร่แล้วบวกด้วย ๙ ถ้าจำนวนมากกว่า ๑๐ ให้เอา ๑๐ ลบ ถ้าลบแล้วยังเหลือ ๑๐ ก็คงเลขนั้นไว้ ทำดังนี้
เลขวันเกิด : ให้ถือเอาวันอาทิตย์เป็นเลข ๑ วันจันทร์ เป็นเลข ๒ วันอังคารเป็นเลข ๓ วันพุธเป็นเลข ๔ วันพฤหัสบดีเลข ๕ วันศุกร์เลข ๖ และวันเสาร์เลข ๗

เลขเดือนเกิด : ให้ถือเอาเดือน ๕ หรือเดือนเมษายน เป็นเลข ๑ ขึ้นต้น (ถ้าไม่รู้เดือนเกิดทางจันทรคติให้ถือเอาผู้ที่เกิดตั้งแต่วันที่ ๑๓ เมษายนขึ้นไปจนถึงวันที่ ๑๓ พฤษภาคม เป็นเดือน ๕ ถ้าเกิดก่อนวันที่ ๑๓ เมษายนจะจะยังคงเป็นเดือน ๔ หรือถ้ามีปฏิทินเทียบอายุทางจันทรคติกับสุริยคติ หรือปฏิทิน ๑๐๐ ปีแล้ว ก็จงดูปฏิทินนั้นเถิด )

เดือนต่อไปจะเป็นเลขดังนี้

เดือน ๖ หรือ พฤษภาคม เลข ๒
“ ๗ “ มิถุนายน “ ๓
“ ๘ “ กรกฎาคม “ ๔
“ ๙ “ สิงหาคม “ ๕
“ ๑๐ “ กันยายน “ ๖
“ ๑๑ “ ตุลาคม “ ๗
“ ๑๒ “ พฤศจิกายน “ ๘
“ อ้าย “ ธันวาคม “ ๙
“ ยี่ “ มกราคม “ ๑๐
“ สาม “ กุมภาพันธ์ “ ๑๑
“ สี่ “ มีนาคม “ ๑๒


ให้ถือเดือนเป็นเลขต่างๆ ตามที่กล่าวมาแล้ว
เลขปีเกิด : ให้ถือเอา ปีชวด เป็นเลข ๑ เริ่มต้น และปีฉลู เป็นเลข ๒ เรียงลำดับปีเกิดไปจนถึง ปีกุนซึ่งเป็นปีสุดท้ายเป็นเลข ๑๒


เลขประจำปีเกิด

ปีเกิด เลขประจำปีเกิด
ชวด ๑
ฉลู ๒
ขาล ๓
เถาะ ๔
มะโรง ๕
มะเส็ง ๖
มะเมีย ๗
มะแม ๘
วอก ๙
ระกา ๑๐
จอ ๑๑
กุน ๑๒





การบวกลบเลข : ให้เอาเลขวันเกิด เดือนเกิด และปีเกิด มาบวกเข้าด้วยกัน ได้เท่าไหร่แล้วบวกด้วย ๙ แล้วเอา ๑๐ ลบ เหลือเศษเท่าใด ให้ถือเอาเป็นตัวเลขพยากรณ์ ถ้าลบด้วย ๑๐ แล้วเหลือ ๑๐ ก็คงไว้ ถ้ายังเหลือเกินกว่า ๑๐ เช่น ๑๑ หรือ ๑๒ ให้ลบด้วย ๑๐ อีกครั้ง
เช่น คนเกิดวันจันทร์ เดือน ๖ ปีมะโรง ก็จะเป็นดังนี้ วันจันทร์ ๒
เดือน ๖ ๒
ปีมะโรง ๕ รวมกันจะได้= ๙ แล้ว+ ๙ = ๑๘ แล้ว_๑๐ จะเหลือเศษ ๘ คือ= ๘

เช่น คำตอบคือเลข ๘ ให้ดูคำพยากรณ์ดังต่อไปนี้


เศษ ๑ : พยากรณ์ว่า บุคคลผู้นี้จะมีโชคลาภในการเสี่ยงหรือการเล่นการพนันได้มากกว่าเสีย แต่มักจะได้เมื่อต้นมือ และคลายเมื่อปลายมือ คือเล่นได้ก่อนแล้วภายหลังเสีย แต่ก็ไม่ถึงกับเสียย่อยยับนัก มักได้หรือเสมอตัวมากกว่าเสีย (เมื่อรู้ดวงชะตาดังนี้แล้ว ท่านที่ถือเลข ๑ นี้ ก็ไม่ควรเล่นนานนัก) เลขโชคของดวงคือ เลข ๑ ให้ยึดเลข ๑
นี้เป็นตัวหลักไว้ก่อนทุกครั้ง ในการเสี่ยงโชค

เศษ ๒ : พยากรณ์ว่า บุคคลผู้นั้น ไม่มีนิสัยหรือใฝ่ใจไปในทางการเสี่ยงโชคหรือการพนันทีเดียวนัก และแท้จริงแล้ว ก็จะไม่ค่อยมีโชคทางการเสี่ยงหรือการเล่นการพนันด้วย คือการเล่นเสียมากกว่าได้ เพราะฉะนั้นถ้าไม่ใจรักแล้ว ก็อย่าคิดในการเสี่ยงการพนันขุนต่อจะดีกว่า ถึงแม้จะมี เลขโชคประจำดวงคือ เลข ๒ ก็อย่าคิดเสี่ยงไปในทางการพันแต่ควรยึดถือเอาเลข ๒เป็นเลขชัยในการประกอบธุรกิจ หรือการทำงานไว้เป็นหลักดีกว่า

เศษ ๓ : พยากรณ์ว่า บุคคลที่ตกเลขเศษ ๓ นี้ มักจะเป็นผู้ที่มีนิสัยฝักไฝ่ไปในทางนักเลงการพนันเป็นส่วนมาก คือ ชอบเล่นการพนันขันต่อ ชอบเสี่ยงโชคในการพนัน เช่น ล็อตเตอรี่เป็นจิตใจ ต่ก็จะมีดวงที่ได้มากกว่าเสีย ถ้าดวงชะตาดี ก็มักเล่นได้ ถ้าดวงชะตาไม่ดี ก็มักจะเล่นเสีย แต่เป็นดวงทางโชคการพนัน คือเล่นได้ก็ได้คราวละมากๆ และถ้าเล่นเสียก็เสียมากพอๆกัน
เพราะฉะนั้น ถ้ารู้ตัวเช่นนี้แล้ว เวลาดวงดี จึงค่อยเสี่ยง ถ้าดวงชะตาในปีใดไม่สู้ดีนัก ก็อย่าคิดเสี่ยง พักการเล่นไว้บ้าง และเลขโชคประจำดวง คือ เลข ๓

เศษ ๔ : พยากรณ์ว่า บุคคลผู้นี้ ไม่มีโชคในการเสี่ยงการพนันแม้แต่น้อย ทั้งจะเป็นบุคคลที่เกลียดกลัว หรือไม่กล้าที่จะแตะต้องการพนัน หรือการเสี่ยงโชคในทางผิดกฎหมายหมายเลย เป็นบุคคลที่ขี้ระแวงหรือขลาดกลัวในการเสียทรัพย์สินต่อการเลี่ยงหรือการลงทุนใดๆทั้งสิ้น แต่เป็นคนอยากได้ใคร่ดีในทรัพย์สมบัติหรือหวงแหนของที่มีค่าที่ตนมีอยู่มาก รวมความว่า เป็นบุคคลที่ไม่ควรเสี่ยงโชคในลาภลอย ใดๆ ทั้งสิ้น เลขโชคประจำดวงคือ เลข ๔ เป็นเลขที่เหมาะจะใช้กับธุรกิจหรือการทำงานมากกว่า

