นโยบายสาธารณะ
home project'48 news letter
แผนงาน : สภากาแฟ ช่วง คลื่นเสียงเพื่อสาธารณะ
รายละเอียดโครงการ

หัวข้อ
สภากาแฟวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 49
สภากาแฟวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2549
สภากาแฟวันที่ 4 พฤศจิกายน 2548
สภากาแฟวันที่ 28 ตุลาคม 2548
สภากาแฟวันที่ 14 ตุลาคม 2548
สภากาแฟ วันที่ 7 ตุลาคม 2548
สภากาแฟวันที่ 30 กันยายน 2548
สภากาแฟวันที่ 23 กันยายน 2548
สภากาแฟวันที่ 9 กันยายน 2548
สภากาแฟ วันที่ 26 สิงหาคม 2548
สภากาแฟวันที่ 19 สิงหาคม 2548
สภากาแฟวันที่ 12 สิงหาคม 2548
สภากาแฟ วันที่ 5 สิงหาคม 2548
สภากาแฟ วันที่ 29 กรกฎาคม 2548
สภากาแฟวันที่ 22 ก.ค. 48
สภากาแฟวันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม 2548
สภากาแฟวันที่ 1 ก.ค. 48
สภากาแฟวันที่ 24 มิถุนายน 2548
สภากาแฟวันที่ 17 มิ.ย. 48
สภากาแฟวันที่ 13 พฤษภาคม 2548

สภากาแฟวันที่ 17 มิ.ย. 48
นโยบายสาธารณะ >> แผนงาน : สภากาแฟ ช่วง คลื่นเสียงเพื่อสาธารณะ (บทความ)
สภากาแฟวันที่ 17 มิ.ย. 48
บัญชร วิเชียรศรี : อ.จรูญ หยูทอง
วิกฤตการเมือง

ประชาสัมพันธ์ กิจกรรม วันที่ 26 มิ.ย.48 เรื่อง”การบล๊อกหลังไม่น่ากลัวอย่างที่คิด” ติดต่อสำรองที่นั่งได้ที่ 074- 451151-2

ประเด็นคุยวันนี้ คือเรื่องของสถานการณ์ที่เราไม่รู้ เป็นเรื่องที่น่ากลัว มีหลายเรื่องที่เราไม่รู้

เรื่องวิกฤตการเมือง หรือวิกฤตสังคม เช่น การรับน้องเป็นวิกฤตทางสังคมอย่างหนึ่ง เป็นวิกฤตทางความคิด ที่หาวิธีการที่จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้องไม่เหมาะสม นำมาซึ่งวิกฤตในรัฐสภา วิกฤตในสนามการเลือกตั้ง วิกฤตการเมือง วิกฤตในมหาวิทยาลัย เป็นเรื่องสัพเพเหระที่เราจะมองหาที่มา ตามหลักอริยสัจ ว่าเหตุมาจากอะไร

เมื่อวาน ที่ จ.พัทลุงจัดเวทีนโยบายสาธารณะเพื่อเอาชนะความยากจนโดยใช้สถานการณ์การเลือกตั้งปี 2548 ว่า 31 กรกฎาคม 2548 จะเลือกคนดี(ผี)หรือคนกันเอง ซี่งคำว่า ผี หมายถึงสิ่งที่ไม่ดี แต่ผีที่ดีก็มี คนฉลาดก็นำผีมาใช้ได้ เพราะคนมักจะไม่เชื่อคนด้วยกัน เชื่อปูย่าตายายที่ล่วงลับไปแล้ว เช่นการนับถือครูหมอโนรา ที่ต้องรำโนราโรงครูทุกปี ที่มีความเชื่อว่าถ้าไม่รำจะมีปัญหา หรือ ผีรักษาป่า

