รักษ์คลองอู่ตะเภา ฟื้นชีวิตให้สายน้ำ
หน้าแรก ข้อมูลทั่วไป สารคดี ฟอรั่ม มีอะไรใหม่
Forum homepage Home What's new What's hot Archives
ข่าวสาร (315)
บทความ (244)
งานวิจัย (10)
กระทู้ (86)
เล่าเรื่องเมืองหาดใหญ่ (118)
เล่าเรื่องเมืองหาดใหญ่ โดย อ.พิชัย ศรีใส (50)
ตำบลรอบคลอง (20)
หลักสูตรท้องถิ่น คลองอู่ตะเภา (22)
นโยบายสาธารณะ (812)
สถานการณ์น้ำท่วม (20)
คืนมะโรงน้ำแดง (17)
เรื่องสั้นและบทกวี (75)
คุยกับทีมงาน (180)
Total 2932232 hits.
Last on 25-3-60 14:50

นโยบายสาธารณะเพื่อความสุข...สิ่งที่ขาดหาย !
นโยบายสาธารณะ >> นโยบายสาธารณะทั่วไป (บทความ)
มติชน วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2554 เวลา 15:30:31 น.

โดย ดร. เสาวลักษม์ กิตติประภัสร์
เครือข่ายงานวิจัยนานาชาติเพื่อสังคมอยู่เย็นเป็นสุข (IRAH)


ช่วงนี้พรรค ต่างๆก็หาเสียงพูดถึงนโยบายที่จะทำให้ประชาชนมีความสุขในหลายแง่หลายจุด จึงอยากให้มุมมองทางวิชาการว่านโยบายเหล่านั้นสอดคล้องกับการสร้างความสุข ให้ประชาชนในส่วนใหนบ้างอย่างไร แต่เมืองไทยเราก็ยังไม่ค่อยมีงานวิจัยเชิงนโยบายในเรื่องนี้อย่างจริงจังใน บริบทของสังคมไทยสักที ผู้เขียนเลยคิดว่าน่าจะพูดถึงนัยทางนโยบายจากผลการศึกษาวิจัยเรื่องความสุข จากนานาประเทศ เผื่อจะเป็นแง่คิดในการทำรายละเอียดที่เหมาะสมกับบ้านเราต่อไป ซึ่งแน่นอนว่ารายละเอียดของนโยบายย่อมแตกต่างกันขึ้นกับแต่ละสภาพสังคมและ วัฒนธรรม ไม่มีอะไรเป็นสูตรสำเร็จ

แต่อย่างไรก็ตาม โดยหลักการใหญ่ๆน่าจะพอสรุปเป็นแนวทางได้บ้างว่า ถ้าจะให้สังคมมีความสุขมากขึ้น แนวนโยบายน่าจะเป็นเช่นไร หรือถ้ามองในแนวทางการพัฒนาความสุขของประชาชนแล้ว ทิศทางและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศจะมีอะไรที่เปลี่ยนไปจากเดิมบ้างหรือไม่? ผู้เขียนขอเสนอแนวนโยบายบางประเด็นในภาพใหญ่ตามข้อสรุปดังนี้

1) ถึงแม้ว่ารายได้มีความสำคัญ แต่ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งในหลายองค์ประกอบที่สำคัญในการพัฒนาคนให้มีความสุข ดังนั้นในการพัฒนาแนวทางพัฒนาความสุข ความสำคัญของรายได้จึงน้อยกว่าในการพัฒนาเศรษฐกิจแบบกระแสหลัก แต่ให้ความสำคัญกับสุขภาวะที่เป็นองค์รวมมากขึ้น หรืออีกนัยหนึ่ง เป็นการพัฒนาประเทศและคนให้มีความสมดุลมากขึ้นทั้งในด้านวัตถุหรือทางกายภาพ สิ่งแวดล้อม จิตใจ และสติปัญญา

2) การเข้าถึงปัจจัยพื้นฐาน (basic needs) การเป็นเจ้าของสินทรัพย์โดยเฉพาะการมีบ้านและที่ดินเป็นของตนเอง และการไร้หนี้สินมีผลต่อความสุขของคนอย่างมาก นอกจากนี้ ความมั่งคั่งและการออมมีส่วนช่วยเป็นเกราะป้องกัน (buffer)ในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ ที่จะทำให้ความสุขไม่ลดลงมากนักจากภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้น ดังนั้นการพัฒนาตามแนวทางความสุขไม่ได้ปฎิเสธความสำคัญกับปัจจัยทางกายภาพ เช่น ปัจจัยสี่ คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี และสิ่งที่ต้องมีเก็บไว้เผื่อใช้เมื่อยามคับขัน เช่น การออม และสิ่งที่เป็นภูมิคุ้มกันในการดำรงชีวิต