เศษ ๕ : พยากรณ์ว่าบุคคลผู้นี้ จะเป็นผู้ที่ฝักใฝ่ในการแข่งขัน ทางฝีไม้ลายเมือ มากกว่าการเสี่ยงโชคทางพนันที่ไม่ใช่ความคิด แปลความว่า บุคคลผู้นี้รักจะเล่นการพนันทางสมองหรือการใช้ปัญญาความคิด จะเล่นหัวอะไรที่เป็นเกมการพนัน ถ้าเป็นเกมเล่นแบบไม่ใช้ความคิดแล้วจะไม่สนใจ หรือถ้าเห็นว่าเป็นเกมการพนัน หรือการเสี่ยงโชคนั้น หากใช้ความคิดหรือใช้สติปัญญาฉลาดและมีไหวพริบในเชิงเล่น จึงมักจะได้มากกว่าเสีย ชอบให้ความรู้ ความคิดเห็นแก่ผู้อื่นอยู่เสมอ และชอบตั้งตนเป็นอาจารย์ในเชิงเล่นหัวต่าง ๆ ในกลุ่มเพื่อนฝูงอีกด้วย เลขประจำโชคคือ เลข ๕


เศษ ๖ : พยากรณ์ว่า บุคคลที่ตกอยู่ในเศษ ๖ นี้ จะเป็นคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมในเชิงของการพนัน หรือการเสี่ยงโชคอยู่มาก จึงมักไม่ค่อยเสีย มีแต่ได้มากกว่าเพราะเป็นคนฉลาดแกมโกงในเชิงเล่นหัว มักไม่เชื่อในการพนันหรือการแข่งขัน มีลูกเล่นลูกไม้รอบตัว ถ้าไม่ได้เปรียบแล้จะไม่ยอมเล่นด้วย ดวงชนิดนี้มักตั้งตัวเป็นเจ้ามือเสียมาก
กว่าลูกมือ ชอบการพนันที่ได้เสียมากๆ แต่ต้องมีช่องทางใช้เล่ห์เหลี่ยมจึงจะเล่นด้วย
เลขประจำดวงคือเลข ๖

เศษ ๗ : พยากรณ์ว่าบุคคลที่อยู่ในเศษ ๗ นี้ จะมีจิตใจฝักใฝ่ไปในทางการพนันขันต่ออยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย มักจะชอบเล่นการพนันหรือเสี่ยงโชคเป็นชีวิตจิตใจ ได้บ้างเสียบ้าง สุดแต่ดวงจะพาไป แต่ไม่มีไหวพริบหรือเล่ห์เหลี่ยมในการเล่นเท่าใดนัก เล่นตามที่ใจรักและต้องการ ถ้าเป็นชายก็จะหนักไปในทางเสี่ยงโชคที่ผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการพนันหรือค้าขาย ถ้ามีผลกำไรมากก็จะชอบเสี่ยง หากเป็นหญิงก็จะเพลามือลงได้บ้าง ไม่ถึงกับลุ่มหลงเกินไปนัก ชอบเป็นบางครั้ง บางคราว เลขดวงชนิดนี้ มักจะได้ลาภจากของตกบ่อยครั้ง เลขโชคประจำดวงคือ เลข ๗

เศษ ๘ : พยากรณ์ว่า บุคคลผู้นี้ จะมีจิตใจคล้ายกับบุคคลที่ตกอยู่ในเลขเศษ ๓ คือ มีนิสัยฝักใฝ่ไปในทางการพนันเกือบทุกประเภท แม้กระทั่งการเสี่ยงโชคในทางธุรกิจ แต่เป็นคนกล้าได้กล้าเสีย จิตใจเข้มแข็งในการละเล่น ต่างๆ มีดวงโชคการพนันมากกว่าเสีย ทั้งนี้ต้องแล้วแต่ดวงชะตากำเนิดประจำปีด้วย เช่นเดียวกับบุคคลเลขเศษ ๓ เลขโชคประจำดวงคือเลข ๘


เศษ ๙ : พยากรณ์ว่า บุคคลที่ตกเลขเศษ ๙ นี้ จะเป็นบุคคลที่มีจิตใจสูงส่ง ไม่นิยมเสี่ยงโชคในการพนันขันต่อ หรืออาจจะเกลียดการพนันอย่างมากก็ว่าได้ โชคลาภที่ได้มา มักเกิดจากปัญญาความคิดหรือการงาน ถ้าเป็นนักธุรกิจจะมีดวงฟลุ๊คในการค้ามากกว่า การได้มาในการเสี่ยงโชค หรือการพนัน เป็นบุคคลที่มีสติปัญญาล้ำเลิศในการดำเนินงานหรือธุรกิจต่างๆ ถ้าเป็นนักธุรกิจ จะได้ชื่อเสียงในทางดีเด่นหรือมีหลักฐานมั่นคง หรือถ้าเป็นข้าราชการจะได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหนงเร็วเกินคาด เลขประจำดวงคือเลข ๙

เศษ ๑๐ หรือ เศษ ๐ : เศษ ๑๐ หรือ เศษ ๐ หรือจะเรียกว่าเลขครบนี้ พยากรณ์ว่า บุคคลที่ตกในดวงชะตา เศษ ๑๐ นี้ ไม่ว่าหญิงหรือชาย จะเป็นบุคคลที่ไม่ชอบเสี่ยงโชคในการพนันใด ๆ ทั้งสิ้น จนเกือบจะเรียกได้ว่า ไม่มีความรู้ในเรื่องการเล่นพนัน หรือเสี่ยงโชคอะไรเอาเลยก็ว่าได้ เป็นคนเสียดายในเรื่อง ต้องเสียเงินหรือทรัพย์สิน จึงไม่นิยมการเล่นหรือการเสี่ยงโชค แต่ถึงคิดจะเสี่ยงโชคเช่น สลากกินแบ่ง ก็จะไม่ค่อยได้รับโชคเท่าใดนัก ถ้าจะได้โชคลาภลอยๆ ที่จะเกิดจากการเก็บของตกได้เท่านั้น แต่ก็ไม่ค่อยมีราคาค่างวดเท่าใดนัก รวมความว่า ดวงนี้ไม่ใช่เป็นดวงแห่งนักเสี่ยงโชคเอาเสียเลย เลขโชคประจำดวง คือ เลข ๑ หรือ เลข ๐ หรือเลข ๑๐ ก็จะเป็นโชคเล็กๆน้อยๆ ในการค้าเท่านั้น