โดยสรุป คือเรื่องของเหตุผลในการเลือกผู้นำของชาวบ้าน ที่แรกๆจะเป็นยุคญาติพี่น้อง ใครที่มีพี่น้องมากมักจะได้ตระกูลนั้น แต่ยุคหลังมานอกจากมีญาติมากแล้วจะต้องมีเงินมากด้วย อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของการทุจริต ที่ อบต.บอกว่า การทุจริตมีทุกหน่วยงาน และงบของ อบต.นั้นเป็นงบที่เล็กน้อยมาก แต่ความจริงถึงเล็กน้อยก็ไม่ควรจะเกิด สังคมเรามักคิดว่า ถ้าเราไม่ทำคนอื่นก็จะทำ จะเสียเปรียบคนอื่น ก็เลยไม่รู้ว่าเอาอะไรเป็นเกณฑ์ สุดท้ายแล้วสังคมไม่มีทางออก

มีคนบางส่วนมีอาชีพการรับฝาก รับฝากเข้าทำงาน เข้าเรียนต่อ รับปากเฉยๆโดยไม่ต้องทำอะไร สุดท้ายก็มีคนเก่งเข้าไปได้ด้วยตัวเอง ส่วนคนที่ไม่ได้ก็จะมีคำอธิบายถ้าเจ้าตัวถาม นักการเมืองก็ใช้วิธีการนี้ เรียกว่าการดักไซแห้ง การที่เป็นแบบนี้กันเนื่องจากเราติดกับระบบอุปถัมภ์ แค่ได้ถ่ายรูปกับบุคคลสำคัญก็นำมาเป็นข้ออ้างและเป็นช่องทางทางทำมาหากิน

อีกเรื่องหนึ่ง ที่จ.พัทลุง จะจัดคือเรื่องรายการรัฐสภาของเรา ทางสถานีวิทยุกระขายเสียงแห่งประเทศไทย ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง จ.พัทลุง และโรงเรียนสตรีพัทลุง จะจัดเสวนาในโอกาสครบรอบ 73 ปีของการเปลี่ยนแปลงการปกครองตั้งแต่ พ.ศ. 2475 เรื่อง “ 73ปี การเปลี่ยนแปลงการปกครองกับการพัฒนาการเมืองไทย” วันที่24 มิ.ย. 48 ที่ห้องพุทธรักษาโรงเรียนสตรีพัทลุง

เรื่องวิกฤตการเมือง หมายถึงการที่ได้รับผลกระทบกระเทือนแล้วไม่มีทางออก เช่นการที่จะเลือกก็ไม่ได้ ไม่เลือกก็ไม่ได้ การจะเลือกคนดีก็ยาก เลือกคนเลวน้อยก็ยาก จนไม่รู้จะเลือกใครดี

แต่ก็มี อบต.บางพื้นที่ที่เป็นคนต่างถิ่น มีญาติน้อย แต่ได้รับการเลือกตั้ง โดยไม่ได้ใช้เงินมาก และมีข้อสังเกต ว่า อบต. บางพื้นที่มีพื้นที่น้อยแต่คนมีรายได้สูงมาก มีผลประโยชน์เยอะ ชนะการเลือกตั้งโดยที่อาศัยอยู่ต่างพื้นที่

ข้อสรุปคือ การเมืองเป็นเรื่องของคน เป็นความรู้สึก ความเห็นของคน ทำอย่างไรที่เราจะขับเคลื่อนการเมืองที่เป็นความเห็นเป็นเรื่องของความรู้ความเข้าใจ เป็นการเมืองที่มีเรื่องของปัญญา เพราะแต่ละคนก็คิดว่าตัวเองดี