3) ตามหลักการถดถอยของส่วนเพิ่มหน่วยสุดท้ายของความสุขต่อการเพิ่มขึ้นของราย ได้ (Diminishing of marginal return of happiness to income) และบทบาทของรายได้โดยเปรียบเทียบ (relative income) ต่อความสุข นโยบายสาธารณะควรจะเปลี่ยนการให้ความสำคัญจากการมุ่งเน้นแต่ตัวเลขความเจริญ เติบโตทางเศรษฐกิจ มาเป็นให้ความสำคัญกับการที่จะลดปัญหาความยากจนของคนส่วนใหญ่มากกว่า (เพราะทั้งสองเป้าหมายอาจมียุทธศาสตร์ในการดำเนินนโยบายที่ต่างกัน)

ทั้งนี้มีงานวิจัยจากหลายประเทศ(ทั้งที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา) พบว่า รายได้มีความสัมพันธ์ต่อความสุขของประชากรในขณะหนึ่ง แต่ในระยะยาวเมื่อรายได้เพิ่มขึ้นถึงจุดหนึ่ง บทบาทของรายได้ต่อการเพิ่มความสุขอาจไม่มีผลมากนักหรือไม่เพิ่มขึ้นเลย ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากผลกระทบในทางลบจากการเปรียบเทียบสถานะของตนเองกับผู้ อื่นในสังคม (เช่น ตนเองมีฐานะดีขึ้นมากกว่าเมื่อ 10 ปีก่อนมาก แต่ก็ยังไม่มีความสุขเพราะเห็นคนอื่นมีฐานะดีกว่า) และตามหลักการถดถอยของส่วนเพิ่มหน่วยสุดท้ายของความสุขต่อรายได้ ที่การมีรายได้จำนวนหนึ่งเพิ่มขึ้นในขณะที่รายได้ต่ำจะมีผลต่อความ สุขมากกว่าขณะที่มีรายได้สูง

ดังนั้นการใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดอย่างมีประสิทธิภาพไปในนโยบายที่ เพิ่มรายได้ให้กับคนจน หรือการขจัดความยากจนให้กับคนส่วนใหญ่ จึงเป็นการเพิ่มความสุขมวลรวมในประเทศมากกว่า และยังจะลดความไม่เท่าเทียมทางสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมซึ่งพบว่ามีผลต่อ ความสุขของประชาชนในหลายประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นตามข้อค้นพบเหล่านี้ หากต้องการเพิ่มความสุขมวลรวมของประชาชนในประเทศก็ต้องลดความเหลื่อมล้ำ โดยการเพิ่มรายได้และโอกาสให้คนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจสังคมต่ำกว่าให้เขาได้ มีโอกาสและรู้สึกมีความเท่าเทียมกับผู้อื่นในสังคมมากขึ้น

4) การศึกษาส่วนใหญ่พบว่าการจ้างงานมีผลต่อความสุขของคน โดยการจ้างงานไม่เพียงแต่จะช่วยลดปัญหาความยากจนเท่านั้น แต่ยังเป็นผลเชิงบวกต่อการมีความสัมพันธ์ทางสังคม แต่ทั้งนี้ควรป้องกันปัญหาเชิงลบจากการทำงานมากเกินไปจนมีปัญหาความสัมพันธ์ กับครอบครัว(ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญต่อความสุข) ความเครียดจากการแข่งขัน หรือความคาดหวังที่มากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้เกิดความทุกข์ และเนื่องจากมีการศึกษาพบว่าคนที่มีการจ้างงานเองหรือการมีกิจการของตนเอง (self-employment) มักจะมีความสุขมากกว่าการเป็นลูกจ้างโดยทั่วไป

ดังนั้นจึงควรมีนโยบายที่เพิ่มศักยภาพ สนับสนุนโอกาสในการเป็นผู้ประกอบการเองและเครือข่ายในการทำงาน มีระบบที่ส่งเสริมความเป็นผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางมากขึ้น รวมทั้งผู้ประกอบการทางสังคม (social entrepreneurs) งานที่ไม่เป็นทางการและงานอาสาสมัครด้วย ควรสร้างโอกาสในการทำงานกลุ่มในหลายรูปแบบโดยเฉพาะในชุมชนและเครือข่ายทาง สังคม โดยเทคโนโลยี่การสื่อสารสมัยใหม่สามารถนำมาใช้เพื่อการทำงานที่คล่องตัวและ ให้เป็นประโยชน์มากขึ้น เนื่องจากการใช้เวลาเดินทางไปทำงานที่ลดลงมีผลต่อความสุขของประชาชน

5) ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งต่อความสุขคือเรื่องสุขภาพ ซึ่งยังจะมีผลต่อดัชนีความสุขในแง่ความยืนยาว (Happy Life Years) ด้วย ดังนั้น รัฐควรสนับสนุนระบบการดูแลสุขภาวะที่ดี ซึ่งรวมทั้งด้านจิตใจ จิตวิญญาณด้วย ให้มีการเข้าถึงบริการการรักษาสุขภาพที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะควรคำนึงถึงการเป็นสังคมผู้สูงอายุมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าจะวางระบบการดูแลสุขภาพที่มั่นคงในระยะยาวได้อย่างไร รวมทั้งการลดความเครียดและความเจ็บป่วยจากสภาพแวดล้อมที่แย่ลงของสังคมเมือง ในปัจจุบัน นอกจากนี้ควรให้ความสำคัญกับการดูแลสภาพแวดล้อมของชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพราะ มีผลกระทบต่อสุขภาพ

6)มิตรภาพ(friendship) ความสัมพันธ์ทางสังคมที่ดี (social relation) สังคมที่มีความเชื่อมั่นความไว้วางใจ (trust) มีทุนทางสังคม (social capital) มีเสรีภาพ (freedom) ทำให้คนมีความสุข

การพัฒนาที่ผ่านมาอาจทำให้ทุนทางสังคมลดลง อีกทั้งในสังคมสมัยใหม่คนมักขาดความเชื่อถือความไว้วางใจซึ่งกันและกัน มีความขัดแย้งสูง จึงทำให้ความสุขของสังคมลดลงทั้งๆที่มีรายได้ประชาชาติดีขึ้นมาก

นอกจากนี้ มีงานวิจัยพบว่า เสรีภาพในการใช้ชีวิตตามศักยภาพของตนและเสรีภาพทางการเมืองจะทำให้คนมีความ สุขมากขึ้น ดังนั้น จึงควรส่งเสริมบรรยากาศประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพของประชาชน ขจัดความอยุติธรรมทางสังคม รวมทั้งพัฒนาระบบการเมืองให้มีคุณภาพ นอกจากนี้ เสรีภาพ ควรจะขยายความไปถึง อิสรภาพ ซึ่งมีความหมายครอบคลุมถึงความคิดจิตใจตนเองที่เป็นไทจากเหตุแห่งทุกข์ทั้ง ปวง เข้าใจสิ่งต่างๆด้วยความเป็นกลาง(อุเบกขา) ไม่ถูกครอบงำด้วยความเห็นผิด(มิจฉาทิฏฐิ)อันเป็นลักษณะของสังคมด้อยพัฒนา ให้มีความสุขถึงอิสรภาพระดับปัญญาขั้นสูงสุด ดังนั้นจึงควรมีการส่งเสริมการพัฒนาทางปัญญา จิตใจ ควบคู่ไปกับการพัฒนาความเจริญทางวัตถุ

จะเห็นว่า ในทางปฎิบัติ การทำให้คนในประเทศมีความสุขมากขึ้นในแต่ละแง่มุม ในแต่ละระดับ สามารถทำได้ในหลากหลายมิติ หลายนโยบาย ในรูปแบบต่างๆกัน ดังนั้น สถาบันต่างๆสามารถทำกิจกรรมที่สอดคล้องกับบทบาทหน้าที่ของตน หน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ต่างก็มีบทบาทในการริเริ่มทำโครงการที่สอดคล้องในแนวทางนี้ตามกำลังและ ศักยภาพของแต่ละหน่วยงาน ซึ่งแนวทางที่เสนอข้างต้นเหล่านี้เป็นแนวทางกว้างๆ ที่ต้องคิดมาตรการปลีกย่อยที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาและกลุ่มเป้าหมายในระดับ พื้นที่และระดับประเทศต่อไป

ส่วนหน่วยงานที่มีหน้าที่ทำนโยบายระดับชาติและดำเนินการ อาจทำได้เป็นทั้งมาตรการขนาดย่อย(เช่น โครงการเพิ่มรายได้และลดหนี้สินให้แก่เกษตรกร ฯลฯ) ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ที่แก้ปัญหาทั้งระบบ เช่น การปฎิรูปการถือครองที่ดินเพื่อช่วยให้คนรายได้น้อยเป็นเจ้าของที่ดินและที่ อยู่อาศัยมากขึ้น การปรับโครงสร้างเชิงระบบ การกระจายอำนาจ และการพัฒนาการเมือง เป็นต้น