เลขโชคประจำดวง : เลขโชคประจำดวงต่างๆ เหล่านี้ว่า เป็นเลขมงคลของแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการเสี่ยงโชค การเล่น การทำธุรกิจหรือเริ่มต้นการทำงาน ให้ถือเลขโชคประจำดวงของตนเองไว้เป็นหลัก จะได้ผลดีมากกว่าผลเสีย
เช่นว่า บุคคลที่ตกอยู่ในเลขโชคประจำดวงเลขที่ ๓ ก็ให้ถือเลข ๓ ไว้เป็นหลัก ถ้าเป็นการเสี่ยงโชคซื้อสลาก ฯ หวังถูกเลขท้าย ๒ ตัว ก็ให้ซื้อสลากที่มีเลข ๓ อยู่ด้วย หรือหากคิดจะเปิดร้านค้า ทำธุรกิจก็ให้เริ่มด้วย เลข ๓ หรือวันที่ ๓ ของเดือน อย่าทิ้งเลข ๓ ไปเสียเลย ผู้ที่มีโชคประจำดวงเลขใด ก็ควรยึดถือเลขนั้นไว้เป็นเลขโชค หรือเลขมงคลดังกล่าว เรื่องเลขโชคประจำดวง หรือเลขประจำตัวของแต่ละบุคคล ที่จะนำมาใช้ในการเสี่ยงโชค เช่น การซื้อสลากกินแบ่งหรือล็อตเตอรี่นี้ หากหลังโชคลาภ เล็กๆ น้อยๆ จากการซื้อเช่น หวังถูกรางวัลเลขท้าย ๒ ตัว หรือ ๓ ตัวแล้ว ขอให้ดูคำพยากรณ์ในเลขเสี่ยงโชคหรือเลขมงคลของคนเกิดในวันต่างๆ ทั้ง ๗ วัน อีกครั้งหนึ่ง

เลขเสี่ยงโชคประจำวันเกิด
เลขเสี่ยงโชคประจำวันเกิดหรือเลขชัยของคนเกิดวันต่าง ๆ ทั้ง ๗ วันในสัปดาห์นั้น ในการพยากรณ์สมัยโบราณ ท่านโหราจารย์ได้ชี้แนะไว้ให้คนในสมัยนั้นได้นำไปใช้ในการเสี่ยงโชคอยู่บ้าง และเป็นมรดกตกทอดมาถึงคนในสมัยปัจจุบันก็มีอยู่ไม่น้อยหากคุณจะลองนำไปใช้บ้าง ก็คงได้ผลไม่มากก็น้อย
เลขเสี่ยงโชคที่ว่านี้ ขอแนะว่าควรนำไปไปใช้ในการซื้อสลากกินแบ่งของรัฐบาลหรือล็อตเตอรี่ เพื่อหวังโชคจากรางวัลเลขท้าย ๓ ตัว และ ๒ ตัว เท่านั้น โดยมีหลักเกณฑ์ดังนี้
ถ้าชายหญิงใดคิดหวังจะหาโชคลาภในการเสี่ยง เช่น การซื้อหวย (สลากกินแบ่งรัฐบาล) เพื่อให้ได้รับโชคลาภนั้น ท่านว่าให้ยึดถือตัวเลขเรียงันของสัปดาห์ นับตั้งแต่วันอาทิตย์เป็นเลข ๑ ไปจนถึงวันเสาร์เลข ๗ ไว้ก่อน จากนั้น ก็เอาเลขกำลังพระเคราะห์หรือเทวดาเสวยอายุตามวันเกิด เข้ามาร่วมประกอบ (แยกไว้คนละตัว) ดังนั้น ท่านก็จะได้กลุ่มเลขที่เป็นโชค หรือเลขหลักที่เป็นมงคลโชคลาภของชีวิตของท่าน ซึ่งท่านอาจจะนำไปใช้ในการพิจารณาเลือกซื้อตัวเลข จากสลากกินแบ่งของรัฐบาล ประจำงวดต่างๆ ได้รับผลสมหวัง
กฎเกณฑ์ในการนำตัวเลขโชคประจำวันเกิด วันต่างๆ ที่จะนำไปใช้ซื้อสลากกินแบ่งนั้น มีดังนี้
ถ้าสลากกินแบ่งของรัฐบาล หรือล็อตเตอรี่ ซึ่งกำหนดออกในวันที่ ๑ และ ๑๖ ของเดือน หรืออาจจะเป็นวันที่ ๒ พฤษภาคม หรือ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ดังที่กล่าวมานี้ ถ้าวันกำหนดออกฉลากไปตรงกับวันเกิดของคุณ (เช่น ออกันจันทร์ หรือ วันอังคาร ฯลฯ ) ให้เลือกพิจรณาจากตัวเลขโชคประจำวันเกิดของคุณนั้น ซึ่งอาจจะมีถึง ๓ ตัวเลข หรือ ๔ ตัวเลข ก็ตามแต่
จะเลือกทั้ง ๓ หรือทั้ง ๔ มาเล่น หรือจะเลือกเพียงตัวเดียวมาเล่นก็ได้ ไม่ควรทิ้งเลขโชคประจำวันเกิดของคุณไปเสีย เลขที่เลือกมาเล่นนี้ จะพิจารณาให้อยู่ในหลักหน่วย หรือ หลักสิบ หลักร้อย ก็สุดแต่จะพิจารณา หรือจะเล่นสลับให้อยู่ในหลักหน่วยบ้าง หลักสิบบ้าง หรือหลักร้อยบ้างก็ได้
โดยวิธีนี้ คุณอาจจะมีหวังประสบโชคลาภจากการเสี่ยงโชคทางล็อตเตอรี่ หรือ ฉลากกินแบ่งได้ แต่จำไว้อย่างหนึ่งว่า ต้องซื้อเฉพาะฉลากกินแบ่งของรัฐบาลเท่านั้น

(ฑีพัตรยศ สุดลาภา )

จาก ฑีพัตรยศ สุดลาภา(ip:61...46)  เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2551 16:55:57 น.


  ลำดับที่ 14
 
click to view full image (photo size 1015153 byte(s) : 1600 x 1200 pixel)

จาก ฑีพัตรยศ สุดลาภา(ip:61...46)  เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2551 16:58:26 น.


  ลำดับที่ 15
 
click to view full image (photo size 1012420 byte(s) : 1600 x 1200 pixel)
ฑีพัตรยศ สุดลาภา ผู้ประพันธ์ /เรียบเรียง/ เนื้อร้อง

เพลง “เงาจันทร์”

(ซ้ำ) ลมพัดโบกพริ้วปลิวไสว เห็นเรไรร้องดั่งดังเรียกข้า

ร้องบรรเลง ส่งเพลงร้องแว่วมา สู่อุราใจข้าคอย

* เงาจันทร์ เปล่งแสงทุกวันเหมือนเป็นตัวข้า นึกสุขใจ

เมื่อได้ยืนมองฟ้า สุขอุรา สู่นภา ใจข้าคอย

ลมพัดเรานึกเราสุขใจ ร้องเพลงไป ครวญตาม เงาจันทรา

ทุกค่ำคืน จึงยืนท่องนภา สุขวิญญา ใจข้าคอย

*คืนจันทร์ ค่ำคืนทุกวันนั้นมีดารา ข้างเคียงเดือน เพียงเสมือนคู่ฟ้า

(ซ้ำ) สุขอุรา สู่นภา ใจข้าคอย สู่วิญญา สุขอุรา ใจข้าคอย



เพลงๆนี้เป็นเพลงที่ข้าพเจ้าแต่งขึ้นมาเพราะว่ามีแรงบัลดาลใจ ตรงที่เวลากลางคืน ท้องฟ้าจะมีดวงจันทร์ และดวงดาวที่สวยงามมาก และมีความสุขที่ได้มองท้องฟ้าในยามค่ำคืน จะสว่างไสวไปด้วย แสงของดวงจันทร์ และความสวยงามของหมู่ดาว บทเพลงๆนี้ จึงถูกแต่งขึ้นมาท่ามกลางความสุขและความสงบเงียบในใจ...ยามค่ำคืน