การปรับจากการเมืองความเห็นให้เป็นการเมืองที่เป็นเรื่องของข้อมูลความรู้ ก็ต้องอยู่กับความจริง อยู่กับเหตุผล อยู่กับความรู้ และต้องสังเคราะห์ วิเคราะห์ รับข้อมูลอย่างหลากหลายรอบด้าน และมีประสบการณ์ในการคิด ปัญหาของสังคมเราคือการขาดการมีประสบการณ์ทางการคิด สังเคราะห์ข้อมูลที่มีอยู่ ฟังข้อมูลด้านเดียว ชื่นชมใครก็คนนั้น ไม่เปิดใจสิ่งดีๆของคู่ต่อสู้ มองแต่ด้านบวกของตัวเอง เช่นการเลือกตั้งในระดับชาติของภาคใต้ เป็นเรื่องสำคัญ สุดท้ายจะมาแสดงออกตรงที่ปัญหาของท้องถิ่น ของบ้านเมืองได้รับการแก้ไขหรือไม่ ตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญ มีผู้รู้แสดงความเห็นว่า เราเปลี่ยนผ่านการเมืองก่อน 2475 จากระบบการกินเมืองเป็นการกินเงินเดือน คือเอาระบบกระทรวง ทบวง กรม ของต่างประเทศมาใช้ ในปี 2435 พ.ศ. 2439 เรามีการจัดตั้ง มณฑลเทศาภิบาล เป็นการปกครองหัวเมืองต่างๆ ใน ร. 5 เป็นการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง เพื่อให้ต่างประเทศเห็นว่าเราปกครองประเทศแบบอารยะแล้ว และให้เห็นว่าราชธานีหรือเมืองหลวงมีอำนาจที่จะปกครองหัวเมืองต่างๆได้ แต่เมื่อ 2475 เกิดความคิดที่ว่าการปกครองแบบนี้ล้าหลัง เพราะมีคนไปเรียนต่างประเทศ เห็นรูปแบบการปกครองที่ทันสมัย กลับมาคิดที่เปลี่ยนปลงรูปแบบการปกครอง จึงเกิดการยึดอำนาจพระมหากษัตริย์ เรียกการปกครองแบบใหม่ว่า “ประชาธิปไตย” แต่ มองว่าเป็นได้เพียง “อำมาตยาธิปไตย” คือเป็นการเมืองของเสนาบดี ยังไม่ได้เป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน คืออำนาจอยู่ในมือของเสนาบดี รัฐมนตรี หรือข้าราชการขุนนาง แต่อย่างไรก็แล้วแต่ถือว่าเป็นการบ่มเพาะประชาธิปไตยเพราะมีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองขึ้นมาเพื่อสร้างบุคคลากรที่จะมาสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยในสังคม แต่สุดท้ายเกิดการยึดอำนาจระหว่างรับบาลเผด็จการทหารและรัฐบาลพลเรือน จนมาถึงเหตุการณ์ 14 ตุลา เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากอำมาตยาธิปไตยมาสู่การเมืองของภาคประชาชนในระบบการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญ ได้เกิดประกฏการณ์ใหม่ขึ้นมามากมายมีการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ แต่เป็นในเชิงรูปแบบมากกว่าเนื้อหา เนื่องจากไม่มีรัฐธรรมนูญมาหลายปี เพราะอยู่ในยุคเผด็จการ เพราะฉะนั้นนักศึกษา กรรมกร ชาวนามีบทบาทสูงขึ้นในการเรียกร้องความเป็นธรรมหรือรัฐธรรมนูญที่เหมาะสมในการปกครองในยุคนั้น แต่ยังเป็นนายกแต่งตั้งอยู่

คุณกรีฑา-

เรื่องที่มีผู้ช่วยรัฐมนตรีนำภาพการับน้องมาเสนอว่าไม่เหมาะสม ถ้ารัฐมนตรีออกกฎการับน้องว่าสิ่งไหนสมควรทำก็ทำจะดีไหม เพราะนักศึกษาก็เรียกร้องอยู่

เรื่องการนำเสนอข่าวการถูกฉลากกินแบ่งของภรรยานายกฯไพร ออกข่าวว่าคนรวยเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้สะท้อนว่าเงินเหล่านั้นมาจากหยาดเหงื่อของคนยากจนเท่าไหร่ ได้กับคนที่ถูกและกำไรของรัฐบาลเท่านั้น