ทั้งนี้จะเห็นว่ามาตรการในด้านต่างๆสามารถนำมาใช้ภายใต้กรอบความคิดที่ เป็นองค์รวม เช่น การใช้เครื่องมือทางการคลังอย่างกลไกทางภาษี สามารถเป็นเครื่องมือที่นำมาใช้เพื่อการกระจายรายได้ การปัองกันปัญหาสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ การสร้างความสมดุลในการใช้ชีวิตระหว่างการทำงานกับครอบครัว และอาจใช้เพื่อลดการสร้างกระแสความต้องการที่มากเกินไปซึ่งทำให้เกิดความ ทุกข์จากการเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นในสังคม หรือกิจกรรมที่เกิดโทษต่อสังคม แต่ให้แรงจูงใจในการทำงานเพื่อสังคม งานอาสาสมัคร และการลงทุนในกิจการที่เป็นประโยชน์แก่สังคม เป็นต้น

ขณะเดียวกันการใช้จ่ายทางการคลังสามารถใช้เพื่อการกระจายทรัพยากรที่ดี และเป็นธรรมมากขึ้น เพิ่มคุณภาพชีวิต ให้ผู้ด้อยโอกาสได้มีปัจจัยที่จำเป็นพื้นฐาน เข้าถึงสาธารณูปโภคพื้นฐานในการดำรงชีวิต มีการสร้างงาน การบริการและสวัสดิการสังคม เป็นต้น ส่วนมาตรการทางการเงินและสถาบันการเงินจะมีส่วนช่วยให้สินเชื่อรายย่อยและ ทางเลือกแก่ผู้มีรายได้น้อยและผู้หาเช้ากินค่ำที่จะลดภาระหนี้สินจากเงินกู้ นอกระบบและอยู่ในกับดักของความยากจน รวมทั้งวางแผนระบบการออมที่ดีให้กับประชาชน

ทั้งนี้นโยบายต่างๆไม่ควรทำอย่างแยกส่วนและควรเป็นไปที่สาระมากกว่ารูป แบบ รวมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมในสังคม เช่น การปฏิรูปการศึกษาที่แท้จริงไม่ได้เป็นเรื่องของกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น เพราะการศึกษาคือการพัฒนาตนเองยิ่งๆขึ้นไปไม่ได้หยุดเมื่อจบการศึกษาในระบบ แต่เป็นการเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต การศึกษาไม่ใช่แค่ป้อนคนเข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่ทำให้คนสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีคุณภาพและมีความสุขทั้งแก่ตนเองและ ชุมชนสังคมที่เกี่ยวข้อง ในทำนองเดียวกัน การส่งเสริมสุขภาพ สุขภาวะ ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องของกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น เพราะเกี่ยวข้องกับปัจจัยแวดล้อมอื่นๆอีกมาก โดยเฉพาะการศึกษาเรียนรู้

จะเห็นว่าการพัฒนา แบบแยกส่วนเป็นด้านๆ อาจจะไม่ค่อยเหมาะสมกับแนวทางการพัฒนาความสุขซึ่งเป็นองค์รวม ผู้เขียนจึงสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบเช่นการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น หรือการพัฒนาเชิงพื้นที่ ในการกำหนดนโยบายในรายละเอียดให้สอดคล้องกับสังคมนั้นๆอย่างเชื่อมโยงกัน

โดย kai (ip:223...35)  เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2554 11:47:09 น.

 print friendly version 
 จำนวนคนดู 82827 ครั้ง
 แสดงความคิดเห็น

กรณีที่ท่านไม่ได้เป็นสมาชิก กรณีที่ท่านเป็นสมาชิก
ชื่อผู้ตั้งหัวข้อ  ! username
อี-เมล์ password
ข้อความ :: !
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Text Color Background Color Hyperlink Image Horizontal Rule
งง ยิ้มยิงฟัน หน้าบึ้ง โกรธ ง่วง กรอกตา ยิ้ม แลบลิ้น ขยิบตา เยี่ยม มาดเท่ห์
รูปภาพ : Options
ป้อนเลข 0 ในช่อง - > เพื่อเป็นการตรวจสอบและป้องกัน spam message
 Member username  password remember me  สมัครสมาชิก  Go to top.
 Web Statistics : online 0 member(s) of 26 user(s) from all 203 member(s). SoftGanz Group. My Sql Database Server. PHP. The Apache. Mozilla. Nedstat Basic - Free web site statistics
Personal homepage website counter
User count is 7942188 person(s) and 26522219 hit(s) since Apr,27 2004 , current hit 1 time(s).
The Coca-Cola Foundation