ปรากฏการ ดวงจันทร์ ดวงดาว และดวงอาทิตย์

ดวงดาว ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ เกิดจากก้อนหินซึ่งมีขนาดมหึมา เท่ากับภูเขา 1 ลูก หรือ ภูเขาหลายๆลูกมารวมกัน เพราะเกิดจากก๊าชที่ทำปฏิกริยาความร้อน ระหว่างน้ำกับสิ่งที่ไม่มีในอากาศทำปฏิกริยากันอยู่ในชั้นใต้ดิน เมื่อประมาณ 3 แสนล้านปีก่อน จนเกิดเป็นพลังเชื้อเพลิง เรียกว่า พลังงานชั้นแรก (ของโลก) พลังงานชั้นแรก เป็นชั้นที่เกิดจากการให้กำเนิด แร่ธาตุ ต่างๆ ในโลกมนูษย์ อาทิ เช่น ดีบุก ตะกั่ว สังกะสี ทองแดง กำมะถัน ถ่านหิน ทองคำ เพชร พลอย นิล เป็นต้น และต้นกำเนิดของพลังงาน ชั้นแรก ก็คือ การที่เกิดการสะสมเพื่อถือกำเนิดของพลังงานต่างๆที่มีอยู่ในโลกซึ่งเป็นปรากฎการณ์ของการถือกำเนิด แร่ธาตุต่างๆที่ยังมีอยู่บนพื้นโลก
และแน่นอนในโลกใบนี้ คงไม่มีสามารถขึ้นไปอยู่ที่ ดวงอาทิตย์ และดวงดาวได้ เพราะความร้อนของ แสงอาทิตย์ ซึ่งกำลังแผ่รัศมีอย่างเต็มอัตราอยู่ในทุกพื้นที่ของการเดินทาง ส่วนปรากฎการณ์ น้ำแข็งจากขั้วโลกเหนือที่ละลายออกและสามารถทำให้น้ำท่วมโลกนั้น คงไม่มีวันเป็นไปได้ เพราะการที่โลกเรามีลักษณะที่ แบนราบและมีพื้นที่ที่เป็นดินหรือดินทรายและการที่โลกมีดวงอาทิตย์คอยให้พลังงาน และการทำงานของดวงอาทิตย์อยู่ตลอดเวลาการทำลายน้ำแข็งที่ละลายจะสามารถทำให้น้ำแข็งละเหย และกลายเป็นไอระเหยสู่อากาศได้ น้ำในขั้วโลกเหนือจึงไม่มีวันท่วมโลกได้ เพราะตามปกติ ปรากฎการณ์ น้ำขึ้น และน้ำลง จะเกิดขึ้นได้โดยการซึมซับของน้ำ และการเดินทางโดยดวงอาทิตย์ จะเป็นตัวกำจัด และตัวสร้างตามเวลาของการเดินทางตามแนวเฉียง แต่ตามปกติ ขั้วโลกเหนือ จะเป็นที่ๆสูงจากระดับของน้ำทะเล ธรรมชาติจึงสร้างอากาศทางขั้วโลกเหนือ ให้มีลักษณะที่หนาวเย็น เพราะมุมขององศาในดวงอาทิตย์ โคจรอยู่ทางทิศตะวันออก สู่ทิศตะวันตกภาคเหนือ จึงมีอากาศที่เย็น และชื้นเย็น และภาคใต้จึงมีอากาศที่ร้อน ชื้น เช่น ประเทศไทย มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ และอยู่ทางแถบ เอเซียใต้ มีพืชพันธุ์เช่น สมุนไพรไทย เช่น กระชาย กระชายดำ ข่า ขิง ตระไคร้ ไพร และมีผลไม้อีกหลายๆชนิดและมีรสชาติที่ หวาน หรือเปรี้ยว ตามของผลไม้ ชนิดนั้นๆ ตามปกติแล้ว ขั้วโลกเหนือจะมีอากาศที่หนาวเย็น และมีหิมะจับตัวกันเป็นก้อนน้ำแข็ง และจะมีการละลายของตัวมันเอง โดยใช้พลังงานของแสงอาทิตย์เข้าช่วย นั่นอาจเป็นแค่เวลาในช่วงหนึ่งของการเดินทางของดวงอาทิตย์เท่านั้น แต่จะไม่มีวันทำให้น้ำแข็งที่ละลายออกมาจากขั้วโลกเหนือท่วมโลก หรือทำให้น้ำในระดับของน้ำทะเลเพิ่มมากขึ้น เพราะในน้ำทะเล จะมีมวลสารที่จับตัวกันและคอยสร้างแรงดันอยู่ในตัวอยู่แล้ว น้ำแข็งที่ละลายออกมาจากขั้วโลกเหนือ จึงไม่มีวันไปเพิ่มจำนวนน้ำในระดับน้ำทะเลได้ หรือทำให้น้ำมีมากขึ้นได้ นั่นเพราะ ปรากฏการณ์ในระดับ น้ำขึ้น และน้ำลงมีมาตราฐานคงที่อยู่แล้ว
ปรากฏการณ์ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ หมุนองศาทับเงาของตัวเอง ที่เราเรียกว่า จันทรุปราคา หรือสุริยุปราคา เป็นปรากฏการณ์ ทางธรรมชาติที่หลายสิบปี จะมีให้เห็นสักครั้ง คือเป็นการ หมุนรอบตนเองอยู่บนบรรยากาศแล้วเกิดการทับรอยแสงที่เปล่งรัศมีองศาอยู่ ปรากฏการณ์ เช่นนี้ นานๆ มักจะมีให้เห็นสักครั้ง เพราการที่ดวงจันทร์ หรือดวงอาทิตย์ แผ่รัศมี และหมุนรอบๆไปในบรรยากาศของตนเองที่สร้างเอาไว้ และเกิดการหมุนเวียนมาทับรอยเปล่งของรัศมีแสง หมายความว่า ที่ทำเช่นนั้นได้เพราะดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ มีลักษณะที่เป็นภูเขาลูกใหญ่ มหึมา หันเห และตะแคง ไปตามบรรยากาศเรื่อยๆ และหมุนตะแคงองศาไปเรื่อยๆโดยช่องโอกาศมาบทบังรัศมีของตนเอง จึงเรียกปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเช่นนี้ว่า จุนทรุปราคา หรือ สุริยุปราคานั่นเอง
แม่น้ำ บึง ห้วย น้ำตก และทะเล