เรื่องการอภิปราย ที่นายกออกมาให้สัมภาษณ์อย่างนุ่มนวล ลุ่มลึกไม่เกรี้ยวกราด เรื่องคุณเสนาะ ส.ส.ทุกคนที่ลาออกจากพรรคไทยรักไทยตอนนี้จะหมดจากสมาชิภาพ ไม่ได้เป็น ส.ส. ถ้าเป็นระบบเขตก็ต้องเลือกตั้งใหม่ ต้องใช้ภาษีของประชาชนทั้งนั้น ถ้าการอภิปรายครั้งนี้พ้นไป ถ้ากลุ่มของนายเสนาะ บอกว่าฝ่ายค้านมีน้ำหนักพอ และสนับสนุนฝ่ายค้านซึ่งเป็นการสวนกระแส ฝ่ายรัฐบาลที่สนับสนุนคุณสุริยะ จนพรรคไทยรักไทยมีมติให้กลุ่มนายเสนาะออกจากพรรค คุณเสนาะสามารถให้ศาลวินิจฉัย ซึ่งถ้าศาลตัดสินว่าถูก กลุ่มนายเสนาะสามารถออกไปสังกัดพรรคการเมืองอื่นได้

จนมาถึง 6 ตุลาคม 2516 กระแสลมปฏิวัติพัดกลับ อำนาจเก่ากลับคืนมา กระบวนการนักศึกษา ประชาชนกผู้รักประชาธิปไตยก็ร่วมกับกระบวนการต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย จนมาถึง2523 คำสั่งสำนักนายก สมัยนายกเปรม มีคำสั่งให้นักศึกษาคืนเมือง หลายคนก็กลับมาเป็นนักการเมือง เป็นคณะรัฐมนตรี ทั้งยุคเก่าและยุคปัจจุบัน และก็มีปัญหาการเมืองมาตลอด มีนักการเมืองกลุ่มธุรกิจมากกว่ากลุ่มภาคชาวนาและเกษตรกร จนนำไปสู่วิกฤตอีกครั้งหนึ่งเมื่อ พฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535 ได้เกิดปรากฏการณ์กระแสการเรียกร้องการกระจายอำนาจสูงมากจนเราได้ องค์การบริหารส่วนตำบล หรือ อบต. ขึ้นมา

เรื่องที่สำคัญคือเรื่องของการยกร่างรัฐธรรมนูญหลังปี 2535 อันเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ในครั้งนั้นผู้ริเริ่มถูกมองว่าเป็นคนวิกลจริตไป

ในกระบวนกรสื่อสารมวลชน ได้เกิดทีวีเสรีขึ้นมา คือสถานีโทรทัศน์ ไอทีวี มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาขึ้นเป็นครั้งแรก สุดท้ายวันนี้เกิดวิกฤตการเลือกตั้ง การซื้อเสียง นายกรัฐมนตรีมีอำนาจมากเกินไป ฝ่ายค้านตรวจสอบ และเอานายกออกจากตำแหน่งไม่ได้ เอารัฐมนตรีออจากตำแหน่งเพราะการทุจริตไม่ได้ ปปช.ถูกศาลสั่งจำคุก รอลงอาญา 2 ปี ต้องสรรหากันใหม่ นี่เป็นเกิดจากอะไร อ.ผาสุก พงษ์ไพจิตร คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ได้เขียนบรรยาย ได้ตั้งประเด็นว่า วิวัฒนาการของการเมืองไทยช่วงเปลี่ยนผ่าน คือยุคพลเอกชาติชาย ปี2531 เป็นต้นมา มองว่ารัฐบาลชาติชายท้าทายระบบอำมาตยาธิปไตย คือระบบรวมศูนย์อำนาจ ข้าราชการเป็นใหญ่ และยืนยันระบบอำนาจรัฐสภาคณะรัฐมนตรีว่าอยู่เหนืออำนาจฝ่ายข้าราชการ แต่ทำไม่สำเร็จเนื่องจากถูกยุบสภาเสียก่อน แต่ว่าอย่างน้อยก็ทำให้อำมาตยาธิปไตยอ่อนแอลง และอ่อนไหวต่อแรงกดดันจากการต่อรองของประชาคมของสังคม หลังเหตุการพฤษภาทมิฬ เราจะเห็นว่าเกียติภูมิของกองทัพลดลง