แม่น้ำ และทะเล เกิดจากการกำเนิดการสะสม กาลเวลา ด้วยสิ่งที่ไหลไปทางด้านหนึ่งด้านเดียวมารวมตัวกัน เพราะการแตกออกจากสิ่งที่หล่อหลอม เป็นผนึก หรือภูเขา ได้หลุดลอยขึ้นไปในอากาศ น้ำจึงเกิดแรงดันไปทางเดียว และทำปฏิกริยาอย่างต่อเนื่อง มาเป็นเวลานาน ประมาณ 3 แสน ล้านปีก่อน การสะสม ระยะเวลาที่ยาวนาน จึงเกิดเป็น แม่น้ำ และทะเลที่กว้างใหญ่ สายน้ำจึงไม่ไหลหวนย้อนกลับ เพราะแรงกดดันจากสิ่งที่ไม่มีในอากาศได้แตกออก และหลุดลอยขึ้นไป น้ำ จึงเกิดขึ้นมาได้เพราก๊าซในชั้นใต้ดินหล่อหลอมกันและเกิดเป็นพลังงาน น้ำจึงมีรสชาติ เปรี้ยว หรือเค็ม แตกต่างกันออกไป เพราะการสะสมการเผาใหม้ของสิ่งที่หลุดลอยไปอยู่ในอากาศทำปฏิกริยาความร้อนบนพื้นผิวโลก จึงเกิดขึ้นเป็นน้ำ และมีแรงดันไปในทางเดียวกัน ซึ่งหล่อหลอมในระยะเวลาที่ยาวนาน จึงเกิดการรวมตัวกันเพราะธาตุต่างๆได้ถูกแยกออกและกระจายอยู่บนพื้นผิวโลก และในชั้นของอากาศ และปฏิกริยา น้ำขึ้น และน้ำลง นั้นมีสาเหตุมาจาก ดวงอาทิตย์ ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าโลกถึง 3 แสนเท่าตัว เดินทางไปในทิศทางซึ่งมีลักษณะแนวเฉียง และตรงตาม ทิศแนวทางที่ได้สร้างตัวมันเองเอาไว้ในชั้นบรรยากาศ และในยามอาทิตย์ตกดินทางทิศตะวันตกในประเทศไทยเราประเทศอื่นที่อยู่ใกลห่างในหลายรัศมี ก็จะเกิดเป็นแสงสว่างในเวลาอีกเวลาหนึ่ง
และก็จะเกิดเป็นสิ่งตรงกันข้ามกันทางแนวเฉียงระหว่างพื้นแผ่นดินที่มีอยู่ในโลกทั้งหมด ตามตารางของรัศมีของประเทศนั้นๆในระยะเฉียงของความเผื่อของแสง (หรือนัยยะสำคัญ) ถ้าเวลาน้ำขึ้นจะเป็นในเวลายามเช้าที่แสงสว่างของดวงอาทิตย์ยังไม่ได้เดินทางตามแนวเฉียงขึ้นตามเวลาของการแผ่รัศมีของดวงอาทิตย์มาถึง น้ำก็จะขึ้น แต่ถ้าระยะการแผ่รัศมีของดวงอาทิตย์ตามธรรมชาติผ่านพ้นการแผ่รัศมีไป น้ำก็จะลง (คือน้ำก็จะเกิดการหดตัวลงไปซึมซับอยู่ในชั้นลึกของดินหรือตะกอนทรายใต้พื้นน้ำ) มักจะเป็นเวลาที่แสงสว่างเกิดการย้ายที่ตามแนวของทิศทางเดินของแสงและไม่ว่าจะเป็นในนทีที่เรียกว่าแม่น้ำ หรือ ทะเล ก็จะเป็นปฏิกริยาในทุกสถานเดียวกัน หรือเช่นกัน
และน้ำ ยังคงมีอยู่ในชั้นของใต้ดิน หรือที่เราเรียกว่า น้ำบาดาล จะมีรสชาติที่กร่อย ฝืด เพราะการสะสมของน้ำถูกปลกคลุมด้วยหน้าดินที่ทับถมกันไว้ที่เรียกว่าบนดิน และน้ำบาดาลจะเกิดมีขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ สถานที่ๆนั้นอยู่ใกล้กับแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ เช่น ตำบลนั้น หรืออำเภอนั้น มีแม่น้ำไหลผ่าน หรือมีแหล่งน้ำธรรมชาติ หรือ ทะเลสาป

จาก ฑีพัตรยศ สุดลาภา(ip:61...46)  เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2551 17:00:21 น.


  ลำดับที่ 16
ฑีพัตรยศ สุดลาภา
 
click to view full image (photo size 995466 byte(s) : 1536 x 2048 pixel)
คำถวายพระพรสู่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

ขอให้เสด็จพระพี่นาง เสด็จสู่ สรงสวรรค์

นิรมิตจันทร ดุจแสงโชติ สว่างไสว

สุขนิพพาน สู่สวรรค์ ครรไล

สุดดวงใจ ด้วยบุญ กุศลนำ

ขอให้ท่าน มีความสุข ด้วยกายเทพ

นิรมิตเมฆ เป็นบริวาร คอยถวาย

ด้วยดวงจิต พลังบุญ ในใจกาย

น้อมถวาย ให้พระพี่นาง ตลอดกาล




ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะข้าพระพุทธเจ้า นาย ฑีพัตรยศ สุดลาภา และครอบครัว สุดลาภา

จาก ฑีพัตรยศ สุดลาภา(ip:61...168)  เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2551 14:27:28 น.


  ลำดับที่ 17
ฑีพัตรยศ สุดลาภา
 
คำถวายพระแค่สมเด็จพระพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากราหลวงนราธิวาสราชนครินทร์


ขอให้พระพี่นางเธอ เสด็จสู่ สวรรค์ครรไล

สุดดวงใจ คนไทย ทุกเผ่าผอง

กายนิรมิต สุดดวงจันทร์ นั้นสมปอง

แสงเรืองรอง สว่างไสว ในใจเรา

ในดวงจิต น้อมใจ ถวายท่าน

รำลึกพลัน ถึงบุญ และกุศล

ที่ท่านมี เราได้เห็น ทุกชั้นคน

ตลอดชนม์ ชีพวาย ไม่คลายลืม


ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะข้าพระพุทธเจ้า นาย วิเชียร สุดลาภา ครอบครัว สุดลาภาพร

จาก ฑีพัตรยศ สุดลาภา(ip:119...120)  เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2551 14:28:48 น.


  ลำดับที่ 18
วิเชียร สุดลาภา
 
คำถวายพระแค่สมเด็จพระพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากราหลวงนราธิวาสราชนครินทร์


ขอให้พระพี่นางเธอ เสด็จสู่ สวรรค์ครรไล

สุดดวงใจ คนไทย ทุกเผ่าผอง

กายนิรมิต สุดดวงจันทร์ นั้นสมปอง

แสงเรืองรอง สว่างไสว ในใจเรา

ในดวงจิต น้อมใจ ถวายท่าน

รำลึกพลัน ถึงบุญ และกุศล

ที่ท่านมี เราได้เห็น ทุกชั้นคน

ตลอดชนม์ ชีพวาย ไม่คลายลืม


ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะข้าพระพุทธเจ้า นาย วิเชียร สุดลาภา ครอบครัว สุดลาภา

จาก วิเชียร สุดลาภา(ip:61...168)  เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2551 14:29:48 น.