การเมืองภาคประชาชนช่วงที่ผ่านมา อ. มองว่า

1. ที่ผ่านมาเกิดการต่อรองจากภาคประชาชนกับฝ่ายบริหาร คือรัฐบาล ข้าราชการ โดยตรงเพื่อเปลี่ยนแปลงนโยบายเรียกร้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายมากขึ้น คือต่อเนื่องมาจากสมัยท่านชาติชาย

2. การเมืองบนท้องถนน สมัชชาคนจน ถึงแม้ถูกมองว่าเป็นตัวกวนเมืองแต่สะท้อนให้เห็นว่าการเมืองไม่ใช่การพูดกันแค่ในรัฐสภา พูดกันที่ไหนก็ได้ อยู่ที่วิธีการ มาตรการ ยุทธวิธีที่จะกดดันให้อีกฝ่ายมา เป็นข้อสรุปที่ได้จากการเคลื่อนไหว

แต่ว่าหลังจากนั้น คือปัจจุบัน การเมืองภาคประชาชนถูกปิดโดยไร้ทางออก น่ากลัวกว่าการปฏวัติยึดอำนาจ เพราะ

1. กลุ่มทุนไทยสามารถเข้าเกาะกลุ่มระบบรัฐสภาได้อย่างเต็มที่ หลังจากที่ได้พยายามมาแล้วก่อนวิกฤต 2540

2. รัฐธรรมนูญได้เพิ่มอำนาจให้นายกและไปกำหนดคุณสมบัติของ สส. ว่าจะต้องจบปริญญาตรีทำให้การเมืองเป็นเรื่องของชนชั้นนำในเมืองมากกว่าในชนบท และการนำเอาระบบบัญชีรายชื่อพรรค 100 คนเข้ามาทำให้ระบบรัฐสภาเอียงไปข้างชนชั้นนำมากกว่าชาวบ้าน เป็นการขัดหลักของรัฐธรรมนูญ ที่ กีดกันคนบางส่วนที่เขามีความสามารถแต่ถูกจำกัดด้วยวุฒิการศึกษา ก็เป็นปัญหากันหลายส่วนแม้แต่เรื่องการบัญญัติให้การเลือกตั้งเป็นหน้าที่

3. กลุ่มทุนไทยสามารถฉกฉวยโอกาสจากสถานการณ์นี้ในการก่อตั้งพรรค ซึ่ง อ.มองว่า เข้ามาแบบฉกฉวยเพราะ ถ้าดูจากอายุการก่อตั้งนั้นน้อยมาก แต่ทุกคนเชื่อมั่นว่ารัฐบาลมีความตั้งใจในนโยบายหลายๆส่วน แต่ที่ไม่มั่นใจคือในเรื่องความเสมอภาค ความยุติธรรม ไม่มั่นในว่ารัฐบาลจะมาสารถบรรลุวัตถุประสงค์ตรงนี้ได้ และเรื่องการคอรับชั่นที่รัฐบาลกำลังทำสงครามอยู่โดยเฉพาะในระดับข้ามชาติที่ขณะนี้ยังหาคนรับผิดไม่ได้ สิ่งที่เป็นยุทธศาสตร์ของพรรคไทยรักไทยคือ

1) รัฐบาลเป็นรัฐพัฒนาการ หมายถึงรัฐบาลให้การสนับสนุนธุรกิจโดยเฉพาธุรกิจขนาดใหญ่
2) นโยบายเปลี่ยนสินทรัพย์เป็นทุน เป็นการกระจายทุนถึงชาวนา เป็นผู้ประกอบการระเบียบเศรษฐกิจใต้ดินและผิดกฎหมาย ภายใต้หลักคิดของนายกว่าเราเป็นประเทศทุนนิยม ต้องการเงินทุน ถ้าไม่มีเงินทุนก็ไม่มีทุนนิยม
3) การปฏิรูประบบราชการทำให้ระบบราชการที่ถือว่าใหญ่ที่สุดและเข้มแข็งที่สุดอ่อนแอลงจนถึงผู้ว่า ซีอีโอ ถือเป็นการท้าทายอำนาจราชการมาก ทำให้ผู้ว่าที่เดิมเป็นผู้กำกับนักธุรกิจ ทำให้ปัจจุบันเป็นผู้รับใช้ธุรกิจ
4) ในระบบรัฐสภามีการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจ มีพรรคการเมืองใหม่ที่สามารถรวมกลุ่มทุนในประเทศเป็นทุนก้อนใหญ่ ทำให้กลุ่มทุนเล็กๆถูกเบียดไปรวมทั้งเรื่องการปราบปรามยาเสพติดเป้นอีกช่องทางในการกำราบเพราะกลุ่มทุนต่างๆพึ่งพิงอยู่กับธุรกิจประเภทนี้ด้วย พรรคไทยรักไทยสามารถทำให้ทุนเหล่านั้นอ่อนแอลง
5) การสยบเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ด้วยข้อเรียกร้องให้การเมืองนิ่ง เพื่อการทำงาน แต่ในขณะเดียวกันเป็นไปไม่ได้ที่จะให้การเมืองนิ่ง ทุกเวลา การเมืองนิ่งเป็นประโยชน์ต่อการลงทุน เพราะการเคลื่อนไหวทางการเมืองของภาคประชาชนเป็นอุปสรรคในการลงทุน
6) การฟื้นฟูประเพณีการอนุรักษ์นิยมบางประการ เห็นในเรื่องของกองทัพในบางส่วน

โดยสรุปการเมืองยุคหลังพลเอกชาติชาย ชุณหวัณ ถึงวันนี้ โครงสร้างมีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ
1) กลุ่มทุนใหญ่เข้าก่อกุมระบบการเมืองอย่างสิ้นเชิง
2) ระบบบริหารพรรคการเมืองมีบทบาทนำ และมีแนวโน้มไปสู่พรรคการเมืองพรรคเดียว
3) การใช้ประเพณีอนุรักษ์นิยมของรัฐไทย

ทางเลือกของประชาชน
1) รอจนกว่าเขาจะสะดุดขาตัวเอง แต่ถ้าเลือกทางเลือกนี้เหมือนกับการฆ่าตัวตายแบบสันติวิธี
2) การปฏิรูปรัฐธรรมนูญ
3) ตั้งกลุ่มผลประโยชน์ที่สามารถจะระดมมวลชน
4) ใช้สื่อทางเลือก
5) เป็นการเมืองระบบพรรค แต่ต้องแตกต่างกับพรรคฝ่ายค้านในปัจจุบัน

โดย so (ip:61...150)  เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2548 13:41:37 น.

 print friendly version 
 จำนวนคนดู 3364 ครั้ง ความคิดเห็น 1 รายการ ล่าสุดเมื่อ 26 พฤศจิกายน 51 22:15:59
 ความคิดเห็น
  ลำดับที่ 1
  ประชาชนคนตัดสินว่าใครเป็นนายก

จาก เลือกใหม่(ip:58...140)  เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2551 22:15:59 น.


 แสดงความคิดเห็น

กรณีที่ท่านไม่ได้เป็นสมาชิก กรณีที่ท่านเป็นสมาชิก
ชื่อผู้ตั้งหัวข้อ  ! username
อี-เมล์ password
ข้อความ :: !
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Text Color Background Color Hyperlink Image Horizontal Rule
งง ยิ้มยิงฟัน หน้าบึ้ง โกรธ ง่วง กรอกตา ยิ้ม แลบลิ้น ขยิบตา เยี่ยม มาดเท่ห์
รูปภาพ : Options
ป้อนเลข 0 ในช่อง - > เพื่อเป็นการตรวจสอบและป้องกัน spam message
 Member username  password remember me  สมัครสมาชิก  Go to top.
 Web Statistics : online 0 member(s) of 34 user(s) from all 203 member(s). SoftGanz Group. My Sql Database Server. PHP. The Apache. Mozilla.
User count is 974366 person(s) and 2272179 hit(s) since Apr,01 2005 , current hit 1 time(s).
 Copyright ©2004-2017 Khlong-U-Taphao.Com.  All Rights Reserved.
 เลขที่ 859/71 ม.ปริญญา ม.1 ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 90110 โทร & Fax 074-474082
ได้รับการสนับสนุนจาก
แผนงานพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
และมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.)