  ลำดับที่ 19
นาง สำเภา สุดลาภา
 
คำถวายพระพรสมเด็จพระพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์



สุดดวงใจ ชาวไทย นั้นซาบซึ้ง

รำลึกถึง พระพี่นาง ของชาวสยาม

ท่านเสด็จสู่ สรวงสรรค์ สุดฟ้าคราม

ท่านลือนาม ผู้มีบุญ กุศลนำ

ขอให้ท่าน สู่สวรรค์ ครรไลโลก

ดังแสงโชติ โชติช่วง สว่างไสว

ขอให้ท่านมี กายเป็นเทพ อยู่ในใจ

ตลอดไป ชั่วนิจ นิรันดร




ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะข้าพระพุทธเจ้า นาง สำเภา สุดลาภา และครอบครัว

จาก นาง สำเภา สุดลาภา(ip:119...120)  เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2551 14:30:53 น.


  ลำดับที่ 20
  คำถวายพระพรสู่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

ขอให้เสด็จพระพี่นาง เสด็จสู่ สรงสวรรค์

นิรมิตจันทร ดุจแสงโชติ สว่างไสว

สุขนิพพาน สู่สวรรค์ ครรไล

สุดดวงใจ ด้วยบุญ กุศลนำ

ขอให้ท่าน มีความสุข ด้วยกายเทพ

นิรมิตเมฆ เป็นบริวาร คอยถวาย

ด้วยดวงจิต พลังบุญ ในใจกาย

น้อมถวาย ให้พระพี่นาง ตลอดกาล




ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะข้าพระพุทธเจ้า นาย ฑีพัตรยศ สุดลาภา และครอบครัว สุดลาภา

จาก ฑีพัตรยศ สุดลาภา(ip:119...120)  เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2551 21:20:06 น.


  ลำดับที่ 21
  (โดย ฑีพัตรยศ สุดลาภา)
เบื้องหลังคดีกบฎเจ้าฟ้าเหม็น รัชทายาทพระเจ้าตาก ปมกำจัดราชวงศ์กรุงธนบุรี
เจ้าฟ้าเหม็น โอรสพระเจ้าตาก หลานรัชกาลที่ ๑ ถูกสำเร็จโทษในรัชกาลที่ ๒ เบื้องหลังคดี “กาคาบฟ้อง” คดีกบฎเจ้าฟ้าเหม็น

วัดอภัยทาราม ริมคลองสามเสนซึ่งเป็นอนุสรณ์ของ “เจ้าฟ้าเหม็น” กว่าสองศตวนนษที่หลักฐานเกี่ยวกับวัดอภัยทายาราม หรือ วัดมะกอก ริมคลองแสนแสบ ไกล้อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ที่เจ้าฟ้าเห็นรัชทายาทพระเจ้าตากสินทรงสถาปนาไว้เก็บรักษาไว้อย่างเงียบอยู่ ณ หอสมุดแห่งชาติ และคงเงียบอีกนาน ถ้าคุณ บุญเตือน ศรีวรพจน์ จากสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร ไม่พบหลักฐานชิ้นนี้
เพลงยาวเจ้าฟ้ากรมขุนกระษัตรานุชิตปฏิสังขรณ์ วัดอไภยทาราม จึงเป็นเอกสารสำคัญที่บ่งบอกถึงบุญบารมีของเจ้าฟ้าเหม็น ในฐานะพระเจ้าหลานเธอ”องค์โปรด” ที่ไกล้ชิด พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ซึ่งบ่งบอกว่าเป็นมากกว่า “เจ้าฟ้านอกพงศาวดาร” ที่เอกสารกล่าวถึงพระประวัติ รวมกับสำนวนคดีที่เป็นกบฎอยู่เพียงน้อยนิดในพระราชพงสาวดาร
และกว่าสองทศวรรษที่บุญบารมีของเจ้าฟ้าเหม็นทรงสร้าง ถูกยกให้เป็นของผู้อื่น.......?
“วัดอภัยทายาราม หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “วัดมะกอก” ตั้งอยู่เลขที่ ๑๕ ตรอกวัดมะกอก ถนนราชวิถี แขวงทุ่งพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ ๘ ไร่ ๒ งาน ๗๒ ตารางวา อาณาเขตทิศเหนือติดกับคลองสามเสน ทิศใต้ติดกับโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ทิศตะวันออกติดกับชุมชนอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ทิศตะวันตกติกับโรงพยาบาลพระมงกุฎ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๐ ผู้สร้างวัดคือ สมเด็จพระขัตติยาภาคีกรมขุน หมายถึง พระราชนัดดาองค์สำคัญ เดิมมีนามว่า”ทองอิน” แล้วได้เป็นพระยาสุริยอภัยและได้การรับสถาปนาเป็นสมเด็จพระเจ้าหลานเธอเจ้าฟ้าทองอิน ต่อมาได้ทรงกรมเป็นสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ กรมพระราชวังหลังในรัชกาลที่ ๑
วัดอภัยทายารามได้รับพระราชทานพระวิสุงคามสีมา กว้าง ๑๒.๖๔ เมตร โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทได้เสด็จมาเป็นองค์ประธานในพิธีด้วย”
สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ (โอรสในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอพระองค์ใหญ่ ของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) กรมพระราชวังหลัง ทรงเป็น “ตาอยู่” หรือ? กรมพระราชวังหลังมามีบทบาทเกี่ยวข้องกับวัดอภัยทายารามได้อย่างไร ที่อ้างมาทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลจากหนังสือ /ประวัติทั่วราชอาณาจักรเล่ม ๒ จัดพิมพ์เผยแพร่โดยกรมศาสนา เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๖ ทราบมาว่าทางกรมการศาสนาจะมีแบบฟอร์มส่งให้ทางวัดเป็นผู้กรอกข้อมูลและส่งกลับมายังกรมตามระบบราชการ ดังนั้นวัดจะต้องเขียนประวัติส่งให้กรมศาสนาจัดพิมพ์ดูจะเป็นข้อสังเกตที่ตั้งไว้เมื่อเกิดการสับสนสงสัยในประวัติการสถาปนาวัดอภัยทายาราม (หมายเหตู สับสนเพราะรู้ข้อมูลมากขึ้น)
ประเด็นข้อสงสัยคงจบไม่ต้องคิดมากถ้าท่านเจ้าอาวาสวัดอภัยทายาราม พระครูอภัยพิริยกิจ (บุญรอด ปิยวณ.โณ) อายุ ๙๑ ปี พรรษา ๖๐ มิได้บอกว่า “ประวัติวัดเอาข้อมูลมาจากไหนไม่ทราบ... ไม่เคยได้ยิน” แล้วประวัติวัดอภัยทายารามฉบับกรรมการศาสนาได้มาจากสำนักประวัติศาสตร์ใดแน่ กรมพระราชวังหลังถูกอ้างพระนามด้วยเหตใด หรือเจ้าฟ้าเหม็นจะถูกลืม?
อดสงสัยอยู่ไม่น้อยเหมือนกันว่าเจ้าเหม็นทรงตั้งพระทัยเช่นไรถึงทรงปฎิสังขรณ์วัดล้างปลายคลองสามเสน แต่เมื่อพิจรณาความเป็นมาของคลองสามเสนนี้เป็นคลองที่มีความเก่าแก่ถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาทั้งวัดและชุมชนในคลองเนื่องจากมีการกล่าวถึงแล้วเมื่อกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาททรงปฎิสังขรณ์วัดเก่าสัยเริ่มสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ คือ วัดโบสถ์สามเสน
ในสมัยรัชกาลที่ ๓ คลองสามเสนคงจะเป็นเส้นทางคมนาคมค้าขายที่สำคัญมากเส้นหนึ่ง เนื่องจากมีปรากฎชื่อคลองสามเสนอยู่ในแผนที่ของ John Crowford ที่เขียนขึ้นในราว พ.ศ. ๒๓๖๗ แสดงให้เห็นว่าตลอดลำคลองมีการตั้งถิ่นฐานมานานอย่างต่อเนื่องรวมทั้งเกิดชุมชนใหม่ๆขึ้น เป็นระยะ ด้วยความยาตามระยะทางประมาณ ๑๒.๙๕ กิโลเมตรของคลองสามเสนทอดผ่ายหลายพื้นที่จากปากคลองในย่านสามเสนทางทิศเหนือของกรุงเทพ ฯ ไปสู่ทิศตะวันออกผ่านเขตพญาไท ไปบรรจบกับคลองแสนแสบในเขตห้วยขวาง ได้พบว่ามีวัดตั้งอยู่เป็นระยะทั้งสองฝั่งตลอดถึง ๘ วัด เรียงลำดับตั้งแต่ปากคลองติดแม่น้ำเจ้าพระยาไปจนถึงเขตห้วยขวางมีดังนี้

๑ วัดประสาทบุญญาวาส (วัดขวิด)ตามประวัติดังกล่าวตั้งขึ้นเมื่อสมัยรัชกาลที่ ๓ประมาณ พ.ศ. ๒๓๗๖
๒ วัดโบสถ์สามเสน สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา ราว พ.ศ. ๒๒๕๑
๓ วัดอัมพวัน สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๓ ประมาณ พ.ศ. ๒๓๘๕
๔ วัดสุคันธาราม (วัดใหม่) สร้างในสมัยรัชกาลที่๕ ราว พ.ศ. ๒๔๕๐
๕ วัดจอมสุดาราม (วัดพรายงาม หรือวัดไทรงาม) สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๓ ราว ปีพ.ศ.
๒๓๙๐
๖ วัดอภัยทายาราม (วัดมะกอก) สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๑ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๐
๗ วัดทัศนารุณสุนทริการาม (วัดสะพาน หรือวัด ตะพาน) สร้างในสมัยกรุงธนบุรีประมาณ ปี พ.ศ.๒๓๒๐
๘ วัดป่า ตั้งห่าจากวัดจอมสุดา และวัดอภัยทายาราม แต่ในปัจจุบันไม่ปรากฏแล้ว

วัดทั้งหมดเป็นวัดราษฎร์ มีลักษณะเป็นวัดของชุมชน

เนื่องจากตั้งอยู่ท่ามกลางบ้านเรือนราษฎร ในส่วนของอายุสมัยหากเชื่อว่าวัดทั้งหมดถูกตั้งขึนตรงตามปีที่ระบุข้างต้นจริง แสดงว่ามีวัดและชุมชนในคลองแถบนี้ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และเมื่อตั้งกรุงธนบุรี สืบเนื่องถึงกรุงรัตนโกสินทร์ก็ได้มีการสร้างเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กล่าวเฉพาะรูปแบบศิลปกรรมวัดอภัยทายารามส่วนใหญ่จะได้รับการซ่อมขึ้นใหม่จนแทบไม่เหลือเคล้าเดิม โดยพระอุโบสถถที่สร้างใหม่บนฐานอุโบสถหลังเก่า ตั้งแต่ สมัย พ.ศ. ๒๔๘๙ มีรายนามผู้บริจาคทรัพย์สร้างอุโบสถมากราย เฉพาะรายสำคัญคือคณะรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม
พระครูอภัยพิริยกิจท่านบอกว่าทางวัดอภัยทายารามมีจารึกลายรดน้ำเขียนตัวอักษรโบราณบนแผ่นไม้สักขนาดใหญ่ บอกถึงประวัติการสร้างและฉลองวัด ซึ่งได้ย้ายมาจากผนังอุโบสถหลังเก่าด้านในตรงกับพระพุทธรูปประธาน ถออดออกมาติดไว้

ยังผนังด้านทิศตะวันตกของพระอุสถหลังใหม่ใกล้องค์พระประธาน
แผ่นไม้สักโบราณจารึกเขียนลายรดน้ำแผ่นนี้สำคัญมาก เมื่อพิจรณาจากข้อความที่จารึก คือ “เพลงยาวเจ้าฟ้า กรมขุนกระษัตรานุชิตปฏิสังขรณ์วัดอไภยทาราม” ฉบับสมบูรณ์ข้อมูลเดียวกัน ร้อยเปอร์เซ็นต์ทุกคำกลอนกับที่คุณ บุญเตือน ศรีวรพจน์ ถอดความจากสมุดไทย
อุโบสถหลังเก่าท่านพระครูอภัยพิริยกิจ เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันเล่าว่า
“ อุโบสถหลังเก่าไม่เป็นอุโบสถที่เป็นหลังคาซ้อนชั้นแบบหลังคาอุโบสถหลังใหม่ มีหลังคาพาไลทั้งด้านหน้าหลัง ลวดลายปูนปั้นประดับตกแต่งหน้าบันจำมาได้ว่าป็นอย่างไร ภายในอุโบสถเขียนรูปพนมเต็มทั้งผืน บานหน้าต่างด้านในเขียนสีเป็นภาพกอบัวหลากสีด้านนอกเขียนลายรดน้ำ ส่วนบานประตูเขียน ลายรดน้ำรูปเซี่ยวกาง
ช่วงที่จะก่ออุโบสถใหม่ท่านอาจารย์ (อดีตเจ้าอาวาสวัดอภัยทาราม พระครูอภัยพิริยกิจ( (แม้น โฆสิโต) พ.ศ.๒๔๗๗-๒๕๑๗ บอกว่าจะเปลี่ยนบานประตูเป็นการสลักไม้แทน แต่อาตมาเรียนท่านว่าลายรดน้ำรูปเซี่ยวกางเปฟ็นมงคลอยู่แล้ว และดูแลรักษาง่ายกว่าไม้สลัก ท่านอาจารย์เห็นด้วย จึงให้ช่างซ่อมแซมตายลายเซี่ยวกาง เดิม ส่วนพระพุทธรูปประธานเป็นของเก่าแก่ตังแต่สร้างวัด
ประตูพระอุโบสถหลังเก่าแต่เดิมมีเพียง ๓ ประตูคือ ด้นหน้าอุโบสถที่หันหน้าออกไปทางทิศเหนือริมคลองสามเสน มี ๒ ประตู ส่วนด้านหลังมีเพียงประตูเดียว ตรงกลางผนังหลังองค์พระพุทธรูปประธาน ประตูหน้าต่างได้ถออดของเก่าออกมาซ่อม เขียนลายรดน้ำใหม่ตามเดิม ทำเพิ่มเพียงประตูอีกสองบาน
ใบเสมาทั้งแปดทิศเป็นของเก่า ทำเพียงฐานขึ้นมาใหม่ แทนฐานเก่าที่ปูนหมดสภาพ เจดีประจำมุมก็บูรณะให้ดีขึ้น อุโบสถหลังใหม่นั้นสร้างบนตัวฐานเดิมของอุโบสถหลังเก่าที่ทรุดโทรมลงมากแล้ว โดยก่อนจะสร้างอุโบสถหลังใหม่ได้มีการบูรณะอุโบสถหลังเก่ามาแล้วหลายครั้ง”
หลวงพ่อเจ้าอาวาสยังเล่าประวัติวัดสืบต่อกันมาต่อจากคนรุ่นปู่ของท่านว่า “สมัยรัชกาลที่๕ วัดอภัยฯ มีพระอยู่องค์เดียว คือ หลวงตาแสง รัชกาลที่ ๕ เสด็จมาเป็นการส่วนพระองค์ มาขึ้นเรือที่ท่าน้ำวัด หลวงตาแสงก็ไปรับเสด็จพระองค์ท่าน พระองค์ท่านก็ถามว่ามีอยู่กี่องค์ ทูลว่ามีองค์เดียว ท่านก็เลยตรัสว่า “อยู่วัด รักษาวัดไว้นะ” และประธานราชทรัพย์ให้ ๖๐ บาท” ความนี้อาจจะเป็นเรื่องจริงในรัชกาลที่ ๕ เคยเสด็จประพาสคลองสามเสนในปี พ.ศ.๒๔๔๒
มีอีกเหตุการสำคัญจากคำที่ไม่มีบันทึกไว้ และอาจเป็นจุดเปลี่ยนของวัดอภัยทายารามในสมัยรัชกาลที่ ๖ คือ “ช่วงนั้นรัชกาลที่๖ ทรงขยายวังพญาไทให้ใหญ่ขึ้นทราว่ามีเจ้าพระยาวรพงศพิพัฒน์ (เป็นเจ้าพระยาในสมัยรัชกาลที่ ๗และใครอีกจำไม่ได้มาดูพื้นที่วัด และเห็นตัวหนังสือในอุโบสถ ก็เลยไปทูลรัชกาลที่ ๖ ท่านก็บอกว่าที่เรามีเยะแยะไม่เป็นไร ก็เลยไม่ได้มีการผาติกรรม”
ส่วนชื่อวัดอภัยทายารามที่ชาวบ้านเรียกว่า วัดมะกอก หลวงพ่อว่าอาจมาจากบริเวรนี้ในอดีตมีต้นมะกอกอยู่มาก คงเป็นดอนมะกอก เมื่อหลวงพ่อเป็นเด็กยังคงว่ายน้ำเล่นในคลองสามเสนกับเพื่อน ริมคลองกจะมีต้นมะกอกน้ำขึ้นอยู่เยอะ พอผลสุขก็จะตกลงน้ำว่ายเก็บกันสนุกสนาน แต่เดี่ยวนี้ไม่มีต้นมะกอกแล้ว
คำบอกเล่าของพระครูอภัยพิริยกิจ ประเด็นที่สำคัญคือ ประวัติการสร้างวัดอภัยทายารามที่ผู้เฒ่าผู้แก่แถววัดเล่าสืบต่อกันมา “วัดนี้สร้างขึ้นโดยพระโอรสพระเจ้าตาก นามเจ้าฟ้าอภัย มีเรื่องเล่าแต่ไม่ปรากฏชัด เจ้าฟ้าอภัยเคยคิดจะชิงเมืองพระเจ้าแผ่นดิน คือ รัชกาลที่ ๑ ถึงสองครั้ง เพราะว่าตอนนั้นข้าราชบริวารพระเจ้าตากมีอยู่มาก ครั้งแรกประชุมลี้พลปรึกษาหารือกันแต่ก็ไม่ได้คิดการอะไร ครั้งที่สองทราบถึงรัชการที่ ๑ ก็ไม่ได้ทรงใช้กำลังประหัตประหารแต่อย่างไร เพราะคนโบราณเชื่อว่าลูกเพื่อนก็เหมือนลูกเรา เจ้าฟ้าอภัยขอลุแก่โทษได้มาสร้างวัดนี้ถวาย รัชกาลที่ ๑ พระราชทานชื่อวัดว่า วัดอภัยทามริการาม แปลว่าอภัยให้กับวงศ์อริราชศรตรู เพิ่งมาเปลี่ยนเป็นวัด อภัยทายาราม สมัย จอมพล ป. พิบูลย์สงคราม ซึ่งหมายถึงอภัยให้กับวงศ์ญาติ”
น่าสนใจมากว่าหลวงพ่อเจ้าอาวาสท่านก็มิได้ทราบ เรื่องราวเกี่ยวกับกบฏเจ้าฟ้าเหม็น แต่ทำไมท่านเล่าได้เหมือนกับเป็นจริง เห็นภาพที่ขาดหายไปในหน้าประวัติศาสตร์ที่คงต้องช่วยกันค้นหาคำตอบ และเรียกร้องความชัดเจนแม้เป็นเพียงประวัติศาสตร์บอกเล่า หรือจะปล่อยให้ผ่านเลยไปเป็นเพียงอนุสรณ์สถาน “เจ้าฟ้าเหม็นที่ถูกลืม”


โดย ฑีพัตรยศ สุดลาภา teapatyost341455@hotmail.com

จาก ฑีพัตรยศ สุดลาภา(ip:61...168)  เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2551 21:22:32 น.


  ลำดับที่ 22
 
click to view full image (photo size 341443 byte(s) : 1600 x 1200 pixel)
อยากกลับไปเที่ยวที่สงขลาอีกครั้งหนึ่งครับ

จาก ฑีพัตรยศ สุดลาภา(ip:61...214)  เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2551 14:42:34 น.


  ลำดับที่ 23
 
click to view full image (photo size 378974 byte(s) : 1600 x 1200 pixel)
วันนั้นผมดูหนังเรื่องแก๊งค์ชนีกับอีแอบผมเห็นบ.หับโห้หิ้นเป็นผู้ผลิตภาพยนต์เรื่องนี้ทำได้ดีและน่าติดตามผลงานมากๆครับ

จาก ฑีพัตรยศ สุดลาภา(ip:61...214)  เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2551 14:44:28 น.


  ลำดับที่ 24
  คุณฑีพัตรยศ สุดลาภา เป็นอะไรกับคุณกมลทิพย์ สุดลาภา
คุณกมลทิพย์ สุดลาภา เป็นชาวสงขลา บ้านเดิมอยู่ถนนหนองจิก ต.บ่อยาง

จาก ใคร่รู้(ip:113...64)  เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2553 10:41:30 น.


 แสดงความคิดเห็น

กรณีที่ท่านไม่ได้เป็นสมาชิก กรณีที่ท่านเป็นสมาชิก
ชื่อผู้ตั้งหัวข้อ  ! username
อี-เมล์ password
ข้อความ :: !
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Text Color Background Color Hyperlink Image Horizontal Rule
งง ยิ้มยิงฟัน หน้าบึ้ง โกรธ ง่วง กรอกตา ยิ้ม แลบลิ้น ขยิบตา เยี่ยม มาดเท่ห์
รูปภาพ : Options
ป้อนเลข 0 ในช่อง - > เพื่อเป็นการตรวจสอบและป้องกัน spam message
 Member username  password remember me  สมัครสมาชิก  Go to top.
 Web Statistics : online 0 member(s) of 24 user(s) from all 203 member(s). SoftGanz Group. My Sql Database Server. PHP. The Apache. Mozilla. Nedstat Basic - Free web site statistics
Personal homepage website counter
User count is 7951943 person(s) and 26592970 hit(s) since Apr,27 2004 , current hit 1 time(s).
The Coca-Cola Foundation